ตอนที่ ๑๕ นี้เป็นภาค ๒ ของตอนที่ ๑๔ ซึ่งมีเป้าหมายทำงานวิชาการเพื่อสร้างงานในชนบท
ซึ่งชัดเจนว่าเวลานี้สังคมไทยส่วนที่อยู่นอกเมืองใหญ่ก็ไม่ได้เป็นชนบทรุนแรงเหมือนเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว เรามีถนน ไฟฟ้า น้ำประปา มี อบต. เพิ่มขึ้นมากมาย คือผู้คนเปลี่ยนมาอยู่ในสังคมเมืองมากขึ้น ดังนั้น คำว่า “ทำธุรกิจในชนบท” ตามหัวข้อนี้ จึงเน้นที่ชนบทที่ไม่ห่างไกลหรือกันดารมาก เป็นชนบทที่คล้ายเมืองเข้ามาแล้ว มีผู้คนอยู่หนาแน่นพอสมควรแล้ว ผมหมายถึงการทำธุรกิจในสังคมแบบนี้
รวมทั้งมองว่า “ลูกค้า” ของธุรกิจ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดอยู่ในคนของชุมชนนั้นๆ เราสามารถทำธุรกิจสร้างงานในพื้นที่หรือชุมชน เพื่อทำธุรกิจกับลูกค้าที่อยู่คนละภาคของประเทศไทย หรือลูกค้าอยู่ต่างประเทศ ก็ได้
เท่ากับสถาบันอุดมศึกษาเข้าไปร่วมกับนักประกอบการในชนบท แสวงหาลู่ทางอาชีพหรือธุรกิจแบบใหม่ๆ โดยสถาบันอุดมศึกษาอาจช่วยเชื่อมโยงกับแหล่งทุน เช่นธนาคาร ให้สนใจการให้กู้เงินมาทำธุรกิจ ซึ่งเท่ากับเป็นการดึงเอาภาคการเงิน ให้เข้ามาสนใจการสร้างงานในชนบท มาช่วยวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการลงทุนทำธุรกิจนั้นๆ
ทั้งหมดนี้ จะมีผลยิ่งใหญ่ต่อสังคมไทย คือทำให้เกิดการสร้างงานในชนบท เกิดคนชั้นกลางที่มีงานทำ มีรายได้ประจำ และที่สำคัญยิ่งต่อสังคมไทยในภาพรวมคือ มีการเรียนรู้ด้านธุรกิจ ซึ่งก็คือเรียนรู้สังคมภาพรวมของประเทศและของโลกนั่นเอง
นักวิชาการที่จะเข้าไปร่วมงานสร้างธุรกิจในชนบทนี้ ทำได้ทุกสาขา ทั้งสาขาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ธุรกิจ การเงิน ศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคม และมนุษยศาสตร์ด้านอื่นๆ โดยที่เป้าหมายคือนวัตกรรมในการทำธุรกิจ ที่ตัวนวัตกรรมอาจอยู่ที่ตัวสินค้าหรือบริการ หรืออาจอยู่ที่ลูกค้า เช่นการสร้างเครือข่ายผู้บริโภคในเมือง ที่ช่วยให้ธุรกิจในชนบทอยู่ได้อย่างยั่งยืน และผู้บริโภคก็ได้บริโภคสินค้าคุณภาพสูงในราคายุติธรรม และสะดวกต่อชีวิต คือไม่ต้องเดินทางไปซื้อให้ยุ่งยาก นวัตกรรมอาจอยู่ที่การสร้างคุณค่าใหม่ของการบริโภค ทำให้ผู้บริโภคได้บริโภคอย่างเหมาะสมแก่สุขภาพ หรือได้ช่วยกันลดภาวะโลกร้อนหรือลดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นต้น
เป็นการติด carbon tag ให้แก่ผู้บริโภค หรือติดฉลากสมาชิกท้องถิ่นเข้มแข็งให้แก่ผู้บริโภคในเมือง นี่คือนวัตกรรมของการสร้าง “คุณค่า” ติดฉลากไปกับสินค้าหรือบริการ ที่จะทำได้ต้องมีความรู้ และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเอาความรู้นี้ไปสู่ชาวบ้านหรือนักประกอบการในท้องถิ่นได้ และร่วมกันสร้างรูปธรรมของคุณค่าเหล่านี้ได้
ทั้งหมดนี้ นักวิชาการทำงานให้แก่สถาบันอุดมศึกษาที่ตนสังกัด ถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยที่หากเกิดผลทางธุรกิจ สถาบันจะมีรายได้ บางส่วนของรายได้อาจแบ่งปันให้แก่นักวิชาการที่เป็นผู้ร่วมงานนั้น
“สินทรัพย์” (assets) ที่แฝงฝังอยู่ในสังคมชนบทมีมากมาย ที่ยังไม่ได้เอาออกมาสร้างมูลค่าและคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม การทำงานวิชาการอย่างหนึ่งคือการเข้าไปทำความเข้าใจ “สินทรัพย์” นั้นด้วยการตีความใหม่ ด้วยความเข้าใจโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ โดยที่บางธุรกิจอาจทำในลักษณะ e-commerce
หน้าที่สำคัญยิ่งของนักวิชาการ คือการนำเอาปัญญาหรือความรู้เข้าไปผสมกับ “สินทรัพย์” เหล่านั้น ให้เมื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว “สินทรัพย์” ดังกล่าวยิ่งงอกเงย งอกงาม หรือพัฒนายิ่งขึ้น ไม่อยู่ในสภาพที่ใช้หมด นี่คือมิติด้านความยั่งยืน (sustainability)
สกอ. จะต้องหาวิธีจัดการในระดับภาพรวมของประเทศ ที่จะชักชวนภาคการเงินเข้ามาเป็นหุ้นส่วน หาทางจัดประชุมปรึกษาหารือมองหาแนวทางส่งเสริมให้เกิดการทำธุรกิจและสร้างงานในชนบท มีการจัดประชุมประจำปีเอาผลสำเร็จมายกย่องเฉลิมฉลอง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีดำเนินการ
ขอย้ำว่าบันทึกชุดนี้เป็นจินตนาการส่วนตัว ไม่ยืนยันความถูกต้องเหมาะสม ที่ยืนยันได้คือเมื่อนำไปดำเนินการ จะพบวิธีลงมือทำที่ดีหรือเหมาะสมกว่าที่เขียนไว้ในบันทึกนี้อย่างแน่นอน
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ส.ค. ๕๓