ตอนผมสอนนักศึกษาปริญญาโทสาขาบริหารการศึกษาแต่ละรุ่น  ผมจะถามเหตุผลที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามาสมัครเรียนต่อในสาขานี้  ก็มักจะได้คำตอบที่แตกต่างกัน ตามข้อมูลพื้นฐานของแต่ละคน  โดยเหตุผลพื้นๆที่เป็นเบื้องหลังการตัดสินใจจริงๆมีหลายประเด็นคือ    
     1.ต้องการเพิ่มวุฒิให้สูงขึ้น
     2.เรียนจบง่าย แค่ปีครึ่งก็จบแล้ว บางวิชาสามารถเทียบโอนจากวิชาที่เคยเรียนมาก่อนได้ 
     3.ไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ ทำแค่ค้นคว้าอิสระก็ได้
     4.เป็นการติวเข้มเพื่อเตรียมสอบเป็นผู้บริหารสถานศึกษา/การศึกษา
     5.เป็นการควบคุมตนเองเพื่อพัฒนาความรู้ให้ก้าวหน้ามากขึ้น ซึ่งผมค่อนข้างพอใจในเหตุผลข้อนี้มากที่สุด
       แต่ในตอนหลังผมได้พบข้อมูลใหม่ว่า มีครูผู้ช่วยที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม(2 ปี) มาเรียนมากขึ้น  ซึ่งก็ได้ทราบเหตุผลว่า  เป็นผลมาจากการที่ ก.ค.ศ.กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยกำหนดคุณสมบัติไว้ว่า ถ้าจบปริญญาตรีเมื่อผ่านการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม 2 ปี และมีตำแหน่งเป็นครู(ยังไม่มีวิทยฐานะ)แล้ว ถ้าจะขอรับการประเมินให้ได้วิทยฐานะครูชำนาญการจะต้องดำรงตำแหน่งครูอีก 6 ปี แต่ถ้าจบปริญญาโททางการศึกษา(ไม่ระบุสาขา)จะย่นเวลาขอรับการประเมินลงมาเหลือแค่ 4 ปี   
      เมื่อเร็วๆนี้ผมไปพบครูผู้ช่วยในโรงเรียนบนดอยที่อยู่ห่างไกล ทางภาคเหนือ ได้ทราบว่าวันเสาร์-อาทิตย์พวกเขาจะลงมาเรียนต่อปริญญาโทในมหาวิทยาลัยในพื้นราบกันแทบทั้งนั้น ซึ่งต้องใช้เวลามากในการเดินทางไปกลับแต่ละครั้ง  ซึ่งกรณีนี้โรงเรียนจะไม่สามารถใช้งานครูผู้ช่วยในวันหยุดได้เลย (ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มด้วย)   เรื่องนี้ผมว่าน่าจะมีผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบที่น่าจะทบทวนนะ
     แต่เหตุผลที่ผมฟังแล้วสะท้อนใจมากที่สุด ก็คือมีครูดีเด่น/ต้นแบบในสาขาที่ขาดแคลน เช่น ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ฯลฯ มาเรียนต่อสาขาบริหารการศึกษา  ด้วยเหตุผลว่าต้องการเปลี่ยนสายงานจากผู้สอนมาเป็นผู้บริหาร ซึ่งเมื่อคุยกันลึกๆก็ได้รับทราบความจริงว่า การเป็นครูผู้สอนนั้นเหนื่อย  และจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี(อภิสิทธิ์) สู้ผู้บริหารไม่ได้
     นี่มันคืออะไรกัน...เราพยายามบอกว่า วิชาชีพครู เป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ มีศักด์ศรี แต่ในวิถีชีวิตจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่  เรื่องนี้ฟังแล้วเครียดนะ...