ทำงานด้วยหัวใจก็ได้ใจกลับมา

     สวัสดีวันศุกร์แห่งชาติค่ะพี่น้องทุกท่าน  บันทึกนี้อาจแปลกหน่อยนะคะเพราะมาตอนเช้า และอาจจะยาวกว่าทุกบันทึกด้วยค่ะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้  อยากพูด อยากคุย  อยากเล่า อยากระบาย อยากแบ่งปัน

       ความคิดของดิฉันอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด อาจไม่ถูกใจทุกคน แต่ก็อยากจะบอกค่ะ ดิฉันมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม โชคชะตา ฟ้าลิขิตประมาณนั้น แต่ไม่เคยดูดวง ไม่เคยพึ่งหมอดู เพราะคิดว่าทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้ว เจอเรื่องหนักๆก็ "ปล่อยวาง"และ "ปลง"ค่ะ

           จากการที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน จนขนาดไม่มีข้าวจะกินก็มี พ่อเสียตั้งแต่ดิฉันอายุ 2 เดือนแม่คือทุกอย่างของลูก ครอบครัวเราอบอุ่นมากค่ะ อุ่นแบบคนจน แม่ไม่เคยดุลูก พี่ไม่เคยดุน้อง ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เคยเอะอะโวยวายหรือเสียงดัง ดิฉันจะได้รับความรัก ความเอ็นดูเป็นพิเศษจากทั้งแม่และพี่ๆจะด้วยเหตุนี้หรือเปล่าจึงทำให้ สุขภาพจิตดี ยิ้มง่ายและเป็นมิตรกับทุกคน แต่บางทีก็ขี้งอนนะ ไม่ว่าถูกหรือผิดแม่กับพี่จะต้องง้อ ไม่งั้นจะไม่ยอมกินข้าว (ตอนนี้บางครั้งก็ยังเป็นอยู่ค่ะ) เรื่องราวของชีวิตเหมือนนิยายมากค่ะ ความจนทำให้เกือบไม่ได้เรียนหนังสือ เรียนก็เรียนแบบอัตคัตเล่าไปเกรงว่าจะเบื่อ

      เอาเป็นว่าความจนทำให้เราแกร่งค่ะ ทำให้เป็นคนสู้ชีวิต และเข้มแข็ง ทำให้เข้าใจความทุกข์ยาก ทำให้มองคนเป็นมนุษย์ ดิฉันตั้งใจแน่วแน่ว่าถ้ามีโอกาสจะอุทิศตัวเพื่อสังคม วาดฝันเอาไว้โดยการเขียนเรียงความส่งครูตอนอยู่ป.5 ว่า อยากเป็นพยาบาล  อยากเป็นนางฟ้า ถ้าได้เป็น จะอุทิศชีวิตเพื่อมวลชน (เหมือนเพลงเลยเนาะ)

        ไม่ได้เพ้อแต่ก็แอบฝันค่ะ เคยมีหมอดูหลายคนเดินสวนกันและทักว่า " ไม่ชอบดูหมอใช่มั๊ย?"  แต่ก็อยากบอกนะว่า

   "มีพลังอำนาจในตัวเอง แต่ทำคุณคนไม่ขึ้นนะ ทำดีเสมอตัว  พลาดเมื่อไหร่จะโดนซ้ำเติม "  เออ! ไม่เป็นไร ถ้าตั้งใจทำดีแล้วก็ไม่ต้องหวังผลอะไร ทำแล้วสบายใจ ทำแล้วมีความสุขก็คุ้มแล้วใช่มั๊ยคะ นี่คือที่มาของการทำงานที่ทำด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ที่ทำให้ประสบความสำเร็จอยู่ทุกวันนี้ ที่ว่าประสบผลสำเร็จไม่ใช่ความดีความชอบนะคะ (เพราะทำดีเสมอตัวไง) ความดีมากความชอบน้อยไม่ได้บ่นเพราะน้อยใจอะไรนะคะ แต่เสียงสะท้อนจากผู้รับผลงานคือ"ผู้รับบริการ"ออกมาดีมาก งานที่ทำอยู่ถือว่าท้าทายความสามารถค่ะ ตอนแรกเพื่อนที่สนิทกันจะคัดค้านมาก

    " หาเรื่องลำบากทำไม อยู่ห้องคลอดก็สบายอยู่แล้ว"

      บางคนก็พูดว่า "อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ" 

      บางคนก็บอก " อะไรของ- งวะ มาเช้า กลับค่ำ เสียสละเพื่ออะไร ไม่มีใครเค๊าว่า - งดีหรอกนะ มีแต่คนจะหัวเราะเยาะ ทำงานงกๆ รายได้เท่าเดิม วันหยุดแทนที่จะพักผ่อนกลับมานั่งทำงาน ทำอะไรนักหนา โง่หรือเปล่า - งน่ะ" รายหลังนี่หนักกว่าคนอื่นความคิดสวนทางกันตลอด

       ตอนแรกที่ตัดสินใจมารับงานนี้ยอมรับว่าท้อค่ะ เพราะมีสายตาหลายๆคู่กำลังมองอยู่ ลังเลนิดๆแต่ก็ฮึดสู้ เพราะถือว่าเป็นความท้าทายและเป็นการพิสูจน์ตัวเองด้วย โรงพยาบาลบรบือผ่านการรับองคุณภาพเป็นโรงพยาบาลแรกในจังหวัดมหาสารคาม แต่ทำไมงานสุขศึกษาส่งประเมินมาตั้งแต่ปี47 กลับไม่ผ่าน ปัญหาอยู่ที่ไหน? อยากรู้... แล้วก็คิดว่าเราทำเพื่อองค์กรไม่ได้ทำเพื่อตนเอง เพราะตอนนี้งานทุกอย่างจะเน้นที่  "คุณภาพ" และส่วนใหญ่จะมองว่า  "คุณภาพคือกระดาษกองโตๆ คือเอกสาร เยอะๆ" ประเมินผลงานทีหมด ต้นไม้ ไปหลายต้น และคนทำก็จะหน้าหงิกหน้างอ สะกดคำว่า ยิ้ม ไม่เป็น เครียด เครียด และเครียด

       พอเริ่มต้นโอยยยยยยยยยย!!! จะเริ่มตรงไหนดี ? แต่พอตั้งสติได้ก็ลงมือ ทำ ทำ และทำ จนเป็นรูปเป็นร่าง มีกรอบการทำงานที่ชัดเจน ดิฉันชอบคิดนอกรอบแต่ไม่นอกคอกนะคะ คือคิดมากกว่าตำรา ทำมากกว่าตำรา ทำปีเดียวส่งประเมินผลออกมา ใช่เลย อาจารย์ชอบ เพื่อนๆโรงพยาบาลใกล้เคียงชม "พี่น้อยเก่งจัง" ขอมาดูงานแล้วหลายแห่ง ไม่ได้ดีใจเพราะคำชมแต่ดีใจที่งานออกมาดีค่ะ

     เจอพี่ อรนต วัฒนะ ที่เป็นหัวหน้างานสุขศึกษารพ.มหาสารคามวันประชุมพี่หนาพูดว่า " เออ ไอ้น้อยพี่ไปบรบือวันที่เธอไม่อยู่ ได้ยินเสียงเธอตั้งแต่ลงจากรถ เดินหาต้นเสียงไม่เจอที่แท้ก็เปิดเทป เภฯต้นบอกว่า เราไปนั่งพักห้องพี่น้อยดีกว่า สบายดีมีกาแฟให้กินด้วย จัดห้องดีว่ะ สวยๆพี่ชอบนะ ชื่นชมๆ"

     ห้องทำงานใช้งบน้อยแต่ประโยชน์ใช้สอยเยอะค่ะ นอกจากเป็นที่ทำงานแล้วยังเป็นแหล่งพักพิงสำหรับญาติมิตรที่เครียดจากงานมานั่งพัก มาระบายความในใจ มีน้ำเย็น ชา กาแฟ ขนม นม ผลไม้ไว้บริการด้วยเงินส่วนตัวค่ะ อิ่มใจได้บุญ เป็นรูปธรรมชัดเจน บางคนเดินเข้ามากระทืบเท้าร้องกรี๊ดๆๆๆ แล้วก็เดินออกไป บางคนเข้ามาเปิดตู้เย็น ดื่มน้ำแล้วออกไปโดยไม่ได้พูดจา บางคนเข้ามาก็พูดๆๆๆโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว ได้แต่อ้าปากหวอ นี่คือที่ระบายค่ะได้ช่วยเรื่องเล็กน้อยเท่านี้ก็ดีใจแล้วค่ะ

       ส่วนผู้ป่วยก็จะมาสอบถามข้อมูลต่างๆเพราะเค๊าคุ้นเคยกับเรา ไปๆมาๆก็เลยตั้งเป็นศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์เสียเลยค่ะ

     ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพราะอยากให้น้องๆที่จะส่งประเมินปีนี้ได้ข้อคิดว่า จะทำงานอะไรก็แล้วแต่ "ใจต้องพร้อม" ถ้ามีใจแล้วปัญหาทุกอย่างก็จะเป็นเรื่องเล็กน้อย ที่ทำให้เราก้าวผ่านไปได้ค่ะ

 

  ศ.ดร.สมจิตต์ สุพรรณทัสน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มมส.นักสุขศึกษาดีเด่นปี 2552 ครูผู้สอนงานค่ะ

 

             

                                           ความภาคภูมิใจค่ะ

 

                                            ด้านหน้าห้องทำงานค่ะ

 

             

      มุมเรียนรู้หน้าห้อง สนับสนุนข้อมูลจากคุณหลวงเวชการ ค่ะ

 

                                   มีผู้สนใจแวะอ่านทุกวันค่ะ

 

                             นั่งพักผ่อน ได้ความรู้ด้วยนะคะ

 

มีน้ำดื่มและกล้วยไว้บริการค่ะ เพราะเจ้าของห้องชอบกินกล้วยค่ะ

 

     ในห้องทำงาน : ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนทุกท่านค่ะ ช่วงพักกลางวันเจ้าของห้องก็อยู่ตลอด เพราะห่อข้าวมากินด้วยค่ะ

 

นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นมาถ่ายทำสารคดีเรื่องสุขภาพค่ะ

 

  นักศึกษาแพทย์ปี 4 มข.และนักเรียนมาขอข้อมูลและศึกษาขอบเขตงานที่ทำค่ะ

 

            อาจารย์หมอสาธิตามาขอค้นข้อมูลและปริ๊นงานค่ะ

 

             นักจัดรายการวิทยุชุมชนมาขอข้อมูลด้านสุขภาพค่ะ

 

                 ผู้ป่วยแวะมาคุยและเล่าอาการเจ็บป่วยให้ฟังค่ะ

 

                             เนี่ยมาขอความร่วมมือเรื่องงานค่ะ

 

  น้องๆจากรพ.ยางมาดูงานก่อนนาดูน 1 วัน ท่านผอ.ให้เกียรติแวะมาให้กำลังใจ และให้คำแนะนำด้วย เล่นเอาสาวๆปลื้ม!!! หลังจากท่านออกจากห้องไปแล้วคำแรกที่พูดคือ " คมมากค่ะพี่น้อย ตำพูดของท่านแสดงถึงการรู้ลึก รู้จริง คนอะไรก็ไม่รู้ ทั้งหล่อทั้งฉลาด บรบือโชคดีจริงๆ" แต่ตอนที่ท่านอยู่ไม่กล้าพูด

 

             น้องตุ๊กตาจากโรงพยาบาลนาดูนมาขอดูงานเมื่อวานค่ะ

 

          งานสุขศึกษายินดีต้อนรับทุกท่านค่ะ ขอตัวทำงานต่อนะคะ พบกันใหม่เบรคหน้าค่ะ