
เข้าร่วมอบรมศึกษาดูงาน หลักสูตร
" การบริหารจัดการจิตอาสาเพื่อพัฒนาสังคม"
ด้วยผู้เขียนเองเป็นคนหนึ่งที่ชอบการเรียนรู้ตลอดเวลา ยิ่งที่เป็นประโยชน์กับงานก็ชอบศึกษา ในการเข้าศึกษาอบรมครั้งนี้ ผู้เขียนจ่ายค่าใช้โดยเงินส่วนตัว (เบิกเงินออมของตนเองมาใช้ในการศึกษาอบรมครั้งนี้) ความรู้ที่ได้มาคือการลงทุน
แล้วหลักสูตรนี้มีอะไรที่น่าสนใจทำให้ผู้เชียนต้องควักกระเป๋าตัวเอง ซึ่งเป็นเงินที่ไม่น้อยเลย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการไปศึกษาดูงานที่ มูลนิธิพุทธฉือจี้ ที่ประเทศไต้หวัน เป็นมูลนิธิฯ ที่ผู้เขียนได้ตามการทำงานผ่านการอ่านจากหนังสือหลายเล่มด้วยกัน ตั้งแต่บทความของท่านคุณหมอประเวศ วะสี ท่านนายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ท่านพระเดิมแท้ ชาวหินฟ้า ท่านพระไพศาล วิสาโล และของอาจาย์ ศุภรัตน์ รัตนมุขย์ เป็นเวลากว่า 4 ปี คำถามที่ถามมาตลอดกับองค์กรนี้ คือ
(1) ทำไมมูลนิธิฯ มีอาสาสมัครจำนวนมาก เขาบริหารจัดการอย่างไร แล้วทำไมคนจึงอยากเขามาเป็นอาสาสมัคร
(2) มูลนิธิฯเขาไปแปลงพรหมวิหาร 4 เป็นการปฎิบัติ แล้วใช้อะไรในการเป็นแกนนำ ที่คนมาทำงานด้วยจึงมีความสุข และอยากทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้
ตัวอย่างคำถามที่ตั้งไว้มากมายเมื่ออ่านหนังสือ และตั้งความฝันมาตลอดที่อยากไปเยียมศึกษาดูงานว่าถ้ามีโอกาสของเรียนรู้ด้วยคน
เมื่อทางสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ มีดครงการนี้ขึ้นมา ครูจิ๋วก็สมัครทันที ของใช้เวลาหนึ่งในการเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่งในคณะที่พวกเราเดินทาง มีกลุ่มที่สนใจ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
(1) กลุ่ม องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็ก (NGOs) ได้แก่สหทัยมูลนิธิ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ จำนวน 9 คน
(2) กลุ่มสถาบันการศึกษา โรงเรียน โรงพยาบาล ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต โรงเรียนราชินี กระทรวงแรงงาน โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ จำนวน 10 คน
(3) กลุ่มภาคธุรกิจ ได้แก่ กองทุนไทย ธนาคารการเกษตรแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท.เคมีคอล สำนักงานจัดการทรัพย์สิน บริษัทพีทีที ฟินอล จำนวน 10 คน
คณะที่เดินทางมีอาจารย์ศุภรัตน์ รัตนมุขย์ เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมกับน้องมุ้ย ที่ประสานงาน ให้งานทุกอย่างเรียบร้อยและคณะบริษัททัวร ของคุณส้ม (เป็นชาวไต้หวันที่บริการพวกเราทุกคนในการเรียนรู้ในครั้งนี้