ความยึดมั่น ถือมั่นในธรรมชาติ...เราต้องเข้าใจว่า เรายืมธรรมชาติมาเรียนรู้ เมื่อถึงที่สุดแล้วสุดท้ายก็คือความตาย

พระมหากีรติ ธีรปัญโญ

พระอาจารย์เล่าว่า

...ตอนบวชใหม่ๆฝันว่าพยาบาลมาตามไปดูคนไข้ขณะจงกลม เห็นผู้ป่วยหน้าเละก็ถามพยาบาลว่า แล้วเรียกมาดูอะไร พยาบาลตอบว่า นี่แหละคือสิ่งที่ต้องมาดู…

... ตอนเป็นหมอเรารู้สึกว่า เมื่อผู้ป่วยตาย เหมือนเราแพ้...เราแพ้แล้ว แต่ในภายหลังเรารู้ว่าความตายเป็นเรื่องไม่ไกลตัว เราเห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นปกติของชีวิต

 

...พระพุทธเจ้าสอนว่า การหลงตายเป็นทุกข์

...เราเรียน ตาย รู้ตาย ระลึกถึงเสมอว่า “ทุกอย่างมีสิ้นสุด” อะไรที่ค้างคา ทำเสียให้เสร็จ

ชีวิตมีเป้าหมาย ง่ายๆคือ ดูตนเองว่ามีทุกข์หรือไม่

ความยึดมั่น ถือมั่นในธรรมชาติ...เราต้องเข้าใจว่า เรายืมธรรมชาติมาเรียนรู้ เมื่อถึงที่สุดแล้วสุดท้ายก็คือความตาย

เราควรมีสติ ระลึกถึง อยู่อย่างรู้เท่ารู้ทัน ความตายเป็นสิ่งเรียนรู้ได้... ความตายคือการได้ปล่อยวางทุกอย่าง

เมื่อมีชีวิตอยู่ก็ทำตนให้เกิดประโยชน์ต่อตน ต่อท่าน ต่อผู้อื่น

เมื่อใกล้ตายก็ตายอย่างรู้ตัว

“การเผชิญความตายอย่างสว่าง” คือทำให้เรื่องความตายเป็นเรื่องสว่าง

ความตาย คือการสละสิ่งต่างๆ... ควรฝึก ปัญญา คือการฝึกการสละเช่น การปฏิบัติธรรมที่วัด ฝึกเผชิญความปวดเมื่อย เราต้องฝึกให้เข้มแข็ง อดทน

ท้ายชั่วโมงของธรรมมะบรรยายมีคำถามที่น่าสนใจมาก

 

คำถาม : “บุญสีดำ...” การที่แพทย์ช่วยชีวิตให้ผู้ป่วยรอด เป็นบุญสีดำ? ทำให้ฝืนกฎแห่งกรรมใช่หรือไม่

คำตอบ  โดยพระไพศาล วิสาโล

... พระอาจารย์ตอบว่า ได้ยินมามากๆในช่วงหลัง

...ถ้าเราเห็นคนกำลังจมน้ำ เราไม่ช่วย เด็กเกิดเราไม่ช่วย เราคิดว่าจะปล่อยให้เขาใช้กฎแห่งกรรมงั้นหรือ?  หรือถ้าเราเห็นหญิงสาวถูกกระทำชำเรา เราปล่อยให้เขาเป็นกฎแห่งกรรม? หากเป็นญาติเราล่ะ

บางคราว ตรรคกะ ทำให้ไปสู่สังคมวุ่นวาย คนแก่ เดือดร้อนถูกเพิกเฉย... ทำให้พาไปสู่สังคมมิคสัญญีได้ง่าย

...บางความเชื่อเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว... อย่าลืมว่าบางคราว หากเราไม่ช่วยเขา เรากำลังสร้างกรรมใหม่ เป็นอกุศลกรรม วิบากกรรม เราไม่ต้องเถียงว่าเขาได้รับกรรมมาจากไหน แต่เราต้องช่วย...เช่น เขาเมาเหล้าขับรถชน เมาแล้วประมาทเป็นกรรมของเขาแน่นอน...แต่เราต้องช่วย นี่คือการสร้างกรรมดี

กรรมไม่ดี เกิดทันทีที่เราปฏิเสธการรักษา การที่เราปฏิเสธการเรียกร้องการทำความดีในตัวของเรา ปฏิเสธมโนธรรมของตนเอง กัดกร่อนความเป็นมนุษย์ของตนเอง เป็นการทำกรรมไม่ดี

....เราควรช่วยเมื่อเราช่วยได้ ช่วยด้วยความสุขใจ อุเบกขา ช่วยเท่าที่เราช่วยได้...

ความเชื่อแบบนี้ไม่มีในพุทธศาสนา

 

คำถาม : “...หลายครั้งที่เราเกิดความขัดแย้งในตนเอง เรื่องของการเกิดภาวะวิกฤติกับการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ บางคราวคิดว่าเป็นช่วยเหลือและสูญเสียมากทั้งๆที่รู้ว่าผู้ป่วยไม่รอดแน่ๆ ใช้จนไม่เหลือใช้ในรายถัดไป... หรือเราจะคิดว่าเก็บไว้ใช้ในผู้ป่วยคนต่อไปน่าคุ้มค่ากว่าหรือไม่...”

คำตอบ โดย พระมหากีรติ ธีรปัญโญ และพระไพศาล วิสาโล

ควรมีการประชุมพูดคุยกันทั้งกับญาติและคนในทีม หมอก็เป็นคนในสังคมเช่นเรา....

สิ่งที่ดีที่สุดที่คนไข้ต้องการไม่ใช่การมีชีวิตยืนยาวขึ้น แต่เป็นช่วงที่มีจิตที่สงบ การพูดน้อมนำให้คนไข้หรือญาติเข้าใจจะทำให้การยื้อการตายของผู้ป่วยน้อยลง...ในความเป็นจริง การรอ 1-2 วันอาจมีความสำคัญ เป็นการรอเพื่อพบญาติ สุดท้ายจะได้ตายอย่างสงบ เป็นสิ่งที่ดีกับญาติๆในการทำใจในช่วงเวลาที่เหลือ เป็นช่วงเวลาการบอกความในใจ เช่นเขารักแม่ เขาได้ดูแลกันเป็นครั้งสุดท้าย... เราดูว่าอาจจะไม่มีประโยชน์แต่อาจจะเกิดผลที่ดีกับครอบครัวมากมาย

...บางทีเราต้องประเมิน ชั่งใจระหว่างสิ่งที่จะสูญเสียไป

... เคยมีคนไข้ใกล้ตาย หมอมาแล้วเดินผ่านไป... ญาติสงสัยว่าทำไมหมอไม่แวะดู หมอตอบว่าหมอต้องไปดูคนไข้ที่คิดว่าจะรอด...

หมอใช้สมอง ใช้มือ แต่ขาดหัวใจ ผู้ป่วยและญาติต้องการแค่รอยยิ้ม เราลืมเรื่องใจ

 

อ.ประสาทนีย์ กล่าวสรุปสุดท้าย...

 “...อย่างไรก็ตาม ขออย่าหลง โลกธรรม หรือ โลกวิทยา...”