ผมจับประเด็นจากการฟังรายการวิทยุ FM 100.5 เมื่อวันที่ ๒๖ ส.ค. ๕๓ เวลาตี ๕ เศษๆ เป็นรายการสุขภาพ ผู้ดำเนินรายการสัมภาษณ์แพทย์หญิงสมรัก ชูวนิชย์วงศ์ จิตแพทย์โรงพยาบาลศรีธัญญา เล่าเรื่องกิจกรรมของสมาคมสายใยครอบครัว
จับความได้ว่ามีกิจกรรมที่จัดกระบวนการกลุ่ม ไม่แน่ใจว่าให้ผู้ป่วยหรือญาติกันแน่ ให้มาทำความเข้าใจโรคร่วมกันโดยมีจิตแพทย์ให้ความรู้ และเปิดใจแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเกี่ยวกับอาการโรคและวิธีอยู่กับมันโดยไม่เดือดร้อนมากนัก แล้วกลับไปบ้านเอาความรู้ที่ได้ไปใช้ปฏิบัติ แล้วกลับมารวมกลุ่ม ลปรร. กันใหม่ ว่านำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติอย่างไร ได้ผลอย่างไร
ฟังได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ผมก็ปิ๊งแว้บว่า นี่คือการใช้ KM เป็นเครื่องมือรักษาโรค ที่เป็นโรคทางจิตเวช ในรายการบอกว่าใช้กับ ๓ โรค คือ จิตเภท อารมณ์สองขั้ว และโรคซึมเศร้า ซึ่งหากผู้ป่วยและญาติที่ดูแลใกล้ชิดเข้าใจอาการโรคในมิติที่ลึก เข้าใจวิธีการดูแลตนเอง ดูแลญาติ ก็จะช่วยให้การดูแลนั้นทำได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคนั้นมากขึ้น
ผมตีความว่า การมารวมกลุ่ม ลปรร. กันโดยมีจิตแพทย์เป็น “คุณอำนวย” เอาความรู้ปฏิบัติของการเป็นผู้ป่วยหรือญาติใกล้ชิดของผู้ป่วย มา ลปรร. กัน จะทำให้มีการ ลปรร. “ความรู้ฝังลึก” (tacit knowledge) ที่ได้จากชีวิตจริง
และเมื่อนำเอาความรู้ที่ได้ไปลองปฏิบัติ แล้วกลับมา ลปรร. รอบใหม่ ก็จะได้ความรู้ปฏิบัติ หรือความรู้ฝังลึกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือเหมาะสมกับตัวผู้ป่วยแต่ละคนยิ่งขึ้น
ผมมองว่า กระบวนการนี้น่าจะช่วยให้จิตแพทย์เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ (qualitative data) เกี่ยวกับอาการโรค และเกี่ยวกับวิธีควบคุมอาการโรคหรือวิธีรู้เท่าทันอาการโรค เอาข้อมูลนั้นมาสังเคราะห์เป็นความรุ้ใหม่ได้ ก็จะได้ผลงานวิจัยที่มีนวภาพ เป็นประโยชน์ต่อวงการจิตเวช
บันทึกนี้เป็นการเดาปะติดปะต่อเอา ไม่ทราบว่าจะเป็นความคิดเพ้อฝัน หรือจะเอาไปปรับใช้ได้
ที่จริงการจัดค่ายผู้ป่วยเบาหวาน หรือการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงก็เป็นการใช้ KM รักษาโรค แต่ ๒ โรคนั้นง่ายกว่าโรคทางจิตเวช
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ส.ค. ๕๓