ติดตามบทความแนวหน้าย้อนหลังได้ที่

http://www.naewna.com/allnews.asp?ID=97&HL=0&no=1

 

บทความแนวหน้า ฉบับวันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม 2553

เคยเขียนถึง Xi jinping ผู้นำประเทศจีน 3 ปีที่แล้วบัดนี้เป็นความจริงแล้ว

 
ข่าวจากประเทศจีนเรื่องผู้นำคนใหม่ ในการประชุมใหญ่ Party Conference ครั้งที่ 18 ในปี 2012 Xi jinping จะได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคหรือตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของจีนแทน หู จิ่น เทา (Hu Jin tao)

ผมเป็นผู้สนใจและสอนระดับปริญญาเอกทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรื่องภาวะผู้นำ ทุกสาขา เช่น

* การเมือง

* การศึกษา

* ผู้นำทางทหาร

* ผู้นำทางธุรกิจ

จึงได้ทำนายไว้ในบทความของผมใน แนวหน้า พาดหัวคอลัมน์ว่า วิธีการได้ผู้นำในประเทศจีน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2007

ซึ่งผมได้อ่านพบว่าการวางแผนของจีนเขาทำเป็นขั้นตอน และวิเคราะห์เกี่ยวกับ Xi jinping ว่า

"ประเด็นสำคัญว่า ผู้นำระดับการเมืองจีน จะมีวาระอยู่แค่ 2 สมัยไม่เกิน 5 ปี รวม 10 ปี การได้ผู้นำของจีน เป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะเขาจะกำหนดผู้นำของจีนไว้อย่างชัดเจนล่วงหน้าว่า ภายใน 5 ปี ใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีหรือเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับระบบประชาธิปไตยอย่างเราๆจะมีการเลือกตั้ง ก็วิ่งหาพรรคกันอย่างฝุ่นตลบ เป็นจุดที่น่าสนใจที่เราจะได้เรียนรู้การกำหนดผู้นำของจีน ซึ่งจะเรียงเบอร์ตั้ง 1-9 จะเห็นได้ชัดว่า ภายใน 5 ปี ประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ก็จะปลดระวางตัวเอง บุคคลที่จะขึ้นมาก็ได้รับการวางตัวแล้วคือเบอร์ ในรูปเป็น Xi Jin ping ซึ่งปัจจุบันอายุแค่ 52 ปี ภายใน 5 ปี ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็จะเป็นประธานพรรคแทนหู จิ่นเทา ส่วนเบอร์ 7 Li Ke qian ซึ่งอายุแค่ 54 ปี ก็จะถูกวางตัวให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป"

อาจจะได้พูดได้ว่า การเมืองจีนได้วางแผนกำหนดผู้นำที่มีคุณภาพล่วงหน้ากว่า 5 ปี และไม่มีพลิกล็อก เพราะคุณ Xi jin ping เป็นผู้นำที่เป็นรุ่นที่ 5 แล้ว เป็นการวางตัวเพื่อนำประเทศไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

อาจจะมีทั้งบทเรียนที่ดี และไม่ดีต่อการสร้างผู้นำจากประเทศในโลกและนำมาวิเคราะห์เกี่ยวกับผู้นำการเมืองของไทย

ภาพ Xi jinping จากปกหนังสือ Economist

จุดดีของจีนก็คือ ผู้นำของพรรค จะถูกกำหนดจากพรรคคอมมิวนิสต์ อย่างเป็นระบบ มีคุณธรรมและมีความรู้ ความสามารถดี ส่วนมากผู้นำรุ่นหลังๆ จบจากมหาวิทยาลัยดีๆ ในปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้และเรียนมาทางวิศวะส่วนใหญ่

จุดอ่อนคือ ประเทศจีนยังไม่มีประชาธิปไตยที่แท้จริงคือยังไม่เปิดเสรีให้มีการเลือกตั้งแบบไทยหรือแบบอเมริกา พรรคการเมืองมีพรรคเดียว อาจจะมองเรื่องสิทธิมนุษยชนน้อยกว่าความอยู่รอดหรือความมั่นคงทางการเมือง

แต่จุดแข็งคือ ความมั่นคงทางการเมืองสูง ผู้นำแต่ละรุ่นก็ต้องมีความสามารถแตกต่างกันไป ซึ่งอาจจะวิเคราะห์ได้เป็นรุ่นๆ

รุ่นที่ 1 (1949 - 1976)

เป็นผู้นำรุ่นบุกเบิกมี เมาเซตุง (Mao Tse-tung) หรือ โจว เอ็นไล (Zhou En lai) เป็นหลักคือรุ่นเปลี่ยนแปลงการปกครอง

รุ่นที่ 2 (1976 - 1992)

คือ เติ้ง เสี่ยว ผิง (Deng Xiao ping) เป็นผู้นำพัฒนาประเทศเน้นประเทศ 2 ระบบ ทำให้เศรษฐกิจจีนโตมากกลายเป็นมหาอำนาจ

รุ่นที่ 3 (1992 - 2003)

คือ เจียง ซี มิน (Jiang Xe min) เป็นผู้นำประเทศสู่โลกภายนอก จัดประชุม APEC ในจีน นำจีนเข้า WTO เปิดประเทศทางเศรษฐกิจมากขึ้นส่งความช่วยเหลือไปอาฟริกาและประเทศด้อยพัฒนา

รุ่นที่ 4 (2003 - 2013)

คือ หู จิ่น เทา (Hu Jin tao)

เห็นความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจจีนเป็นอันดับ 2 ของโลก จีนมีอิทธิพลต่อโลกมากขึ้นทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ

รุ่นที่ 5 (2013 - 2023)

คือ สิ จินผิง (Xi jin ping)

รุ่น 5 จะต้องเก่งเรื่องประชาธิปไตยเปิดแบบจีนที่โลกยอมรับ มีสิทธิมนุษยชนมากขึ้น และดูแลการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปทุกกลุ่มและทุกภูมิภาคของจีนไม่ให้เหลื่อมล้ำ ให้เศรษฐกิจจีนสมดุลกับโลกภายนอก โดยเฉพาะค่าเงินหยวน ผู้นำรุ่น 5 จะมาจาก

* เยาวชนของพรรคในอดีต

* ลูกหลานผู้นำในอดีต

แต่สาขาวิชาที่เรียนและอาชีพที่สำคัญในการเรียนจะมี

* ผู้ประกอบการ

* การเงิน การธนาคาร

* จบ MBA มากขึ้น

* การปกครอง

* วิศวะจะน้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ตัวคุณ Xi jin ping ยังเป็นวิศวะเคมีอยู่

สัมมนาเรื่อง EEP Mekong Regional Forum on "Building Partnerships in
Implementing Renewable Energy and Energy Efficiency Projects in the
Mekong Region" เมื่อวันที่ 26 - 27 ตุลาคม 2553 ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว



ท่านผู้อ่านบทความผมก็คงจะได้เห็นแนวนโยบายสร้างผู้นำของประเทศจีน ซึ่งบางเรื่องก็ดี แต่บางเรื่องก็อันตราย เพราะถ้าผู้นำจีนบ้าอำนาจก็ไม่มีกลุ่มใดคัดค้านได้ ในที่สุดก็อาจจะเกิดความรุนแรง

เรื่องอื่นๆ ในประเทศของเรา

* เรื่องน้ำท่วม ผมคิดว่าจะต้องมีการมองยุทธศาสตร์ มีแผนระยะยาวว่าประเทศจะป้องกันอย่างไร

* มีสื่อหลายฉบับโจมตีคุณอภิสิทธิ์มากไปหน่อย หาว่าบริหาร ไม่เป็น คิดว่า คุณอภิสิทธิ์ ทำดีที่สุดแล้ว อย่าคิดว่ามีแต่คุณทักษิณเก่งคนเดียว เพราะถ้าเก่ง ต้องมีคุณธรรมด้วย

จุดอ่อนการแก้ปัญหาน้ำท่วม คราวนี้ น่าจะถามว่า ผู้นำท้องถิ่น อบจ. อบต.และเทศบาลไปไหนหมด การกระจายอำนาจ ควรกระจายความรับผิดชอบด้วย

ผมยังคิดว่า ระดับการบริหารท้องถิ่น น่าจะใช้โอกาสนี้สร้างศักยภาพของทุนมนุษย์ในระดับท้องถิ่นให้มากขึ้นในวิชาที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแทนที่จะเรียนแค่เอาปริญญา วิชาการปกครอง กฎหมาย รัฐศาสตร์ หันมาเอาจริงกับเรื่อง

* วิศวะ และวิทยาศาสตร์

* การป้องกันสาธารณภัย และดูแลสาขาสิ่งแวดล้อม

* ปัญหาการเกษตร

* วิทยาศาสตร์ สุขภาพ

* การกีฬา

* วิชาบริหารจัดการ

* วิชาสาธารณสุขศาสตร์

* วิชา การเงินการตลาด

* วิชาผู้ประกอบการ

* วิชาเศรษฐศาสตร์ ชุมชนและโลกาภิวัฒน์

และวิธีการเรียน นอกจาก กระตุ้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมแบบ 4L's แล้ว อาจจะลงทุนเรื่อง สาระ (Contents) มากหน่อย ร่างหลักสูตรที่เหมาะกับท้องถิ่น เน้นความจริง ตรงประเด็น 2R's และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น E-Learning มี Coach และที่ปรึกษา ตรงกับสถานการณ์แต่ละจุดและทันเหตุการณ์ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด

ปัจจุบัน มีมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรต่างๆ เพื่อปรับวุฒิให้ผู้บริหารท้องถิ่น ไม่น่าจะพอ เพราะจบปริญญาตรี ในสาขาการปกครอง ส่วนใหญ่ควรจะมีหลักสูตรดีๆ ระยะสั้น 3 - 6 เดือนมากขึ้นและอาจจะเป็นการเรียนทางไกล ประหยัดทรัพยากรได้มาก ฝากท่านรัฐมนตรีชวรัตน์ไว้ด้วย

มีเรื่องกิจกรรมอื่นด้วย สัปดาห์นี้ผมได้รับเชิญไปร่วมสัมมนาที่ลาวเรื่อง EEP Mekong Regional Forum on "Building Partnerships in Implementing Renewable Energy and Energy Efficiency Projects in the Mekong Region" ขอขอบคุณรัฐบาล Finland ซึ่งเห็นความสำคัญเรื่อง ทรัพยากรมนุษย์กับพลังงานซึ่งเป็นงานต่อเนื่อง 3 ปี ของมูลนิธิฯ ได้รับการยอมรับในหมู่นานาชาติว่าเป็นหัวข้อสำคัญ ซึ่งผมมีโอกาสเสนอแนะหัวข้อดังกล่าวต่อที่ประชุมนานาชาติ

ผมได้ไปทำงานการทูตภาคประชาชนโดยไปเยี่ยมรัฐมนตรีสมบูน ราชาสมบัด รัฐมนตรีช่วยพลังงานของลาว ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่ของลาวมาเรียนกับผมที่กรุงเทพ 4 ท่าน การทูตภาคประชาชนก็เป็นจุดเล็กๆที่ปิดทองหลังพระ

ประเทศไทยอยู่ได้ก็เพราะทุกๆ คนนำบทบาทที่ดี ไม่ใช่แค่นักการเมืองเท่านั้น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ
[email protected]
www.gotoknow.org/blog/chiraacademy
แฟกซ์0-2273-0181