ประชุมวิชาการที่อุบล (3) : 28 ตุลาคม 2553 “การอยู่และจากไปอย่างไม่เป็นทุกข์..1”

... เราต้อง “ฉลาดทำใจ” ...สุขหรือทุกข์อยู่ที่ “การทำใจ(จิต)” “การปล่อยวาง” เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้อยู่และไปอย่างเป็นสุข

มากกว่าความรู้ทางวิชาการเรื่องเทคนิคการระงับความรู้สึกที่ทันสมัยนั้น สิ่งที่ได้ฟังลำดับถัดมาเป็นธรรมมะบรรยาย เรื่อง การอยู่และจากไปอย่างไม่เป็นทุกข์..” เป็นการเติมเต็มวิถีชีวิตการทำงานที่อาจขาดหายไป การบรรยายวันนี้จึงเป็นความพอดีๆที่ทำให้ไม่ลืมตนในการใช้ชีวิต 

เป็นการบรรยายโดยพระไพศาล วิสาโล และ พระมหากีรติ ธีรปัญโญ

โดย อ.ประสาทนีย์ ประธานราชวิทยาลัยฯกล่าวนำว่า “ การดูแลทางใจ ทำให้เราเข้าใจผู้ป่วยและให้การดูแลที่ดี”

พระไพศาล วิสาโล เริ่มธรรมมะบรรยาย

...เรื่องการอยู่และการตายเป็นเรื่องเดียวกัน...การมีชีวิตอยู่กำหนดการตายได้...ความตายอยู่ในชีวิต ความแก่อยู่ในความสาว การมีโรคอยู่ในการไม่มีโรค... การจากเกิดอยู่ตลอดเวลา...

 

... การอยู่อย่างไม่เป็นทุกข์มองได้ 2 มุมมองคือ

  1. การทำกิจ
  2. การทำจิต

...การทำกิจ เป็นเรื่องของการรักษาสุขภาพ เพื่อจะได้ทำมาหากิน ... ธรรมมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ทำจิตอย่างเดียวให้ทำกิจด้วย...เรารับผิดชอบในการทำงานเพื่อให้ปัจจัย 4 ไม่ขาดแคลน

รักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย รับผิดชอบงาน ทำความดี...และการรักษาศีลทำให้พ้นจากภัยได้ระดับหนึ่ง...

การมีสัมพันธภาพต่อผู้คนทำให้ลดเรื่องเครียด... การได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนจึงจำเป็น

...แต่ทางพุทธศาสนาบอกว่าทำแค่กิจยังไม่พอ... ยังไม่ได้หมายความว่าเราจะพ้นจากความทุกข์ทั้งหมด... อาจมีบางส่วนราว 10% อาจล่วงล้ำมาให้เราเกิดทุกข์ได้ เช่นอาจเกิดพลัดพราก สูญเสีย ถูกโกง การงานล้มเหลว ถูกวิพากษ์วิจารณ์... และมีวันที่ต้อง แก่ เจ็บ ตาย...ทุกอย่างเกิดขึ้นได้แม้คนทำความดี

 

... เราต้อง “ฉลาดทำใจ” ...สุขหรือทุกข์อยู่ที่ “การทำใจ(จิต)” 

เราทุกคนหนีไม่พ้นการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก พบกับสิ่งไม่รัก...ต้อง “ฉลาดทำใจ” ทำให้เราอยู่กับสิ่งที่พบได้ ไม่มาถึงใจ…”

...คนที่เผชิญโรค เช่น ผู้ป่วยทัลลัสซีเมียก็สามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขได้อีกหลายปี ...ผู้ป่วยเคยบอกว่าตอนป่วยทำให้เข้าใจพุทธศาสนาและซาบซึ้งในความรักของพ่อแม่มากขึ้น ได้อ่านหนังสือ มีเวลาคิดไตร่ตรอง จากเดิมที่เคยตื่นนอนบ่ายสามโมงและใช้ชีวิตแบบไม่แคร์ใคร

หัวใจสำคัญคือ “...มองหามุมบวกของตนเองให้ได้...” เช่นผู้ป่วยมะเร็งบางคนบอกว่าดีนะที่เป็นมะเร็งสมองเพราะไม่เจ็บปวดเหมือนมะเร็งที่มดลูก...มันอยู่ที่มุมมอง...การวางใจจึงเป็นสิ่งสำคัญ จงทำใจว่า “มีแก่” เสีย...

ทุกข์ที่เกิดนั้นเพียงเกิดกับทรัพย์สิ่งของ ไม่มาถึงใจ คิดอย่างนี้เสียเราก็ไม่เป็นทุกข์

กำแพงจึงมี 2 ชั้น...กำแพงแห่งการทำกิจ 90%...กำแพงธรรมะอีก 10%... รักษาใจให้มีความทุกข์น้อยลง

มีศิลปะในการใช้ชีวิต

 

เรื่องการจากไปอย่างไม่ทุกข์ หรือการเผชิญความตาย

“ความตาย” น่ากลัว... “แต่ความกลัวตาย” น่ากลัวกว่า...เราต้องรู้จักทำใจเป็น

มารี คูรี่ กล่าวว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว ถ้าเรามีความเข้าใจ

“...เราตายดี ตายสงบถ้าเราทำกิจไม่ให้คั่งค้าง...การทำกิจที่สำคัญไม่ให้ค้างคา มีความหมาย เช่นการดูแลลูก ดูแลพ่อ-แม่ ดูแลครอบครัวให้ดี จะได้ไม่มีห่วงและตายตาปิด...

ควรทำจิตให้ยอมรับความตาย ถ้าไม่ยอมรับก็จะต่อสู้...ทุกข์เหมือนตายทั้งเป็นเพราะใจไม่ยอมรับ..คนที่อยู่แบบ “ลืมตาย”จะเป็นทุกข์ เหมือนตายทั้งเป็น... ตอนตายจริง คือ “หลงตาย” ตายกระสับกระส่าย ...การที่เรายอมรับความตายได้ทำให้เราตายสงบ

คนมีทุนดี เช่น ทำดี สร้างบุญกุศลไว้ ทำให้มีทุน เมื่อเวลาใกล้ตายก็ให้นึกถึงความดีที่ทำ ทำให้ความเจ็บปวดทุเลาลง เช่นมีพยาบาลคนหนึ่งถามยายที่เป็นมะเร็งว่า...ในชีวิตนี้มียายทำอะไรแล้วมีความสุข ยายตอบว่า ได้ไปหล่อพระ พยาบาลพยายามให้ยายได้ย้อนระลึกถึงอดีตที่ทำความดีทำให้ยายมีความสุขและลดความปวดได้...”

“... เมื่อใกล้ตายเราควรมีสติ น้อมระลึกถึงความดี ทำให้จิตใจมีความสุข ดังนั้น การน้อมรำลึกถึงสิ่งดีงาม...ลดความทรมานได้

...การทำเรื่องค้างคาใจให้หมดไป...เช่นทำพินัยกรรมทำให้หมดกิจที่เป็นห่วง จึงจำเป็นทำให้เราปล่อยวางได้

ความไม่พร้อมที่จะตายเหตุเพราะมีภารกิจที่คั่งค้าง นี่คือความสำคัญของการที่ต้องทำเรื่องค้างคาใจให้หมดไป

เราต้องช่วย(ผู้ป่วย) “การปล่อยวาง” เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้อยู่และไปอย่างเป็นสุข

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เล่มที่ ๑ : เรียนรู้...ว่าด้วยเรื่อง คุณภาพ



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะพี่กฤษณา

อ่านแล้วได้ประโยชน์มากค่ะ ทำให้ตระหนักในเรื่องมิติทางจิตใจมากขึ้น ทั้งในเรื่องทำกิจและทำจิต ฝึกเป็นนิจก็พบสุข การช่วยผู้ป่วยในเรื่องการทำเรื่องค้างคาใจให้หมดไป ช่วยเรื่องการปล่อยวาง ทำให้อยู่และไปอย่างเป็นสุข

ในทางจิตเวชผู้ป่วยหลายคนไม่เป็นสุขเพราะมีเรื่องค้างคาใจเมื่อได้รับการช่วยเหลือก็โล่งค่ะสามารถผ่านไปได้ไม่เก็บมาทุกข์ใจอีก สามารถปรับตัวได้เมื่อมีปัญหา ไม่ติดกับเรื่องเดิม

ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับพี่ติ๋ว...

ชอบบันทึกนี้จังครับ...

แวะมาเยี่ยมด้วยความระลึกถึงครับคุณพี่...

สวัสดีค่ะ คุณถาวร

หลายมุมมองจากธรรมมะบรรยายทำให้เข้าใจการใช้วิถีชีวิตแบบไม่ประมาทมากขึ้นค่ะ นั่นคือการฝึกจิต...ฝึกวิธีคิดให้พร้อมเสมอสำหรับความผิดหวังและล้มเหลว หรือไม่ได้ดังที่คาด...ทำให้เมื่อเผชิญความผิดหวังจะไม่ล้มทั้งยืนค่ะ

และอย่างน้อยที่สุดก็เข้าใจแล้วค่ะว่า ธรรมมะมิได้สอนให้คนหลุดจากกิจปัจจุบัน...กลับทำให้รับผิดชอบและส่งเสริมให้พัฒนาตนให้มีคุณค่าเพื่อปฏิบัติกิจได้ดีมากขึ้นด้วยซ้ำไป

ขอบคุณนะคะ

สวัสดีค่ะ น้องหนานเกียรติ Ico32

ขอบคุณค่ะสำหรับมิตรภาพที่ดีและเสมอต้นเสมอปลาย...ของน้อง ^_^