สำนักข่าว 'PressTV' ตีพิมพ์เรื่อง '3 cups of tea cut heart attack risk' = "ชา 3 ถ้วยช่วยลดเสี่ยงโรคหัวใจ", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ [ PressTV ]

...

การศึกษาใหม่ (ตีพิมพ์ใน Molecular Aspects of Medicine) พบว่า การดื่มชาวันละ 3 ถ้วยน่าจะช่วยป้องกันโรคหัวใจ-หลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ สโตรค (stroke = กลุ่มโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หลอดเลือดสมอง) ฯลฯ ได้ประมาณ 11%

กลไกที่เป็นไปได้คือ สารพฤกษเคมี หรือสารคุณค่าพืชผัก (flavonoids) ในชามีส่วนช่วยป้องกันการเกิดคราบไข (plaques) ที่เกาะหนึบติดกับผนังด้านในหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงที่คอ (carotid artery)

...

สารก่อการดีในชามีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของสารไนทริก ออกไซด์ (nitric oxide) ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น หรืออ่อนตัวดีขึ้น

ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในชา 2 ถ้วยมีมากพอๆ กับผัก 5 ส่วน หรือแอปเปิ้ล 2 ผล

...

การผลิตใบชาแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ ชาเขียวที่ไม่ผ่านการหมัก กับชาดำที่ผ่านการหมัก, ตัวอย่างชาดำที่โลกรู้จักดี คือ ชาจีนกับชาฝรั่ง

และชาที่ "พบกันครึ่งทาง" คือ หมักเป็นบางส่วน หรือหมักไม่นานได้แก่ ชาอู่หลง

...

การศึกษานี้พบว่า สารก่อการดีในชาดำ (black tea) มีมากพอๆ กับชาเีขียว (green tea)
 
นอกจากนั้นการเติมนมก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของชาลดลง

...

คำแนะนำ ตอนนี้ คือ คนเราควรกินผักและผลไม้หลากหลายชนิด หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันให้มากพอ โดยเฉพาะถ้ากินให้ครบสีรุ้ง (ม่วง-คราม-น้ำเงิน-เขียว-เหลือง-แสด-แดง) บวกสีขาว โดยเฉพาะหอม กระเทียมได้เป็นดีที่สุด

ดีรองลงไป คือ กินให้ได้ 3 สีไฟจราจร (แดง-เหลือง-เขียว) เป็นประจำ

...

ถึงแม้ชา จะมีดีหลายอย่าง ทว่า... การดื่มแต่ชาก็ยังไม่ดีเท่าการกินผัก และผลไม้ทั้งผลหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นใยหรือไฟเบอร์ที่ำทำให้อิ่มนั้น ชามีน้อยกว่าผักและผลไม้มากมาย

นี่ ก็เป็นโอกาสสำหรับการวิจัย-พัฒนา คือ น่าจะมีการทำอาหารประเภทเส้นใย-ไฟเบอร์เสริมจากข้าวไทย เช่น รำข้าว จมูกข้าว ฯลฯ สำหรับเติมไปในข้าวขาว-ขนมปังขาวให้ได้

...

ยิ่งถ้าใครวิจัย-พัฒนาชาประเภท "เสริมเส้นใย-ไฟเบอร์" ได้ยิ่งดีใหญ่เลย

ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

 > [ Twitter ]

ที่ มา                               

  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 18 ตุลาคม 2553.
  • ข้อมูล ทั้งหมดเป็นไปเพื่อ การส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแล ท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.