
อ่านภาพข่าว และพบว่าได้มีประชาชนจำนวนมากยืนเข้าแถวเพื่อซื้อ IPhone รุ่น ๔ แล้ว ได้แต่แสดงความชื่นชมว่า "คนไทยยุคปัจจุบันนี้ นิยมใช้ IT เป็นเครื่องมือในการสื่อสารกันแพร่หลายมากยิ่งขึ้นแม้ว่าเราจะยังไม่มีระบบ ๓G ก็ตาม"
ข้อสังเกตที่ผู้เขียนเห็นอยู่เนืองๆ ก็คือ ความขัดกันระหว่าง "IPhone กับ Iฟัง" หลายครั้งที่เราใช้ IPhone เราจะสูญเสียศักยภาพในการใช้ "Iฟัง" เพราะเราถนัดและสนใจที่จะพูด จะเล่น และทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเราให้แก่ "IPhone" แต่เราไม่ค่อยสนใจ และใส่ใจที่จะฟังผู้อื่นด้วยหัวใจที่ลึกซึ้ง สรุปคือ เราไม่ได้ทำหน้าที่ของความเป็นนัก "Iฟัง" ที่ดี
เมื่อใดขาด "Iฟัง" คนข้างเคียงของเราก็จะพลัีนมลายหายไปจากชีวิตของเราทีละคนสองคน เพื่อนหาย คนรักหาย ลูกหาย ภรรยา และสามีหาย คำถามมีว่า "เพราะเหตุใด IT จึงไม่สามารถทำให้มนุษย์เข้าถึง "Iธรรม" และนับวัน IT ทำให้การสื่อสารของเรามีระยะห่างมากยิ่งขึ้น แทนที่จะทำให้ใกล้กััน ใกล้คน และใกล้ธรรม
ด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การตอบคำถามสำคัญที่ว่า "เราจะนำ IT ไปรับใช้ Iธรรม" ได้อย่างไรในสถานการณ์ที่ชาวโลกและสังคมบางกลุ่มกำลังตกเป็น "ทาส" ของวัตถุนิยมโดยไร้ขอบเขต และขาดสติในการพิจารณาถึงคุณค่าแท้ของ IT จะเห็นว่า "การสร้างยักษ์ IT ขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์นั้นนับเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือ เราจะควบควบคุมเจ้ายักษ์ IT อย่างไร จึงจะไม่ตกเป็นทาส และเป็นเหยื่ออันโอชะของเจ้ายักษ์ IT ในที่สุด"
การทำ "I" ให้มี "ธรรม" จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม และสอดรับกับความเป็นไปของ "กระแสโลก" ซึ่งธรรมในบริบทนี้คือการที่แต่ละฝ่ายต้องตระหนักรู้ในข้อเท็จจริงที่ว่า
(๑) แท้ที่จริง IPhone หรือ IT ไม่ได้มี "คุณค่าในตัวของมันเอง" หากแต่ "มนุษย์เป็นผู้ให้ค่าโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สิ่งเหล่านั้น" เพื่อนำสิ่งนี้มารับใช้มนุษย์ในฐานะเป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินชีวิต ธุรกิจ หรือกิจกรรมอื่นใดที่ก่อให้เกิดคุณค่าแท้ต่อตัวมนุษย์เอง
(๒) มนุษย์จะมีท่าทีและมุมมองต่อการเลือกที่จะใช้สิ่งเหล่านี้อย่างไร จึงจะไม่ทำให้มนุษย์ติดตันต่อนำสิ่งเหล่านี้มาสนองตอบความต้องการทั้งในแง่ของอารมณ์ (Emotion) เท่านั้น หากแต่มนุษย์เองต้องมี "สติปัญญา" ในการเลือกที่จะใช้แสวงหาคุณค่าแท้ในแง่ของการใช้งานเพื่อนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพในการทำงาน (Fucntion) การอยู่ร่วมกับเพื่อน ครอบครัว และคนอื่นๆ ในสังคมได้อย่างมีความสุข
(๓) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหรือองค์กรทางธุรกิจ และต้องรับผิดชอบต่อความเป็นไปของสังคมในภาพรวม ทำอย่างไร การโฆษณา และการทำการตลาดจึงไม่เป็นไปเพื่อในเสนอแง่มุมที่ "ก่อให้เกิดการกระตุ้นความอยากอย่างไม่มีขีดจำกัดของผู้บริโภค" โดยมุ่งหวังยอดขาย และไม่ทำให้ผู้บริโภคได้ตระหนักรู้ถึงคุณค่าแท้ของการใช้งานจริงของสิ่งที่ตัวเองปรารถนาจะมี
ในความเป็นจริง การ "มีหรือเป็น" ตามกระแสของโลกมิได้เป็นประเด็นสำคัญมากเท่ากับการ "มีหรือเป็น" ที่อยู่บนฐานของ "ความสุข" "ความพอเพียง" "การใช้อย่างคุ้มค่า" และ "การมีสติปัญญารู้เท่าทันต่อสิ่งที่เรามีและเป็น" มิฉะนั้นแล้ว มนุษย์ยังไม่ความจำเป็นต้องวิ่งวุ่นแสวงหา "ความสุข" ที่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอกอย่างไร้ขีดจำกัด โดยหลงลืมข้อเท็จจริงที่ว่า "ความสุขนั้นไซร้อยู่ใกล้แค่ใจเรา"
ไม่มีธรรมในใจตั้งแต่ไปซื้อแล้ว มีการลัดคิวเอาเปรียบซึ่งกันและ ไม่เสียสละแบ่งปัน แล้วต่อให้ก้าวไกลขนาดใด หากจิตอาสา จิตสาธารณยังด้อย มันจะสวนทางกันนะครับท่านพระอาจารย์
ครูบุญส่ง
ผมว่า คนเราควรที่ใช้ไอโฟน ในการฟังเพลงธรรมะมากกว่า หรือ โหลดชีวะประวัติของอาจารย์ที่เขาพูดเป็นเรื่องราวของหลวงพ่อ เพื่อจะได้แนวคิดจากการเล่า เช่น อัตชีวประวัติหลวงพ่อจรัญ หรือ หลวงพ่อวัดดวงแข เป็นต้น
"เทคโนโลยียิ่งก้าวไกล คุณธรรมในใจยิ่งเสื่อมถอย"