ช่วยคิดด้วยความห่วงใย

 

บทเรียนจากน้ำท่วม

น้ำท่วมประเทศไทยในหลายจังหวัดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สินและเศรษฐกิจของประเทศและทำให้ประชาชนจำนวนมากเดือดร้อนไปทั่ว รายละเอียดตรงนี้จะไม่ขอกล่าว แต่สิ่งที่น่าดีใจและเราได้เห็นชัดเจนประการหนึ่งก็คือคนไทยไม่ทอดทิ้งกัน ช่วยเหลือกัน ไม่ว่าคนไทยจะอยู่ที่ไหน รวมทั้งคนไทยในต่างประเทศ ต่างก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ส่วนใหญ่ก็จะบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม โดยเฉพาะที่จะลืมไม่ได้ก็คือน้ำพระทัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศและราชวงศ์ทุกพระองค์ ต่างไม่ทอดทิ้งประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อน

ถามว่าเกิดสถานการณ์แบบนี้แล้ว อีกไม่นานก็คงคลี่คลายลง เราได้บทเรียนอะไรกันบ้าง ทำให้ต้องมานั่งคิดว่า หากปีนี้สถานการณ์ผ่านไปได้แล้ว เราจะคิดถึงวันข้างหน้า ในปีหน้าในช่วงเวลาเดียวกันนี้อีกไหม เราจะเตรียมตัวรับมืออะไรบ้างหรือไม่ หรือว่าพอปีนี้ผ้านไปแล้ว ก็แล้วกันไป ปีหน้าหากท่วมกันอีกค่อยแก้กันไปแบบนี้อีก

ในความเห็นของผม เราน่าจะเริ่มคิดวิธีรับมือกับน้ำท่วมสำหรับปีหน้าและปีต่อๆ ไปได้แล้ว โดยนำประสบการณ์จากน้ำท่วมที่ผ่านมามาใช้ให้เป็นประโยชน์

โจทย์นั้นมีมากหลายแบบ ต่างกันไป เช่นท่วมในเมือง ท่วมชนบทและท่วมพื้นที่การเกษตร ก็ต้องหาวิธีรับมือที่ต่างกันไป

ณ เวลาที่เขียนบันทึกนี้ ผมคงไม่สามารถนำเสนอวิธีรับมือหรือการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้มากนักเพราะไม่ได้อยู่เมืองไทย ได้แต่ติดตามข่าวน้ำท่วมจากข่าว(และร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือไปตามกำลัง) แต่ก็อดมิได้ที่จะลองคิดหาวิธีรับมือกับน้ำท่วมในปีหน้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก

เนื่องจาก ดูเหมือนว่าเหตุผลชองการเกิดน้ำท่วมในปีนี้เพราะฝนตกหนักและต่อเนื่อง น้ำป่ามีมาก เขื่อนที่มีอยู่รับได้เพียงเท่านี้ ก็น่าห่วงว่าในปีหน้าอาจจะเป็นเช่นนี้อีก โดยเราไม่สามารถห้ามไม่ได้น้ำท่วมได้ แต่อาจรับมือได้

เช่น ประชาชนในเขตเมืองหรือในหมู่บ้าน พอเริ่มหน้าฝนจะมา ประชาชนในเขตที่เคยประสบกับน้ำท่วมมาแล้วก็ต้องเตรียมตัวรับมือ โดยตั้งสมมุติฐานเอาไว้ก่อนว่าน้ำจะมากและมาเร็วเหมือนปีนี้ การเตรียมตัวก็หมายถึงการอพยพขนของทุกอย่างขึ้นไปไว้บนชั้นสอง ซึ่งพอจะรอดจากน้ำท่วม หรือหากให้แน่ใจก็ชั้นสาม (ในกรณีตึกแถว)

นอกจากนั้นเมื่อน้ำท่วมปีนี้ผ่านไปแล้ว ก็สมควรที่จะปรับบ้านเรือนโดยเฉพาะชั้นล่างให้เหมาะสมรับมือน้ำท่วมอีกในอนาคต เช่น ที่เป็นบ้านไม้ก็ปรับเป็นเสาปูน การเดินสายไฟใหม่ แยกชั้นล่างกับชั้นบน จัดการห้องน้ำห้องครัวชั้นล่าง(ซึ่งช่างสร้างบ้านคงจะหาวิธีจัดการได้) เตรียมเครื่องปั่นไฟหากมี หรือเทียนไขใช้แทนแสงจากไฟฟ้า เตรียมน้ำอาหารเครื่องอุปโภคและบริโภคต่างๆ ไว้ให้พร้อมและเพียงพอสำหรับ 2 สัปดาห์หรือ 1 เดือนก่อนหน้าฝน เตรียมซื้อเรือไม้หรือไฟเบอร์กลาสเตรียมไว้ใช้ หรือไม่ก็เตรียมเตาและถ่านเอาไว้ รวมทั้งยารักษาโรค ส่วนรถยนต์ก็อาจจะนำจอดไปไว้ในที่สูงในช่วงเดือนที่ฝนตกและหันมาใช้รถจักรยานหรือมอเตอรไซด์แทน ใครที่จะสร้างบ้านใหม่ก็น่าจะต้องสร้างบ้านรับมือกับน้ำท่วมโดยยกพื้นชั้นล่างให้สูงเอาไว้ก่อน

สำหรับพื้นที่สาธารณะ วัดวาอารามหรือโบราณสถาน ก่อนถึงหน้าฝน ก็ต้องรู้กันว่าจะต้องเตรียมตัวรับมือล่วงหน้า สร้างกำแพงกระสอบทรายให้แข็งแรงล้อมรอบ โดยไม่ต้องรอให้ฝนตกหนักและน้ำมาท่วมแล้วจึงนำกระสอบทรายมาวาง

ในส่วนของภาครัฐ การป้องกันน้ำท่วมในอนาคต หากต้องลงทุนก่อสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่นเขื่อน หรือการขุดคลองลึก เพื่อป้องกันเมือง ก็คงต้องพิจารณายอมเสียเงินกันบ้างเพื่อป้องกันประชาชนนะครับ

ผมคิดว่า เรื่องแบบนี้หากพูดกันในช่วงปรกติคงไม่เห็นว่าน่าสนใจเลย แต่หากถือเอาบทเรียนในปีนี้และเป็นการป้องกันล่วงหน้าในช่วงหน้าฝน  อย่างน้อยการเตรียมตัวรับมือก็จะทำให้ชีวิตดำเนินไปได้ไม่สะดุดหรือถูกตัดขาดและที่สำคัญทำให้ลดความเสียหายทรัพย์สินและชีวิตของแต่ละบ้านเรือนได้มาก

การจัดความช่วยเหลือของราชการและทุกภาคส่วนที่มีนั้นเป็นเรื่องที่ถือว่าทำได้ดี แต่อาจไม่ทั่วถึงและทันท่วงที เนื่องจากพื้นที่ที่น้ำท่วมนั้นกว้างมากดังนั้น ไม่มีอะไรดีไปกว่าการใช้บทเรียนจากน้ำท่วมในปีนี้เตรียมรับมือในปีหน้า

อย่างที่เรียนไว้ตั้งแต่ต้น ผมคงไม่สามารถนำเสนออะไรได้มากนัก แต่ด้วยความห่วงใยจึงลองคิดดังๆ เผื่อจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง

เจริญสุขครับ