คำนี้ได้ยินบ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่มีการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ แต่บางโอกาส มิตรภาพระหว่างคนของประเทศที่ไม่ถูกกันจะดูเหลือเชื่อ เรื่องเหลือเชื่อประเภทนี้มักมีแต่ในนิยายหรือภาพยนตร์ แต่ผมมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องเช่นนี้มาแล้วอย่างน้อยสามครั้ง
ตอนไปเรียนต่างประเทศ ผมได้พักที่หอพักนักเรียนนานาชาติ (ไอซี) ซึ่งมีนักศึกษาจากกว่ายี่สิบประเทศพักอยู่ด้วยกัน คราวหนึ่งอิหร่านกับอิรักมีปัญหาขัดแย้งกันถึงขั้นรบกัน ที่ไอซีมีนักศึกษาจากอิหร่านกับอิรักชาติละคน วันหนึ่ง ผมเห็นเขานั่งกินอาหารเย็นด้วยกัน จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ เผื่อได้ยินบ้างว่า เขาคุยกันเรื่องอะไร คนหนึ่งบอกผมทันทีว่า เขากำลังคุยกันเรื่องสงครามที่เกิดขึ้นที่บ้านเขา และเขาทั้งสองต่างก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของพวกเขา
อีกครั้งหนึ่งที่หอเดียวกันนี้ แต่พบตอนที่ผมกลับไปเพื่อสอบวิทยานิพนธ์หลังจากนั้นสองปี จีนกับเวียตนามมีปัญหากันที่ชายแดน และจีนเป็นฝ่ายโจมตีโดยอ้างว่า เพื่อสั่งสอนเวียตนาม ที่ไอซีมีชาวเวียตนามวัยเกินห้าสิบอยู่คนหนึ่ง กับหนุ่มชาวจีนคนหนึ่ง หนุ่มชาวจีนขอเวลานั่งคุยกับชาวเวียตนาม ซึ่งได้รับการต้อนรับด้วยดีและคนทั้งสองคุยกันยาวจนกลายเป็นการกินอาหารเย็นด้วยกัน ปกติชาวเวียตนามผู้นั้นชอบมาคุยกับผมบ่อยๆอยู่แล้ว เมื่อผมขอทราบเรื่องที่เขาคุยกัน เขาก็ยินดีเล่าให้ฟัง เขาบอกว่า หนุ่มจีนมาพบเพื่อกล่าวขอโทษแทนรัฐบาลเขาครับ และเขาก็ไม่ได้ถือว่าหนุ่มผู้นี้เป็นศัตรูของเขา ที่ผมชอบมากก็ตรงที่เขาบอกว่า เขาเชื่อว่า โดยปกติแล้วสามัญชนยินดีเป็นมิตรกับสามัญชนทั่วไปโดยไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนา ปัญหาส่วนมากเกิดจากรัฐบาล
ครั้งล่าสุด ตอนไปร่วมงานเทศกาลเครื่องสายนานาชาติครั้งที่ 2 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อต้นปี 2550 คืนสุดท้ายซึ่งมีชื่อว่า Solidarity Night (ราตรีสมานฉันท์) ภาพที่ใครๆเห็นแล้วต้องรู้สึกดีพร้อมๆกับทึ่ง ก็คือ นักดนตรีอิหร่านกับนักดนตรีอิสราเอลขึ้นไปเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมเดียวกัน ดร. รามอน ซานโตส โต้โผใหญ่ของงานเทศกาลถึงกับยิ้มแล้วยิ้มอีก และว่า
“You see? Instead of fighting, what are they doing?”
ผมเล่าเรื่องเหล่านี้ด้วยความหวังว่า จะถูกเล่าต่อๆไปจนถึงหูคนไทยทุกคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันขอรับ