อันที่จริงหัวใจหรือ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ..... ฉบับนี้คือ ต้องการควบคุมการชุมนุม โดยผู้ชุมนุมจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐก่อนการชุมนุม มิฉะนั้น จะถือว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จริงอยู่ นาย อัชพร จารุจินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อาจจะออกมากล่าวว่า "เนื้อหาร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการลิดรอนสิทธิพื้นฐานของประชาชน แต่กำกับให้การใช้สิทธิเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ และไม่ไปกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น"
พรบ.ชุมนุมสาธารณะ "สำคัญ.. แต่ ไม่ใช่เวลานี้”
โดย อัฏธิชัย ศิริเทศ ที่มา http://rrr.thaingo.org/writer/view.php?id=1706
ตีพิมพ์ใน ศูนย์ข่าวพลเมือง ฅนคอน ฉบับที่ ๘
เรื่องนี้สำคัญมากอยากให้ทบทวน ก่อนอื่นลองมาทบทวนประเด็นหลักๆ ในสาระกฎหมายฉบับนี้ดู ดูแล้วก็ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทบทวน ว่ากฎหมายบางฉบับเป็นเรื่องใหญ่มากหรือไม่ แค่ไหน เพราะกระทบกับชีวิตผู้คนทั้งประเทศ เพราะกฎหมายสามารถสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ของรัฐ นักการเมืองและประชาชนของประเทศนั้นๆ ได้ด้วย
อันที่จริงหัวใจหรือ สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ..... ฉบับนี้คือ ต้องการควบคุมการชุมนุม โดยผู้ชุมนุมจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐก่อนการชุมนุม มิฉะนั้น จะถือว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จริงอยู่ นาย อัชพร จารุจินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อาจจะออกมากล่าวว่า "เนื้อหาร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีการลิดรอนสิทธิพื้นฐานของประชาชน แต่กำกับให้การใช้สิทธิเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ และไม่ไปกระทบต่อสิทธิของผู้อื่น"
ซึ่งเมื่อฟังคำชี้แจงกับอ่านเนื้อหาที่ร่างในตัวบทแล้ว ผมว่า ดูขัดแย้งและสวนทางกันมาก อาทิ มาตรา 8 กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตชุมนุมในที่สาธารณะในทุกจังหวัด มาตรา 5 การชุมนุมสาธารณะต้องห้าม คือ การชุมนุมที่ยึดช่องทางเดินรถ หรือพื้นผิวการจราจร ตั้งเวทีปราศรัยในลักษณะกีดขวางการจราจรหรือทางสัญจรของประชาชน การชุมนุมที่มีการใช้เครื่องขยายเสียง เครื่องฉายภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือเครื่องมือใดๆ เพื่อถ่ายทอดการชุมนุม มีการใช้ยานพาหนะ มีการเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม การชุมนุมดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ มาตรา 11 ผลการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 8 ให้ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถยื่นฟ้องอุทธรณ์ได้ มาตรา 14 และ มาตรา 15 เกี่ยวกับขั้นตอนวิธีการสลายชุมนุม คือ ให้ประธานกรรมการมีอำนาจในการประกาศยุติการชุมนุม และการประกาศยุติการชุมนุมให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยแจ้งด้วยวาจา หรือใช้การสื่อสารด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้ชุมนุมสามารถรับทราบได้ ณ บริเวณสถานที่ชุมนุม และ หากการชุมนุมในที่สาธารณะที่ได้มีการประกาศให้ยุติ แล้วผู้ชุมนุมยังคงฝ่าฝืน ประธานกรรมการมีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมสลายการชุมนุมได้ มาตรา 16 บทยกเว้นโทษ !! สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมิต้องรับผิดในการทำหน้าที่ผู้สลายการชุมนุม เนื่องจากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เกินแก่เหตุ หรือไม่เกินความจำเป็น..... ( ผู้สนใจควรกลับไปอ่าน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ทั้งฉบับ ) เรื่องปัญหาการชุมนุม ลองกลับมาทบทวนปัญหาเรื่องการชุมนุมอีกครั้ง ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง...
ปัญหาแรก ความขัดแย้งของเส้นแบ่งระหว่างสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม กับ สิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั่วไปที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุม เราจะร่างข้อตกลงหรือมีกติกามาปฏิบัติร่วมกันอย่างไร ?
ปัญหาที่สอง..... เมื่อรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง ได้รับการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว ในช่วงระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาล ตามปกติ (4 ปี) หากเกิดกระแสประชาชนหรือกลุ่มคนบางกลุ่ม มีความเห็นว่า ไม่ไว้วางใจ และไม่ยอมการทำงานของรัฐบาลแล้ว เราจะมีทางออกร่วมกันอย่างไร ?
ปัญหาที่สาม..... ในสังคมไทย แท้จริงแล้ว มีกลุ่มพลังทางสังคมหลากหลาย มีคนหลายกลุ่มล้วนแตกต่างกัน ทั้งในวัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคมและเบื้องหลังผลประโยชน์ ทำอย่างไรที่จะมีทางออก ทำอย่างไรที่จะให้เกิดกลไกชี้ขาด ทำอย่างไรที่จะให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมือง ที่จะให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับมติ ข้อเรียกร้อง ข้อเสนอ โดยไม่ต้องใช้วิธีการชุมนุม หรือมีช่องทางตัดทอนเพื่อให้เกิดแนวทางการแก้ไขปัญหาหรือหาทางออก ได้ทันสถานการณ์ตามระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่รู้สึกว่าถูกปิดกั้น กดทับ แบ่งแยกและโดนแทรกซึมทำลาย โดยให้ผู้เห็นด้วยมีสิทธิ์ ผู้เห็นต่างมีศักดิ์ศรี
ปัญหาที่สี่..... การที่คนจู่ๆ ก็มารวมตัวกันมากๆ ย่อมเกิดการรบกวน เกิดความไม่ปกติสุขในสังคม หรืออาจจะเกิดอันตรายต่อผู้มาชุมนุมและอันตรายต่อผู้ที่อยู่ใกล้ หรือต้องผ่านกลุ่มผู้มาชุมนุม เราจะจำกัดหรือมีมาตรการป้องกัน หรือมีแนวทางให้รัฐดำเนินการอย่างไร
ปัญหาที่ห้า ... เรื่องวัฒนธรรมการเมืองทางตรง หรือการชุมนุมนั้น ปัญหาเรื่องมารยาทผู้มาชุมนุม ผู้เฝ้ามองการชุมนุม กริยายั่วยุท้าทาย ที่ซึ่งพบเห็นปรากฏผ่านสื่อ ตลอดเวลาในระหว่างการชุมนุม ตลอดจนพฤติกรรมเลยเถิด อาทิ การลวนลาม การรื้อค้นละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การแสดงภาษาท่าทีที่หยาบกระด้าง ก้าวร้าว ตลอดจนการคุกคามชีวิต ร่างกาย ผู้อื่น จะจัดการอย่างไร อย่าให้มีขึ้นมาอีก ทั้งฝั่งแดงฝั่งเหลือง เรื่องนี้ต้องกล้าพูดกล้าหามาตรการ ทำให้กระจ่าง
ปัญหาสุดท้าย .... แล้วใครหละ ? จะมาเป็นผู้ร่างกติกา ข้อตกลง กำหนดกรอบขอบเขต หรือจะร่างเป็นกฎหมายฉบับนี้ โดยได้รับการยอมรับ มากที่สุด เป็นกติกาที่ทุกคนต้องเคารพ ยึดถือปฏิบัติร่วมกัน อย่างเคร่งครัด
ทบทวนความคืบหน้าที่ผ่านๆ มา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เองก้ร้อนรนเร่งดัน ร่าง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะฉบับนี้ให้ผ่าน ครม. จนน่าเคลือบแคลงทำให้กฎหมายที่มีผลบังคับใช้กับประชาชนไม่สง่างาม ทั้งๆ ที่ การออกกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้จัดการกับชุมนุม เช่น กรณีที่เป็นการชุมนุมสาธารณะจะต้องแจ้งหรือขออนุญาต โดยเจ้าหน้าที่รัฐนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลมีอำนาจปิดกั้น แทรกแซง ควบคุมสิทธิเสรีภาพในประชาธิปไตยมากเกินไป ซึ่งมันเป็นเรื่องน่าขำ ที่การใช้สิทธิเสรีภาพซึ่งหมายถึงการแข็งขืนดื้อแพ่งต่อคำสั่งรัฐนั้นจะต้องขออนุญาตรัฐก่อน เราสังคมไทยสับสนอะไรหรือเปล่า ?
ทางออก ประการแรก ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า การชุมนุมเพื่อเคลื่อนไหวหรือเรียกร้อง คือการต่อสู้แบบหนึ่ง ของประชาชน ไม่ใช่การเดินขบวน รณรงค์ ลดขยะ หรือเดินขบวนแฟนตาซีขอพื้นที่ทางสังคมของชาวเกย์ และการชุมนุมนั้นมีจุดหมาย มีวัตถุประสงค์ ไม่ใช่การขออนุญาตเสพเสรีภาพ เพราะการคิดเรื่องชุมนุมทางการเมือง นั้นมีการวางแผน และมีเป้าหมายชัดเจน มีขั้นตอนชัดเจน ว่าเพื่ออะไร บอกอะไร แค่ไหน อย่างไร ดังนั้น เรื่องการขออนุญาตจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการชุมนุมที่ทุกคนต่างรู้ดีว่า จะต้องดูแลให้อยู่ในข้อตกลงสำคัญๆ อย่างเคร่งครัดนั้น เรื่องนี้จำต้องมี เพราะภาพการชุมนุมครั้งล่าสุด ที่ฝ่ายแดงหรืออาจจะไม่ใช่แดงได้กระทำ นั่นคือการเผาเมือง เผาตึก ทำลายข้าวของ ฉกฉวยทรัพย์สิน ทุบตู้เอทีเอ็ม อันนี้รับไม่ได้ จะฝ่ายไหนกระทำก็รับไม่ได้ จะต้องเน้นย้ำใครก็ตามที่ชุมนุมห้ามทำลายชีวิต ทรัพย์สินผู้อื่น หรือแม้แต่ของรัฐ
การชุมนุมเป็นการต่อสู้ของประชาชนกับรัฐ ดังนั้น ทางออกแรกในยามนี้ คือ ไม่ควรให้รัฐเป็นผู้ออกกฎหมายเอง และยิ่งออกโดยพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งขึ้นมามีอำนาจในวิถีทางที่ไม่งดงามแต่ต้น และเป็นคู่ขัดแย้งกับการเมืองบางพรรค และกับกับประชาชนบางกลุ่ม อยู่แล้ว การรีบร้อน ผลักดันกฎหมายบังคับสิทธิเสรีภาพประชาชน ก็ยิ่งไม่งดงาม กฎหมายฉบับนี้ต้องร่างและผลักดันโดยภาคประชาสังคม ที่ต้องหารือและร่วมกำหนดเจตนารมณ์เพื่อร่างเป็นกฎหมาย แล้วค่อยนำไปให้รัฐมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด อย่าลืมว่า สภาพสังคมปัจจุบันนี้ กำลังระส่ำระสาย แตกแยก แบ่งขั้ว ดังนั้น การออกกฎหมายที่ต้องใช้ประชามติคนทั้งสังคม จึงยังทำไม่ได้ ทำแล้วไม่สมบูรณ์ ขาดเจตนารมณ์ร่วมจากประชาชน รัฐบาลจึงไม่ควรฝ่าฝืนดื้อดึง จนส่อให้เห็นเจตนารมณ์ที่ไม่ดีต่อประชาชนและประชาธิปไตย แต่รัฐควรผลักดัน สนับสนุนให้ภาคประชาชนร่วมคิดเห็นร่วมกำหนดเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุป การยอมรับ ร่วมกันของคนทั้งสังคม ตรงนี้มากกว่าที่จะเป็นสาระสำคัญ
สรุปแล้ว เราเห็นด้วยว่า สังคมไทยควรมี เครื่องมือ หรือมีมาตรการที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และรองรับอนาคต ให้รัฐ ให้ประชาชน ได้นำไปใช้ปฏิบัติ ในการเคลื่อนไหว ชุมนุมเรียกร้อง และเราเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ ฉบับดังกล่าวเป็นกฎหมายที่กระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากเกินไป จึงเรียกร้องให้ยุติและนำกลับมาทบทวน ปล่อยให้ขบวนการประชาชน ร่างและร่วมกันกำหนดขึ้นมาบังคับสิทธิเสรีภาพของตัวเองจะดีกว่า....