ปัจจุบันเรื่องการคิด และการสอนคิด เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ สูง ประเทศต่าง ๆ ได้ศึกษาและเน้นในเรื่องของการพัฒนาผู้เรียนให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในด้านสติปัญญา ความคิด คุณธรรมและการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ การพัฒนาด้านสติปัญญาความคิดเป็นด้านที่ได้รับความเอาใจใส่สูงสุด เนื่องจากเป็นด้านที่เห็นผลชัดเจน ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถสูงมักได้รับการยอมรับและได้รับโอกาสที่ดีกว่าผู้มีความรู้ความสามารถต่ำ (ทิศนา แขมมณีและคณะ, 2540, หน้า 1) การรู้จักคิด “คิดเป็น ทำเป็น” เป็นจุดประสงค์ของการศึกษาที่เป็นสากลโดยมีพื้นฐานความเชื่อว่าการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพคน (ชวาล แพรัตกุล, 2516, หน้า 17) เนื่องจากการคิดเป็น ทำเป็นนั้นเป็นทักษะที่มีในบุคคลเพื่อการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และเพื่อดำรงชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพในยุคโลกาภิวัฒน์ (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2541, หน้า 316 ) ทำให้มุมมองในการมองโลกได้กว้างขึ้น มีความมั่นใจในตนเอง และเกิดการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างดี จากแผนการศึกษาแห่งชาติ (2545- 2559) ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนา การคิดไว้ในจุดประสงค์ว่า “สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งคุณธรรม ภูมิปัญญา และการเรียนรู้ การพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมโดยมีเป้าหมายที่คนไทยทุกคนมีทักษะและกระบวนการในการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหามีความใฝ่รู้ และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องเต็มตามศักยภาพ” ซึ่งเป็นการนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมาย จึงได้มีการเสนอการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด เป็นแนวคิดหลักแนวคิดหนึ่งในการจัดการเรียนการสอน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545, หน้า 11) โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมีกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบมีเหตุผล มุ่งให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ รู้จักการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างมีเหตุผล แสวงหาความรู้ และรู้จักแก้ปัญหาด้วยตนเอง (สุมน อมรวิวัฒน์, 2542, หน้า 6 - 7) โดยมีเป้าหมายสูงสุดของการจัดการศึกษา คือพัฒนาปัญญา (สำเริง บุญเรืองรัตน์, 2539, หน้า 85) กระบวนการจัดการศึกษาจึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนา ตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพโดยเน้นการฝึกกระบวนการคิดการจัดการ เผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ ความรู้มาใช้ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาและควรจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติทำได้ คิดเป็นเน้นการพัฒนา การคิด อย่างมีระบบ มีเหตุผล รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และแสดงความคิดเห็น (สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ, 2542, หน้า 4 – 5) จากแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2545 - 2559) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มีแนวคิดหลักที่เหมือนกันคือ ยึดคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและมุ่งพัฒนาคุณภาพคน โดยเน้นส่วนที่มีศักยภาพมากที่สุดของคน คือการรู้จัก คิดวิเคราะห์สังเคราะห์ อย่างมีเหตุผล ใฝ่รู้และรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งลักษณะการคิด ดังกล่าวเป็นลักษณะการคิด ดังกล่าวเป็นลักษณะหนึ่งของการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งจำเป็นในการทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ของบุคคลและเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพในสังคมประชาธิปไตย โดยมีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การกระทำของบุคคล และความเชื่อมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและกัน บุคคลจะกระทำหรืองดกระทำสิ่งใด ย่อมขึ้นอยู่กับความเชื่อที่มีต่อสิ่งนั้นแต่สิ่งที่สำคัญอันดับแรก คือการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ มีเหตุ มีผล จึงมุ่งตัดสินใจว่าอะไรควรเชื่อ อะไรควรปฏิบัติ การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นการคิดอย่างมีเป้าหมาย การตัดสินใจกำกับได้ด้วยตนเองโดยขึ้นอยู่กับ เหตุผลที่พิจารณาจากหลักฐาน เนื้อหาสาระ แนวคิด วิธีการและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่ง สอดคล้องกับลักษณะของบุคคลในสังคมแห่งการเรียนรู้
ครูผู้สอนมีบทบาทมากที่จะทำให้บุคลากรในสถานศึกษาเป็นบุคคลที่จบการศึกษาไปแล้วเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถและมีสติปัญญา อันจะนำไปพัฒนาสังคมประเทศชาติอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ อาจารย์ผู้สอนควรมีศาสตร์และศิลป์ ในการดำเนินกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ (คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543; สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2545; สุมาลี พ่วงคำ, 2548)
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมีระดับความก้าวหน้ามากแต่การเตรียมการใช้หลักสูตรมีระดับความก้าวหน้าปานกลาง ซึ่งต้องเร่งรัด มีมาตรฐานการเรียนรู้มากเกินไป อัดแน่นด้วยสาระทางวิชาการและมีสาระซ้ำซ้อนกันในแต่ละช่วงชั้น ครูส่วนใหญ่ยังสับสนและไม่สามารถนำหลักสูตรไปใช้ได้อย่างมีคุณภาพ การให้ทำหลักสูตรสถานศึกษา สร้างความสับสนไม่เข้าใจในแนวคิด หลักการ ทำความยุ่งยากให้กับโรงเรียนจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก หลักสูตรแกนกลางกำหนดสาระการเรียนรู้ มากไป การทำให้เด็กเกิดการคิด วิเคราะห์ยังทำได้น้อย และครูส่วนใหญ่ ยังทำไม่ได้ แม้ว่าในปัจจุบันสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจะพยายามนำวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ หลากหลายมาใช้ เช่น การจัดการเรียนรู้ แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ การสอนเน้นการแก้ปัญหาการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แต่สภาพปัญหากระบวนการจัดการเรียนรู้ ก็คือผู้สอนขาดความเข้าใจในบทบาทของผู้สอน ขาดแนวทางการปฏิบัติ เนื่องจากแนวคิดในการเรียนการสอนเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยเป็นผู้สอนแบบถ่ายทอดความรู้ มาเป็นผู้คิดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เอื้ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียนแทน ประกอบกับปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ความสำคัญกับผู้เรียนและการเรียนรู้มากขึ้น จึงส่งผลให้ผู้เรียนไม่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับการแสวงหาความรู้ในยุคปัจจุบันได้ (ทิศนา แขมมณี, 2541) นอกจากนี้บุคลากรในโรงเรียนขาดความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาคุณภาพ การเรียนการสอนยังไม่ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนการสอนและวิธีการวัดและประเมินผลการเรียน ซึ่งวันทยา วงศ์ศิลปะภิรมย์และคณะ (2545) ได้ศึกษาคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ปีการศึกษา 2540 พบว่า ด้านกระบวนการเรียนการสอนซึ่งประกอบด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผลโรงเรียนร้อยละ 79.80 มีคุณภาพระดับปานกลางขณะที่ด้านการวางแผนหรือเตรียมการสอน ด้านกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งประกอบด้วยพฤติกรรมการเรียนและการแสวงหาความรู้ของนักเรียน โรงเรียนร้อยละ 68.10 – 86.80 มีคุณภาพระดับควรปรับปรุง ซึ่งสอดคล้องกับ วีรนุช ปีณฑวณิช (2543) ที่พบว่าครูร้อยละ 65.00 ยังไม่ได้รับการสนับสนุนผู้บริหารยังขาดความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาการศึกษาทำให้ยังมีครูกว่าร้อยละ 50 ไม่เข้าใจแนวทางปฏิรูปการเรียนรู้ประเด็นต่าง ๆ เท่าที่ควร เช่นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น การวิจัยในชั้นเรียนจากการประเมินสถานศึกษา ทีมการศึกษา,หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (2549) พบว่า หลักสูตรสถานศึกษาสอดคล้องกับผู้เรียนและท้องถิ่นได้แค่ 32% มีการประเมินผู้เรียนด้วยวิธีที่หลากหลายมีเพียง 29% จัดกิจกรรมการกระตุ้นให้คิดวิเคราะห์ 13% และผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ได้ 19% คิดไตร่ตรอง 8% พัฒนาตนเองต่อเนื่อง 23%รักการอ่าน 16% สนใจใฝ่รู้ 27% เป็นต้น และจากรายงานผลการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานรอบที่ 1 โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) พบว่า สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 พบว่ามาตรฐานที่ 4 ได้แก่ ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ สถานศึกษาส่วนใหญ่ มีผลการประเมินระดับพอใช้ และผลจากการประเมินร่องรอยเอกสารและการสังเกตจากแผนการจัดการเรียนรู้ และการสอน ตลอดจนโครงการต่าง ๆ พบว่า ครูจำนวนน้อย จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สนับสนุน การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1, 2549, บทสรุปสำหรับผู้บริหาร)
เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากครับ มาเขียนบ่อยๆๆนะครับท่าน ศน.