วิโรจน์ แก้วเรือง
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะพาไปชมโรงงานผลิตผ้าไหมชั้นนำระดับโลก ซึ่งน้อยนักที่คนไทยจะได้มีโอกาสเข้าชมกระบวนการผลิต ที่เปี่ยมไปด้วยความประณีต พิถีพิถันทุกขั้นตอน ถึงแม้จะใช้เครื่องจักรอุปกรณ์ เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคน แต่คนก็ยังเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต เขาทำกันอย่างไรจึงได้ยืนยงนานนับร้อยปี บริษัทนี้คือ “แอร์เมส (Hermes)” ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง ลีออง (Lyon) ประเทศฝรั่งเศส ตามไปเยือนบริษัทนี้ด้วยกันนะครับ
ก่อนไปเยือนบริษัทแอร์เมส ได้มีโอกาสไปเเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สิ่งทอที่เมืองลีออง ซึ่งเมืองนี้เคยฟู่เฟื่องเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ผลิตรังไหมป้อนโรงงานสาวไหม อุตสาหกรรมการทอผ้าไหม ด้วยเครื่องแจกการ์ดที่สามารถสร้างลวดลายได้สลับซับซ้อน เช่น ผ้าทอมือแต่ทอได้รวดเร็วกว่า เสียดายที่เขาห้ามถ่ายรูปจึงไม่มีภาพ บรรยากาศในพิพิธภัณฑ์มาให้ชม มีเพียงเรื่องราวที่พอเล่าให้ท่านฟังได้ว่า พอซื้อบัตรผ่านประตูเข้าไปก็เป็นร้านค้าขายของที่ระลึกที่เกี่ยวข้องกับสิ่งทอมีผ้าพันคอไหม ผ้าคลุมไหล่ไหม จำหน่ายในราคาประมาณ 3,000 – 7,000 บาทแต่ไม่ใช่ของบริษัทแอร์เมส พร้อมทั้งมีหนังสือประวัติของสิ่งทอและผ้าไหมของประเทศต่างๆ แต่ไม่มีของประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องผ้าไหมจีน อินเดียและฝรั่งเศส ผมได้รับมอบหนังสืออุตสาหกรรมสิ่งทอไหมของเมืองลีอองมา 1 เล่ม
วันรุ่งขึ้นเราได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมการผลิตผ้าไหมของบริษัทแอร์เมส ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลีออง โรงงานหรือส่วนการผลิตผ้าไหมของบริษัทแอร์เมส ซึ่งตั้งอยู่ชานเมืองลิออง โรงงานหรือส่วนการผลิตบริษัทแอร์เมสมีอยู่หลายแห่ง ผลิตสินค้าพร้อมใช้ (Ready to wear) มากถึง 14 ชนิดสินค้า จึงมีแผนกต่างๆตามชนิดสินค้า เช่นแผนกสินค้าผ้าพันคอและเน็คไทไหม แผนกเครื่องหนัง แผนกนาฬิกา แผนกเครื่องแต่งกายชายและแฟชั่นสตรีปัจจุบันก็มีแผนกใหม่ๆตามนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ เช่นแผนกออกแบบและตกแต่งภายใน ที่ตกแต่งภายในเฮลิคอปเตอร์ เรือยอร์ช และรถยนต์ระดับหรูของฝรั่งเศส เรียกได้ว่าบริษัทนี้ไม่เคยหยุดนิ่ง ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เลย ตลอดการดำเนินงานของบริษัทที่ก่อตั้งโดย นายเทียรี่ แอร์เมส (Mr.Thierry Hermes) เมื่อปีพ.ศ.2380 หรือเมื่อ 172 ปีมาแล้ว น่าสนใจศึกษาไม่ใช่น้อยใช่ไหมครับว่าเขาทำอย่างไรจึงทำให้กิจการของบริษัทเจริญรุ่งเรืองสืบทอดกันมาถึงทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูลแอร์เมส ที่ปัจจุบันดำเนินการโดยนายฌอง หลุยส์ ต่อมาได้มีการพัฒนาและปรับโครงสร้างบริษัท สร้างพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำด้านอื่นๆจนได้รับการบันทึกให้บริษัทชั้นแนวหน้าของโลก ในการสร้างปรากฏการณ์สำคัญของโลกแฟชั่นชั้นสูง
ปรัชญาของบริษัทแอร์เมสที่ทุกคนยึดถือและมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมาย คือ
-
ผลิตภัณฑ์ของแอร์เมสจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ทุกวัน ทนทาน เก็บไว้ได้นาน คุ้มค่าต่อการเป็นเจ้าของ
-
คุณภาพของผลิตภัณฑ์ นับเป็นเรื่องสำคัญที่จะชนะใจและผูกใจลูกค้า สร้างความไว้วางใจกับสินค้ายี่ห้อแอร์เมส
บริษัทแอร์เมสเริ่มต้นธุรกิจโดยเป็นผู้ผลิตอานม้าและอุปกรณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับม้า และรถม้า รวมทั้งคนขี่ม้า เช่นกระเป๋าใบใหญ่ใส่สัมภาระในการเดินทางด้วยรถม้า กระเป๋าใส่อานม้า ผลิตจากเครื่องหนังคุณภาพสูง มีชื่อเสียงลือเลื่องมากในความประณีต พิถีพิถันของการตัดเย็บแบบ 2 เข็ม ทำให้ฝีเย็บแน่นและทนทานมาก ทนจนกระทั่งคนใช้กระเป๋าและม้าทนไม่ไหว จนต้องตายไปก่อน คิดดูแล้วกันว่าทนทานแค่ไหน สามารถใช้ได้หลายรุ่นอายุคน แต่ที่ลูกค้าต้องซื้อสินค้าแอร์เมสใหม่ๆอยู่เสมอ ก็คือเรื่องแฟชั่น ความล้าสมัยและความทันสมัยนั่นเอง จึงทำให้บริษัทต้องคิดผลิตสินค้าใหม่ๆแบบใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อให้กิจการของบริษัทก้าวหน้า และอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของโลก ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในอาชีพใด สถานะอะไร ก็ต้องพัฒนาปรับตัว รับการปรับเปลี่ยนของครอบครัว ชุมชน ประเทศและของโลก
การผลิตผ้าพันคอไหม ผ้าคลุมไหล่ และเน็คไทไหม ที่โรงงานเมืองลีออง เริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2471 หลังการก่อตั้งบริษัทเกือบ 100 ปี เนื่องจากในยุคนั้นเป็นยุคเริ่มต้นของรถยนต์ที่เข้ามาแทนที่รถม้า ผู้คนออกไปตีกอล์ฟ เดินทางออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น ในเมืองหนาวจำเป็นต้องใช้ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ซึ่งเดิมทำเสื้อแจ็คเก็ต ไหมให้จ๊อกกี้ขี่ม้าใช้อยู่แล้ว จึงเปิดแผนกนี้ขึ้นมา การผลิตผ้าพันคอไหมจะมีทีมงานนักออกแบบ 20 ทีม โดยศิลปินที่มีฝีมือเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั่วโลก เช่น อิตาลี สหรัฐฯและจีน ฯลฯ ใช้เวลาในการออกแบบ 6-9 เดือนคาดแนวโน้มการตลาดล่วงหน้าอย่างน้อย 2 ปี เมื่อออกแบบเสร็จจะส่งให้ทีมทำสกรีนที่ต้องแกะสีและลวดลายของนักออกแบบอย่างละเอียด ซึ่งต้องทำสกรีนถึง 30-42 สกรีน ต่อ 1 ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากแต่ละชิ้นงานจะมีสีแตกต่างกัน 30-42 สี ใช้เวลาในการทำ 1-3 เดือนเมื่อพิมพ์สีเสร็จจะต้องทำการล้าง รีด และเข้าสู่กระบวนการทำผ้านุ่ม ส่งให้คณะกรรมาการด้านสี ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงปารีสตรวจสอบ คัดเลือกตัวอย่างแต่ละผลิตภัณฑ์จากทั้งหมด 12 สี (แบบ) ให้เหลือ 8 สี(แบบ) ซึ่งขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นลูกค้าหรือผู้แทนจำหน่ายจากทั่วโลก จะเดินทางมาดูสินค้าที่ปารีส เพื่อเลือกผลิตภัณฑ์และสีพร้อมการสั่งทำสินค้าจากบริษัทแม่ให้ผลิตตามตามความต้องการของแต่ละตัวแทนทั่วทุกมุมโลก นี่เป็นขั้นตอนในการทำผลิตภัณฑ์ผ้าพันคอไหมเพียงอย่างเดียวที่ได้เข้าไปเยี่ยมชม เนื่องจากเขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แต่ขอบอกว่าทึ่งและประทับใจในการทำงานของบริษัทนี้จริงๆ เช่นการผสมสีที่ใช้พิมพ์ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็นกี่ร้อยกี่หมื่นผืน จะผิดเพี้ยนได้อย่างไรล่ะครับ สั่งแม่สีจากบริษัทสีมาแล้วก็ต้องตรวจสอบความเข้มข้นของสีว่าถูกต้องหรือไม่ การผสมหลายๆสีเข้าด้วยกันก็ต้องใช้เครื่องชั่งไฟฟ้า เห็นแล้วก็คงต้องยอมจ่ายแพงเมื่อเทียบกับความตั้งใจในการผลิตของเขาจริงๆ
ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ผลิตเส้นไหม ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าไหม จึงได้สอบถามเจ้าหน้าที่บริษัทแอร์เมส ว่าใช้เส้นไหมจากประเทศใด เขาตอบว่า ปัจจุบันสั่งเส้นไหมจากประเทศบราซิลมานาน 20 ปี แล้ว แม้ว่าจะราคาแพงกว่าเดิมที่ใช้เส้นไหมจากประเทศจีน แต่เส้นไหมจีน มักจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพที่ไม่มีความสม่ำเสมอ ทำให้สินค้าของแอร์เมสไม่ได้คุณภาพตามปรัชญาที่ตั้งไว้ ผมก็ไม่ทราบว่า บริษัทผู้ผลิตเส้นไหมของไทยจะมีโอกาสเข้าไปแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัทแอร์เมสได้หรือไม่ ถ้าสนใจผมก็มีที่อยู่ให้ติดต่อได้นะครับ
การพูดถึงสินค้าแอร์เมสไม่ได้มุ่งหวังให้เราต้องไปใช้สินค้าฟุ่มเฟือยหรือเริดหรูเกินฐานะของเรา แต่ต้องการให้เราได้คิดได้มีประสบการณ์ร่วมกันว่า การผลิตสินค้าที่มีชื่อเสียงระดับโลกนั้น เขาคิดเขาทำกันอย่างไร จึงจำหน่ายได้ราคาแพงและมีความมั่นคงในอาชีพของตน โดยเริ่มจากธุรกิจครอบครัวสู่ธุรกิจระดับโลก ซึ่งพอจะสรุปได้ตามปรัชญาของบริษัทดังนี้
-
สินค้าต้องผลิตจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพเท่านั้น แม้จะมีราคาแพงกว่า
-
สินค้าต้องมีคุณภาพ สม่ำเสมอ เหมือนกันทุกชิ้นงาน ไม่ว่าจะซื้อจากร้านไหน มุมใดของโลก
-
มีผลิตภัณฑ์แบบใหม่อย่างสม่ำเสมอ แม้ผลิตภัณฑ์เดิมยังเป็นที่ต้องการของตลาด
-
เชื่อมั่นในองค์กรที่ให้การรับรอง เช่น คณะกรรมการด้านสี (Color Committee) เชื่อมั่นในทีมงาน และการทำงานเป็นทีม ในการสร้างสินค้าที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก
-
มองลึก มองกว้าง มองไกล สร้างพันธมิตรกับอุตสาหกรรมชนิดอื่น เพื่อให้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่เรามีความถนัดได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่ง หรือสร้างคุณค่าให้กับสินค้าอื่น
It seems Hermes has moved from man-ufacturing to machine-facturing and is now changing market perception from 'best - made by hand' (so each piece is unique) to 'best - made by machine' (so all pieces are more alike). They gain more from quality of reputation (not reputation of quality) of France.
Thai silk is a tradition of arts and crafts, learned and passed down from generation (of people) to generation (of people). For as long as this way of life remains, Thai silk will always be work of arts (or labor of love) not machined merchandise.
Long live Thai silk.
สวัสดีครับคุณสุนทร
ขอบคุนมากสำหรับความคิดเห็น อย่างไรไหมไทยของเราก็เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เราต้องช่วยกันรักษา
วิโรจน์