ขอให้ประชาชนคนไทยเปิดใจต้อนรับเยาวชนที่ตั้งใจเข้ามาสานต่องานเพลงพื้นบ้านทุกประเภท

ปัญหาและวิธีการแก้ไข

การจัดกิจกรรมเพลงอีแซวในโรงเรียน

ตอนที่ 10 เปิดใจครูผู้สืบสานเพลงพื้นบ้าน-เพลงอีแซว

โดย นายชำเลือง มณีวงษ์

ต้นแบบกิจกรรมนันทนาการเพลงอีแซว ประเทศไทย รุ่นที่ 1

         ใน 9 ตอน ที่ผ่านมาผมได้นำเอาประสบการณ์ในการสร้างสรรค์วงเพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณฯ ให้เกิดมีขึ้นบนถนนสาย เพลงพื้นบ้าน ที่ได้รับความสนใจจากประชาชน ผู้ชม หน่วยงาน รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวนน้อย-น้อยมาก ทั้งนี้เพราะ ศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน เป็นของเก่าที่มีมานาน ผ่านพ้นยุคสมัยที่เคยเฟื่องฟูมานานแล้ว ถึงแม้ว่าจะได้รับการสนับสนุน ส่งเสริมมาเป็นระยะ ๆ บ้างแล้วก็ตาม ผมในฐานะคนทำงานเพลงพื้นบ้านมานาน พาตนเองเข้าไปคลุกคลี มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงเพลงพื้นบ้านมาไม่น้อยกว่า 45 ปี ผมได้รับบทเรียนที่ยิ่งใหญ่และลำบากยากเข็ญมามาก จนทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า 

          -  ทำไม จึงมีคนส่วนน้อยที่เสียสละมาสู่เส้นทาง บนถนนเพลงพื้นบ้าน

          -  ทำไม คนที่ทำงานด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงไม่มีคนมองเห็น หรือถูกเมิน

          -  ทำไม ประชาชนหรือคนดู จึงให้การสนับสนุนการแสดงเพลงพื้นบ้านน้อย

          -  ทำไม เยาวชน จึงไม่ให้ความสนใจในศิลปะท้องถิ่นของตนเอง

          -  ทำไม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงไม่ผลักดันศิลปะพื้นบ้านของตนให้โดดเด่น

          -  ทำไม งบประมาณจากภาครัฐและเอกชนจึงลงมาไม่ถึงคนทำงานตัวจริง

          -  ทำไม บางคนจึงมองว่า ศิลปะพื้นบ้านเล่นหยาบคายไม่ควรให้การสนับสนุน

          -  ทำไม ศิลปะการแสดงของท้องถิ่นจึงทยอยกันสูญสิ้นไปทีละอย่างสองอย่าง

          -  ทำไม จึงเรียกร้องและใฝ่หา ในเมื่อศิลปะพื้นบ้านบางอย่าง ได้สูญสิ้นไปนานแล้ว

          ผมรับรู้มานานแล้วว่า การที่จะทำให้ศิลปะการแสดงท้องถิ่น เพลงพื้นบ้านคงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน ไม่มีวันสูญสิ้น จะต้องมีคนรุ่นใหม่มารับช่วงต่อจากคนรุ่นเก่า โดยไม่ปล่อยวางให้เกิดช่องว่างหรือมีรอยต่อที่ขาดตอนไป ผมจึงเรียนรู้ ฝึกหัดเพลงพื้นบ้านเอาไว้หลายอย่าง และในบางเพลงก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วโดยการจดจำมาจากครูเพลงรุ่นเก่า ๆ เมื่อได้ไปพบท่านผมก็ร้องให้ฟัง ผิดถูกอย่างไรผมก็มาปรับปรุงแก้ไขเอา เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นและเวลาผ่านไปนาน ๆ ก็เกิดการซึมซับความรู้ความเข้าใจมากขึ้นเมื่อได้ร่วมแสดงกับนักเพลงรุ่นเก่า ถ้าถามผมว่า ผมร้องเพลงอีแซว เพลงฉ่อย เหมือนป้าอ้น ป้าทรัพย์ที่สอนผมมาหรือไม่ ผมบอกได้เลยว่า ไม่เหมือน เพียงแต่มีโครงร่าง รูปแบบของเพลงอีแซว เพลงฉ่อยคงเดิม ส่วนการบังคับเสียง ลูกเล่นลีลาในการร้องเป็นความสามารถส่วนตัวของผม มันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากทำได้เหมือนเดิม คนดูที่ไหนเขาจะติดต่อเราไปแสดง เขาก็ไปหาดูของเก่า ๆ ที่ยังพอจะค้นหาได้ในเทป ในแผ่นวีซีดี และในคลิบวีดีโอทางอินเทอร์เน็ทไม่ดีกว่าหรือ

          แต่ในสิ่งที่ผมสร้างสรรค์และทำการแสดง เป็นตัวตนของผมที่ไม่ได้ทิ้งร่องรอยเดิมมากนักยังคงรูปแบบการร้องเกริ่น ทำนองเพลงที่แปลกออกไปในการเล่นคำ และด้นกลอนสด ส่วนตอนลงเพลงยังคงคล้าย ๆ กับของเดิม ผมปรับเปลี่ยนในบางสิ่งบางอย่าง เพื่อที่จะให้ผู้ชมในระดับกลาง ๆ ก็สามารถชมเพลงอีแซวได้ มิได้เจาะเฉพาะกลุ่มคนรุ่นเก่า และพวกที่เมาสุรา แต่เยาวชนก็สมารถที่จะรับชมเพลงอีแซวของเราได้ เรื่องราวก็ทันสมัย ทันเหตุการณ์ โดยผมเขียนบทร้องขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เพลงอีแซว เพลงฉ่อย ลำตัด เพลงแหล่ เสภา จนถึงบทร้องทำขวัญนาค ท่านผู้ชมผู้ฟังจะได้เห็นได้รับรู้เรื่องราวที่เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามอย่างต่อเนื่องกันมา ได้สอดแทรกคุณธรรมเอาไว้ในทุกบททุกตอน มีนักเพลงรุ่นใหม่ ๆ ไม่มากนักที่จะรับรู้เรื่องราวอย่างนี้ บางท่านก็นึกว่า เพลงพื้นบ้านจะต้องต่อว่ากันอย่างเดียว หรือเอาแต่สนุกสนานเพียงอย่างเดียว หรือร้องหยาบคายใช้คำหยาบว่ากันตรง ๆ เพียงอย่างเดียว หากคนเหล่านั้นได้ผ่านประสบการณ์เรียนรู้ฝึกปฏิบัติมาจากนักเพลงรุ่นเก่า ๆจริง ๆ จะได้รับรู้จากคำสอนของครูเพลงว่า “เล่นเพลงอีแซวแล้วให้อะไรกับผู้ดูได้เก็บเอาไปคิดบ้าง” หรือ “ดูเพลงอีแซวแล้วได้อะไร” เป็นสิ่งที่เราจะต้องใฝ่หาเอามาสะสมไว้ในวงเพลงของเรา เพื่อที่จะส่งต่อไปยังท่านผู้ชมในแต่ละงาน ในแต่ละเวทีที่ต่างกิจกรรม ต่างวัยของผู้ดูและที่สำคัญต่างจิตต่างใจ ตรงนี้เองที่ทำให้การแสดงเพลงพื้นบ้านต้องเสนอความหลากหลายเพื่อที่จะเข้าให้ถึงใจท่านผู้ชมให้ได้มากที่สุด

         

         

         

          วงเพลงอีแซวสายเลือดสุพรรณฯ แน่นอน ครับ เราเล่นเพลงอีแซวเป็นหลัก ในแต่ละงานก็จะมีท่านเจ้าภาพขอมาว่า ให้เล่นเพลงฉ่อยด้วย ให้เล่นลำตัดด้วย ให้เล่นเพลงพื้นบ้านหลาย ๆ ชนิด จึงได้เป็นที่มาของการตัดต่อเพลงพื้นบ้าน 2 อย่าง 3 อย่าง ในงานเดียวกัน ในส่วนตัวผมคิดว่า เป็นเรื่องที่ดีถ้าสามารถนำเอามาประยุกต์หรือผสมผสานกันได้ ดูแต่การแสดงนาฏดนตรี (ลิเก) ยังนำเอาเพลงลูกทุ่งมาร้อง เพลงไทยเดิมก็มี เพลงพื้นบ้านก็นำเอามาร้องด้วย รวมทั้งมุขตลกขบขันผสมผสานกันจนสนุกสนานแต่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์ของลิเก  

          ที่ผมต้องเขียนบทความในตอนที่ 10 เปิดใจครูผู้สืบสานเพลงพื้นบ้าน-เพลงอีแซว ก็เพราะว่า เพื่อเป็นการทำความเข้าใจกับท่านทั้งหลายที่เคยชมการแสดง จะได้ไม่ยึดติดกับความคิดเก่า ๆ จนทำให้ศิลปะการแสดงของเยาวชนรุ่นใหม่ต้องหวั่นไหว หรือหวาดผวา จนไม่กล้าที่จะนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่ดีและมีความตั้งใจจริงได้  ไม่อยากให้มองว่า ทำอย่างนั้นผิด ทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่อยากได้ยินคำว่า เอาอะไรมาเล่นไม่เห็นเข้าท่าเลย แต่อยากให้มีข้อเสนอแนะที่ปราศจากอคติกับเยาวชนทุกกลุ่ม การเป็นผู้ที่สร้างสรรค์ย่อมมีอะไรที่แปลกออกไปจากเดิมแน่นอน สุดแต่ว่าจะแปลกออกไปมากหรือน้อย ต่อให้นักร้องหลาย ๆ คนมาร้องเพลงเดียวกันทีละคน ก็จะได้เสียงร้องและลีลาออกมาไม่เหมือนกัน อย่างไรเสียก็จะต้องมีส่วนแตกต่างกันอยู่บ้างหรือต่างกันมาก ภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง ถูกนำเอามาสร้างใหม่ บางเรื่องสร้างกันถึง 3-4  ครั้ง ลิเกหลายคณะทำการแสดงในท้องเรื่องเดียวกัน แต่รูปแบบของการแสดงแตกต่างกัน เพลงแหล่ 1 บทเพลง เมื่อนำเอามาให้นักร้อง 3 คนร้อง ท่วงทำนองและการเอื้อนเอ่ยก็จะออกมาแตกต่างกัน แต่จะมีความไพเราะน่าฟังไปคนละแบบ (คนละรุ่น คนละยุค คนละสมัยกัน)

          หากท่านผู้เจริญหรือท่านผู้รู้ ทำใจได้อย่างนี้ โอกาสที่เยาวชนจะหันเข้ามาให้ความสนใจในศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้านก็คงมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อประชาชน สังคมให้โอกาส ให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ ในส่วนของข้อเสนอแนะเป็นสิ่งที่ดี มีได้เสมอ เพื่อที่จะเป็นข้อมูล เป็นหลักฐานในการค้นคว้าความเป็นมาในอดีต ยิ่งมีคำแนะนำมีข้อคิดเห็นในทางสร้างสรรค์มากเท่าไรก็ยิ่งเป็นกำลังใจให้คนรุ่นหลังมีแรงที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ สืบสานงานเพลงพื้นบ้านมากยิ่งขึ้น ศิลปินชาวบ้านหรือศิลปะพื้นบ้านมีหลายประเภท ถ้าจะให้แบ่งอย่างชัดเจน อาจแบ่งออกได้ 3 ประเภท ได้แก่

          1. ศิลปินพื้นบ้านต้นฉบับที่เป็นของแท้ สืบทอดต่อ ๆ กันมาโดยสายตรง

          2. ศิลปินสมัครเล่น เรียนรู้มาจากหลาย ๆ แหล่ง นำเอาความรู้มาผสมผสานกัน

          3. ศิลปินที่มีความสามารถจดจำกันต่อ ๆ มาโดยยึดถือเอกลักษณ์เฉพาะตัว

          เมื่อได้มองเห็นที่มาของศิลปินพื้นบ้านอย่างนี้ ศิลปินที่ยึดอาชีพนักแสดงย่อมที่จะให้เกียรตินักแสดงด้วยกัน ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร จะมีผลงานในรูปแบบใด  คำว่าดีหรือไม่ดี ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ตรงจุดที่สุด คือ คนแรกที่เป็นผู้เริ่มต้นให้กำเนิดเพลงพื้นบ้านประเภทนั้นตัวจริง แต่ท่านได้จากเราไปนานมากแล้ว ที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงลูกศิษย์ที่จดจำกันต่อ ๆ มา อยากเห็นการช่วยกันจรรโลงไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทยที่ดีงามและมีคุณค่ายิ่ง ช่วยกันสืบสานต่อไปตามกำลังและความสามารถ

          ในส่วนตัวแล้ว ผมอยากให้ประชาชนคนไทยเปิดใจต้อนรับเยาวชนที่ตั้งใจเข้ามาสานต่องานเพลงพื้นบ้านทุกประเภท และช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมศิลปะการแสดงของเยาวชนไทยทุกแขนง ทุกภูมิภาค เพราะพวกเขาตั้งใจที่จะเข้าทำหน้าที่สานต่องานเพลงจากคนรุ่นเก่า เพื่อให้ศิลปะการแสดงนั้น ๆ คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของชาติไทยสืบต่อไป ครับ