พลัดพราก เมื่อยังอยู่ไม่ดูแล ครั้นเปลี่ยนแปรมานั่งเสียใจ

       ไม่ได้เข้ามา 2-3 วัน  เพราะเหตุการณที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน  ฝนตกหนักน้ำไหลหลาก บ้านเรือนพังไปหลายหลัง  เรือกสวนไร่นาเสียหายกันถ้วนทั่วทุกตัวคน

        ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนรวมทั้งประชาชนที่เป็นเพื่อนร่วมโลกบริจาคสิ่งของให้มามากมาย  แต่ละวันคนแห่กันไปรับของ   แต่ก่อนจะรับก็ต้องนั่งรอให้พร้อมกัน แล้วถ่ายภาพ  มีคนใหญ่โตมาร่วมถ่ายรูปมากมาย  คนที่เราเคยเห็นในโทรทัศน์ก็มา  นักการเมืองส่วนท้องถิ่นที่ไม่เคยมาดูแลเลยรีบมารับหน้ากันเต็มหน้าห้องประชุม

         ถ่ายรูปกันไปสัมภาษณ์กันไปเหมือนแสดงละครในโทรทัศน์เลย  ค่ำมาก็รีบมานั่งหน้าจอว่าเห็นใครกันบ้าง  หัวเราะสนุกสนาน   คนที่เดือดร้อนจริงๆเขาจะหัวเราะออกไหมนะ    สงสารจัง

          การช่วยเหลือแบบนี้ก็ดี  แต่ต่อไปข้างหน้าต้องช่วยเหลือกันแบบนี้ทุกปีเลยหรือ? เหตุการณ์ในวันนี้จะมีผลในการพัฒนา  ปรับปรุง  ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกต่อไปได้หรือไม่  เราถามใคร  เทวดา  หรือ....ใคร..........

          ตอนกลางวันผู้เขียนไปช่วยที่บ้านลุงดำ   เมื่อคืนฝนตกหนัก แกเดินข้ามคลองกลับบ้าน   แล้วแกก็หายไปกับสายน้ำ  เขาเพิ่งพบแกในวันนี้ ลูกหลาน ร้องไห้กันเป็นการใหญ่  เพราะปล่อยให้แกนอนอยู่ที่ขนำเพียงคนเดียวมานานหลายปี  แกนอนเฝ้าสวนผลไม้  ดูแลให้ลูกหลาน  สุดท้ายแกก็ต้องตายคนเดียว  เขาเพิ่งรู้ในตอนเช้า

         การพลัดพรากของคนที่เรารัก  ก็มีความทุกข์  ทุกคนมานั่งเสียใจ  ที่ไม่มีใครได้ดูแลแก   ผู้เขียน คิดถึงหนังสือของท่านว.วชิรเมธี  ตอนที่ว่า  "เมื่อยังอยู่ไม่ดูแล  ครั้นเปลี่ยนแปรมานั่งเสียใจ" ท่านเขียนไว้ว่า ก่อนที่เราจะพลัดพรากจากคนที่รัก  ทำไมเราไม่เรียนรู้ที่จะอยู่กับคนอันเป็นที่รักอย่างมีความสุข  เผื่อวันหนึ่งข้างหน้าเกิดการพลัดพรากขึ้นมาจริงๆเราจะได้นั่งลงยอมรับความพลัดพรากด้วยความสงบ  ด้วยความรู้เท่าทัน  แล้วปล่อยให้เขาพลักพรากจากเราไปสู่สัมปรายภพด้วยความสงบทั้งตัวเขาและตัวเรา

           เขียนเล่ามาถึงตอนนี้ เพื่อที่จะบอกว่า ทั้งสองเหตุการณ์  เป็นเหตุการณ์สอนใจ

ขอให้  "หนึ่งคนตาย  ขอให้ล้านคนตื่น"  เถิด    สาธุ  

 

            

 

ขอขอบคุณ : หนังสือเปลี่ยนเคราะห์ใหเป็นโชค  เปลี่ยนโรคให้เป็นครู  

                  ของท่าน ว.วริรเมธี

                : ภาพในอินเตอร์เนต