วันนี้วันดี วันธรรมสวนะ ... ประกาศเลิกทาส "ทางอารมณ์" กันดีกว่า

 

      วันนี้วันปิยะมหาราช 23 ตุลาคม 2553 วันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณูปการยิ่งแก่ปวงชนชาวไทย       

       รายละเอียดของพระราชประวัติของพระองค์คงไม่ต้องสาธยายอีก คนไทยทุกคนต่างซาบซึ้งดี และคงมีน้อยเท่าน้อยที่จะมีพระมหากษัตริย์ซึ่งแม้จะสวรรคตครบรอบ 100 ปี (ในปี พ.ศ.2553) จะยังคงอยู่ในความทรงจำ ความคิดคำนึงยาวนานขนาดนี้

       โดยเฉพาะการ “เลิกทาส” ตามประวัติแล้วพระองค์ท่านได้ตราพระราชบัญญัติเลิกทาสในปี พ.ศ. 2417 และใช้เวลากว่า 30 ปีในการเลิกทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไป นับเป็นต้นแบบของการเลิกทาสที่ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ เนื่องจากสายพระเนตรและพระปรีชาของพระองค์ท่าน

        นึกย้อนไปตามประสาคนไม่ชอบเขียนเรื่องวิชาการ (ฮา ๆ) คนเรามีจริตอย่างไรก็มักจะเป็นเช่นนั้น เขียนอะไร ๆ ก็ต้องไปลงเรื่องของ “ความคิด” แม้จำเป็นต้องเขียนให้เป็น “วิชาการ” ก็จะต้องมีอันเถลไถลไปเรื่อง “ความคิด” จนได้

        นี่เองที่ครูบาอาจารย์หลายท่านได้กล่าวตักเตือนไว้เสมอว่า อย่าตกเป็น “ทาส” ของสิ่งใด ทั้งสิ่งไม่ดีและแม้สิ่งที่เรียกว่าดี นั่นคือแม้ “ละชั่ว” ได้แล้วก็อย่า “ติดดี”

        หลายครั้งในชีวิตที่ต้องประสบกับเรื่องราวที่แม้เพียรนั่งคิด นอนคิด วิเคราะห์วิจัยวิจารณ์จนปวดหัว ก็ยังไม่ได้ “คำตอบ” ที่ใช่สักที ทำไมเป็นอย่างนี้นะ อะไรทำให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น ???

       คำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในระยะนี้คือ เพราะอะไรคนดี ๆ (ในมาตรฐานความเชื่อของสังคม) หลายคนจึงต้องมีอันเกิดความขัดแย้งกัน พอแยกแยะปัญหาลงไป ก็ยิ่งแปลกใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นดูเหมือนไม่น่าจะเป็น “ปัญหา” เลย

       ขุดลงไปต่อ...ก็เห็นว่าสาเหตุก็มาจากความ “คาดหวังที่ไม่ตรงกัน”  เมื่อไม่มีเหตุกระทบกระทั่งก็พอจะ “ปรับ” กันไป หนักนิดเบาหน่อย หยิกแกมหยอกกันไป แต่เมื่อใดก็ตามที่ตกไปอยู่ในภาวะของการ “ขาดสมดุลทางอารมณ์” ขึ้นมาล่ะก็...คราวนี้...เป็นเรื่อง!!!

       อาการ “เป็นเรื่อง” ในผู้ใหญ่นี่ไม่เหมือนเด็ก ๆ ที่โกรธกัน ยกหัวแม่มือโป้งกัน โกรธสามปี ไม่ต้องมาดีสามชาติ หันหลังกลับไม่เกินสามวาก็มาเล่นหัวกันใหม่ได้เหมือนเดิมแล้ว

       ทำไมล่ะ?  

       คงมีหลายปัจจัย แตกต่างหลากหลาย ทั้งที่เรารู้เห็น และไม่รู้ไม่เห็น (ภาษาง่าย ๆ ก็คือ ใครจะไปรู้ล่ะ)

       เลยมาลงเอยลงที่ว่า “ตถตา” มันเป็นเช่นนั้นเอง...

       อ้าว...ตอบอย่างนี้แล้วจะได้อะไร  คิดเสียหลายวัน ตอบง่าย ๆ อย่างนี้แต่ต้นก็ดีสิ มัวเสียเวลากับเรื่องที่เป็น “เช่นนั้นเอง” อยู่หรือนี่

       ไม่หรอก...คนเราคงไม่ได้มีเพียงสมองซีกขวาที่ใช้คิดวิเคราะห์ แยกแยะเรื่องราว หาเหตุผลต่าง ๆ แต่มีสมองซีกซ้าย ซึ่งมีความสามารถในการมองด้วย "ความรู้สึกและเป็นองค์รวม" ด้วย

       การมอง การไตร่ตรองด้วย “ความรู้สึก” ซึ่งบางครั้งก็แยกออกจากคำว่า “อารมณ์” ไม่ค่อยได้นี้ เป็นที่ตำหนิกันว่าไม่ดีไม่ควรใช้อารมณ์ตัดสิน ... ควรมองและคุยกัน “ด้วยเหตุด้วยผล

     โอย...ก็ว่ากันไป...พูดแบบคนที่ใช้แต่ “สมองซีกซ้าย” น่าเบื่อจะตาย อะไร ๆ ก็อ้างแต่เหตุผล ๆ ๆ ๆ ... (คนเราไม่ได้ดำรงชีวิตด้วยเหตุผลอย่างเดียวสักหน่อย) ทะเลาะกัน ก็เพราะอ้างเหตุผล ๆ (แต่ความจริงน่ะ อารมณ์ล้วน ๆ) ไม่ใช่หรือ?


       ...ดังนั้นอย่าปฏิเสธเลยว่า เราถูกขับเคลื่อนด้วย “อารมณ์” มากกว่า “เหตุผล”


            งั้นหมายความว่า “อารมณ์” สำคัญกว่า "เหตุผล" หรือ?

       ส่วนตัวแล้ว คิดว่า “ใช่” แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เราใช้ อารมณ์อย่างไม่จำกัดในทุกเรื่องราว แต่...เราควรเรียนรู้ธรรมชาติของอารมณ์ เพื่อมีวิธีการจัดการกับ “อารมณ์” ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตต่างหาก...

       คิดถึงการ “เลิกทาส” เลยเตลิดเปิดเปิงไปที่ “อารมณ์” ก็มันชวนให้คิดว่าเมื่อไหร่เราจะเลิกเป็นทาสจากอารมณ์อกุศลทั้งรัก โลภ โกรธ หลง นี้ได้เสียที...

       วันนี้วันพระ เลยปวารณาตัวตั้งจิตอธิษฐานว่า จะเลิก “ทาสอารมณ์อกุศล” ประกาศเป็น “ไท” แก่ตัวเองดีกว่า

 

เย้ ยาฮู้ ฮุยเล่ฮุย!!!

(^__^)