เย็นของวันอาทิตย์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๓ ผมได้รับโทรศัทพ์จากท่าน ผอ.สุรินทร์ หว่างจิตร ว่ามีคำสั่งย้ายท่านไปประจำอยู่ที่อำเภอมัญจาคีรี แล้วให้ไปดูคำสั่งในเว็บของสำนักงาน กศน.และได้เรียกให้พวกเราทุกคนประชุมในเช้าวันรุ่งขึ้น พอได้ฟังดังนั้น ผมก็เข่าอ่อน รู้สึกว่าพวกเราคณะครู กศน.อำเภอพระยืน ขาดผู้นำที่ทรงคุณค่า มีวิสัยทัศน์ และต้องปรับตัวขนาดหนักกับผู้บริหารคนใหม่ ภาพข้างล่างนี้ เป็นภาพที่มีความหมายกับคณะครู กศน.อำเภอพระยืน ทุกคน เพราะเป็นภาพการประชุมเป็นครั้งสุดท้าย บุคลากรของอำเภอพระยืน มีทั้งหมด ๓๓ คน มาประชุมกันทั้งหมด ๓๐ คน คนที่ไม่ได้มา เนื่องจากป่วยหนึ่งคน และลาคลอดบุตร ๒ คน
ผอ.สุรินทร์ หว่างจิตร ไม่ทำตัวเป็นนาย แต่เป็นผู้นำ เป็นพี่ เป็นกันเอง การบริหารจัดการเป็นแบบการบริหารจัดการแบบกลุ่ม ครูทุกคนมีส่วนในการร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ จนคณะกรรมการจาก สมศ.งงกับระบบการบริหารจัดการที่อำเภอพระยืน รวมทั้งคณะผู้บริหารจากอำเภออื่น ๆ ก็มองว่า บริหารจัดการแย่ แต่งานในพื้นที่ และงานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายในพื้นที่ยอมรับทุกหน่วยงาน ท่านทำตัวง่าย ๆ ไม่พยายามแสดงตัวว่าเป็น ผอ. มอบหมายให้ครูในพื้นที่นั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการเอง ได้มีโอกาสแสดงฝีมือ จนพวกเราหลายคนได้มีโอกาสได้ไปนำเสนอผลงานถึงในระดับประเทศ มาแล้วหลายคน


การแต่งตัวของคณะครูให้กลมกลืนกับชาวบ้านมากที่สุด เพื่อที่จะได้สนิทสนม และได้ใจชาวบ้าน ไม่ทำตัวเป็นนาย 


ไปประชุมคณะครูนอกสถานที่เป็นประจำเพื่อเปิดโลกทัศน์ และได้หมุนเวียนสถานที่จัดการประชุมทุกสัปดาห์









ขอบคุณ คุณทะเลสีคราม ครับที่เข้ามาแบ่งปันความรู้สึก มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาในวงข้าราชการ ต้องมีการย้าย ท่าน ผอ.สุรินทร์ ท่านย้ายมาจากอำเภอหนองเรือ ได้ ๕ ปี แล้วครับ
สัจจธรรมคือ ความจริง กรรมเป็น การกระทำเครื่องชี้เจตนา ทำดีแล้วทำต่อ พัฒนาแล้วพัฒนาอีก เขาเป็นแขกต้องปรับตัวเข้าหาเราไม่ใช่เราปรับตัวเข้าหาเขา...เข้าภาษิตโบราณว่า..ใครก็ตามเมื่อเข้าเมืองพระยืนมิ่งมงคลแล้วไม่ไปกราบพระยืนมิ่งมลคล..อยู่ไม่นาน..ไม่เจริญในชีวิตราชการ "เข้าเมืองตาหลิ่ว...ก็ต้องหลิ่วตาตาม.."