ครบรอบหนึ่งปี ของเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "คุณอำนวย R2R หรือ R2R - Facilitator" อีกครั้ง เป็นวงเล็กๆ หากแต่ว่าอบอุ่น การเดินทางของข้าพเจ้าได้เริ่มต้นขึ้นในวันศุกร์ที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓ เป็นการเดินทางที่ตั้งต้นจากสนามบินนานาชาติอุบลราชธานี ก่อนออกเดินทางข้าพเจ้าได้ไปเข้าร่วมหารือ เครือข่าย R2R เขต ๑๓ ที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ก่อน จากนั้นก็เดินทางต่อ
คาดการณ์ว่า จะได้เป็นผู้ไปรอคอยทุกคน แต่การณ์กลับกันเป็นว่าเครื่องดีเลย์ อ.ไพโรจน์เดินทางไปถึงก่อน และที่สำคัญ อ.หทัยทิพย์นั่งรถจากที่ประชุม fam-med มารอที่สนามบินทำให้การเดินทางครั้งนี้ร่วมกันสามคน... ในใจข้าพเจ้ายังนึกเลยว่า น่าจะมีผู้เดินทางมาล่วงหน้าก่อน แต่จากไถ่ถามเท่าที่ทราบก็ส่วนใหญ่เดินทางมาในเช้าวันเสาร์...
เราใช้เวลาบนรถนานมากสองชั่วโมงกว่า...เป็นการเดินทางที่นานกว่าการเดินทางจากสนามบินอุบล ==> มาที่สุวรรณภูมิ
เมื่อถึงที่หมายคือ บ้านผู้หว่าน ข้าพเจ้านั้นแทบจะกระโจนขึ้นห้องพัก หากว่ายังทานมื้อเย็นเข้าไปด้วย ร่างกายแย่แน่ทำงานหนัก หนักต่อการย่อยอาหาร...
ความรู้สึกของการเดินทางมาบ้านผู้หว่าน ยังคงซึมซับบรรยากาศเดิมๆ อยู่ ห้องพักที่ถูกจัดให้พักเปลี่ยนมุมไป แต่ก็ไม่ได้หนีไปจากอ่างน้ำใหญ่เมื่อมองออกมาจากหน้าต่างห้องพัก
ตื่นนอนอีกครั้งก็เช้ามืด...
เตรียมพร้อมรับกระบวนการเรียนรู้ที่จะเกิดขึ้นในเช้านี้
มื้อเช้าแรก ได้นั่งทานข้าวกับ อ.ไพโรจน์ เป็นอาหารมังสวิรัต ที่ได้รับการดูแลอย่างเสมอต้นเสมอปลายจากพี่ติ๊ก คุณก้อย น้องหมวย พี่เหนี๊ยวและอีกหลายๆ คนที่ใส่ใจในเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ...
เช่นเดิม...ความอบอุ่นเกิดขึ้นจากที่การเรียนรู้เริ่มต้นจากที่ อ.หมอวิจารณ์ พูดคุยสบายๆ สไตล์อาจารย์ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและกรุณา อาจารย์ยังคงเน้นในเรื่องของเจตนารมย์เดิมของการถักทอความงามของ R2R ให้เกิดเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ
ข้าพเจ้าชอบประโยคที่อาจารย์บอกว่า "บ้านผู้หว่าน" เป็นพื้นที่ดี ที่เปรียบเหมือนดั่งการหว่านเมล็ดพันธุ์พืชที่ดีลงไป ขณะนั้นข้าพเจ้าคิดต่อยอดไปว่า บรรยากาศการเรียนรู้สองวันนี้ก็เช่นเดียวกันที่เปรียบดั่งบรรยากาศของการบ่มเพาะความงดงามของคนหน้างานที่ต่างอุทิศตนและสละเวลามาเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
BAR หรือ Before Action Review ได้เริ่มขึ้นต่อจากอาจารย์วิจารณ์ สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ก็ยังไม่ลืมในเรื่องลมหายใจ วันนี้ข้าพเจ้าตั้งใจสวมเสื้อ "หายใจเข้าฉันตื่นรู้ หายใจออกฉันเบิกบาน"... หลายๆ ท่านคุ้นหน้าคุ้นตาการทักทายเริ่มมีรอยยิ้ม การได้ยิ้มให้กันนั้นสำหรับข้าพเจ้าแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง เพราะการที่เราได้ยิ้มให้ใครคนหนึ่งนั้นมีความหมายว่า การปฏิบัติธรรมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ปีนี้...ทางผู้จัดให้ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่ปีนี้ผู้เข้าร่วมดูเหมือนจะเยอะกว่าปีที่แล้ว หลายคนปรารถนาที่อยากจะพูด อยากจะบอกเล่า... แม้ใช้เวลามากหน่อยสำหรับข้าพเจ้าแล้วถือว่ามีค่า เพราะการพูดคุยเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน หนึ่งปีเราจึงได้หันหน้ามาล้อมวงคุยกัน บอกเล่าเรื่องราวดีดีที่มีต่อกัน... และแล้วทางผู้ประสานงานก็ใจอ่อนต่อเวลาให้ เมื่อเห็นว่าช่วงท้ายๆ ยังเหลือการพูดคุยบอกเล่าอีกหลายคน...
มันคือ...ความงาม
เพราะบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าเรานั้น คือ คนสำคัญ...หากเราคิดเช่นนี้ผ่านใจเรา บุคคลนั้นก็จะสามารถผ่องถ่ายพลังแห่งความดีออกมาได้มากเท่าศักยภาพที่เขาทำได้ เพราะเขาได้สัมผัสถึงบรรยากาศของความไว้วางใจและปลอดภัย
BAR ==> เป็นอะไรที่จะทำให้ทุกคนได้ผ่อนคลาย และเปิดประตูใจตนเองออกมา พร้อมไปสู่การเรียนรู้ รอยยิ้มที่ปรากฏ ทำให้ใจพร้อมเปิดรับฟัง เพราะรอยยิ้มนั้นคือ ความหมายของความผ่อนคลายลงที่ใจ
ใจนำพา
ดังนั้น...ห้วงเวลานี้จึงควรเป็นบรรยากาศที่ไม่เร่งรีบ เร่งเร้าใคร เพราะใครๆ ที่มาก็อยากจะพูดอยากจะบอกอยากจะเล่า มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดการพร้อมฟังอย่างใคร่เรียนรู้กันและกัน
ชั่วโมงแห่ง BAR เปรียบแล้วก็เป็นดั่งการเริ่มต้นการเปิดประตูสู่การเรียนรู้สองวัน หลังจากที่ อ.หมอวิจารณ์ได้กล่าวนำให้เราได้ถ่องแท้ในเป้าหมายที่จะก้าวย่างไปด้วยกัน แม้เป็นเพียงห้วงเวลาที่ไม่มาก แต่ก็ทำให้หลายคนได้ยิ้มอย่างเบิกบานออกมา เท่านี้สำหรับข้าพเจ้าก็สุขยิ่งในใจแล้ว ต่อเป้าหมายร่วมว่าการมาครั้งนี้ คือ เพื่อมาแบ่งปันและแลกเรียนรู้ถึงวิถีแห่งการก้าวย่างความเป็น R2R-Facilitatior
๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๓
บ้านผู้หว่าน


