เคยได้ยินคำว่า home school  มีความสนใจ อยากรู้ว่า แค่ใหน อย่างไรกันแน่ ไม่แน่ใจว่า ผลที่ออกมาจะเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสังคมได้หรือเปล่า ก็เลยต้องฝากความไว้วางใจกับระบบการศึกษาของรัฐไปก่อน เพราะอย่างน้อยก็ไม่หลุดโลก ทั้งที่ก็มีกระแสที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระการศึกษาของเรายังไม่พัฒนาเนื่อง ครูส่วนใหญ่ยังยึดติดกับวิธีการสอนแบบเดิมๆ ไม่สามารถสร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กให้กว้างขวาง ทันกับยุคสมัยที่มีข้อมูลไหลบ่ามาอย่างท่วนท้น 

จนกระทั่งขณะนี้ ลูกเติบโตสอบเรียนต่อได้ในโรงเรียนประจำจังหวัด ได้เฝ้าดูสอบถามการเรียนในชั้นเรียนก็พบความจริงว่า เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยเร็วเพราะจะหวังพึ่งว่าโรงเรียนเป็นแหล่งส่งเสริมการเรียนที่แท้จริงนั้นคาดหวังได้น้อยมาก เพราะครูผู้ซึ่งต้องทำหน้าที่เหล่านั้นมีสภาพที่ขาดจิตวิญญาน ในการประกอบอาชืพ ความตั้งใจมีน้อย ห้องเรียนเป็นเพียงที่ชุบตัว โรงเรียนให้อะไรกับเด็กได้ไม่มาก เนื่องจากเด็กแต่ละห้องมีจำนวนมาก มีความแออัด ปัญนักเรียนมีมาก ภาระกิจของครูก็มีมาก ครูก็ต้องมีธุรกิจส่วนตัวคือการสอนพิเศษ บรรยากาศการเรียนหวังไม่ได้ ตลาดการสอนพิเศษจึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และแนวโน้มก็จะรุนแรงมากขึ้น มองไม่เห็นทางที่จะหวังได้ว่าโรงเรียนเป็นที่ส่งเสริมการเรียนที่แท้จริง เคยคิดจะย้ายลูกไปเรียนที่อื่นเนื่องจากหมดหวังกับการเรียนการสอนของโรงเรียน แต่ลูกก็ติดเพื่อน เพื่อนรักกันช่วยเหลือกัน ส่งเสริมกันเองโดยกันชวนกันออกหาที่เรียนพิเศษ ลูกสาวก็เริ่มเข้าร้านหนังสือเพื่อหาหนังสือที่จะมาอ่านและทำความเข้าใจเอง

 เห็นวิธีคิดของลูกแล้วก็เลยต้องกลับวิธีคิดใหม่ โดยส่งเสริมการเรียนรู้ที่บ้านเสียเอง และคำว่าhome school  กลับมาประทับในใจเราอีกครั้ง ปรับวิธีคิดของตัวเองใหม่ว่า โรงเรียนเป็นเพียงแหล่งที่ให้นักเรียนมีพัฒนาการทางสังคมมีเพื่อน และครูทำหน้าที่เพียงเปิดประเด็นหัวข้อ ว่าจะต้องเรียนเกื่นวกับอะไรบ้าง  รายละเอียดที่ต้องรู้น่าจะต้องไปหาได้จากนอกห้องเรียน ฉนั้นจึงพบความจริงแล้ว home school  ที่แท้จริงคืออะไร และแค่ใหนอย่างไร รู้ได้ด้วยตนเอง