ฉันเองก็เช่นเดียวกับหลายๆคนที่มีความฝัน..ฉันอยากเป็นครูผู้ให้ ฉันมองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทำตามความฝันของตัวเองสักครั้งในชีวิต เมื่อโอกาสมาถึง มีใครบางคนหยิบยื่นโอกาสนั้นให้ฉันก็ไม่ละเลยที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ ฉันลาออกจากงานและไปเริ่มต้นชีวิตกับงานใหม่ที่ใฝ่ฝัน...ครูพยาบาล...
เช้าวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 ฉันตื่นเช้ามาตามปกติเหมือนไม่มีอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเอง ฉันออกมารถน้ำต้นไม้ และออกกำลังกายแบบเกร็งคลายกล้ามเนื้อตามที่อาจารย์ที่อยู่ร่วมบ้านพักสอนฉันมา ขณะรอเข้าห้องน้ำ หลังจากนั้นฉันก็ไปอาบน้ำจนเมื่อฉันออกจากห้องน้ำ ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าแขนข้างขวาฉันมันยกไปปิดสวิทซ์ลำบาก แต่ขายังเดินไปตากผ้าได้อยู่ สักพักฉันเริ่มรู้สึกว่าก้าวขาไม่ออก จึงได้เรียกพี่ต๋อย อาจารย์ที่อยู่ด้วยกันมาช่วยหน่อย พี่ต๋อยเข้ามาพยุงและพาฉันเข้าไปนอนที่เตียง ความรู้สึกตอนนั้นฉันคิดว่า ฉันคงมีอาการชาจากกระดูกสันหลังเคลื่อนแน่ๆ เพราะมันเกิดหลังจากที่ฉันประสบอุบัติเหตุ ได้ไม่กี่วัน ฉันยังมีสติบอกพี่เขาโทรเรียก 1669 แล้วตัวฉันเองโทรบอกสามี แต่ก็ยังไม่อยากให้เขาเดินทางมา เพราะครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 2 หลังจากฉันมาทำงานได้ไม่ถึงเดือน ครั้งแรกสามีมารับเพราะฉันประสบอุบัติเหตุ ไม่ถึง 15 นาที รถ 1669 ก็มาถึงฉันบอกให้เขาไปส่งที่โรงพยาบาลเอกชนที่ฉันไปเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อดูประวัติเก่าด้วย ไปถึงรอสักประมาณ ชั่วโมงยังไม่มีหมอมา สามีโทรมาบอกให้ไปโรงพยาบาลมหาราชเลย โชคดีที่ทางโรงพยาบาลอำนวยความสะดวกให้อย่างดี ฉันได้รับการตรวจจากแพทย์และเข้าสแกนสมองจึงพบว่า เส้นเลือดในสมองแตก ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะนั้น มันบอกไม่ถูกฉันไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ฉันประสบกับมันมา อะไรกัน ฉันลาออกไม่ใช่เพื่อการนี้ นี่เกิดอะไรขึ้นกับฉัน??? งงไปหมด ฉันไม่เคยเป็นความดันโลหิตสูง อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นหลังจากอุบัติเหตุก็ไม่มากพอ จะว่าเครียดกับงานใหม่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นพี่ต๋อย พี่นอมพี่สาวของฉัน สามี และอาจารย์อีกหลายๆท่านได้ปลอบใจและบอกให้ฉันมีสติ ให้ระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้ ขอให้คุณพระคุ้มครอง ระหว่างนั้นสามีก็ดำเนินการขอย้ายฉันกลับมาที่ขอนแก่น เพื่อสะดวกในการดูแล ฉันก็ได้ย้ายกลับมาที่ขอนแก่นภายในวันนั้นเลย..
2 วันที่ัฉันนอนบนเตียงมีเพียงร่างกายซีกซ้ายเท่านั้นที่ขยับได้ ส่วนข้างขวามันขยับได้เพียงแนวราบ บางวันที่ฉันตื่นมากลางคืน ฉันก็รู้สึกเหมือนว่า แขน ขาข้างขวาของฉันมันหายไปเข้าวันที่ 3 ฉันเองชักหวาดกลัว นี่ฉันจะต้องเป็นภาระของครอบครัวจริงๆหรือ ลูกฉันที่กำลังมีความฝันจะทำอย่างไร สามีจะดูแลลูกอย่างไร ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันจะมาเป็นภาระให้พวกเขาไม่ได้ วันที่ 4 ฉันจึงบอกสามีพาฉันเข้าห้องน้ำ พาฉันเดินหน่อย ฉันใช้ร่างกายซีกซ้ายที่ยังดีอยู่ดูแลซีกขวาที่เขายังอ่อนล้า ไม่ยอมขยับเขยื้อน บ่านวันนั้น น้องโอ๊ต นักกายภาพบำบัดมาช่วยสอนวิธีการเดิน ทำให้ฉันรู้ว่า ฉันเดินได้แล้ว ฉันดีใจจนร้องไห้ออกมาฉันจะต้องหาย
ตลอดเวลาที่นอนอยู่โรงพยาบาล 8 วันมีเพื่อนๆพี่ๆตลอดจนหัวหน้า เพื่อนร่วมงานของสามี และคุณหมอปู่(อาจารย์หมอวิรัช) มาให้กำลังใจมากมาย คุณปู่บอกว่า อีก 3 เดือนฉันจะเป็นปกติ คำพูดนี้ทำให้ฉันมีกำลังใจมาก ...ในวันที่ 3 ธันวา เป็นวันที่เซนทรัลขอนแก่นเปิด ฉันรับรู้ได้ว่า ลูกๆอยากไปเที่ยวเซนทรัล ฉันบอกกับลูกทั้ง 2 คนให้ไปกับเพื่อน แต่ลูกก็พูดว่า "ไม่ไปหรอก รอไปพร้อมแม่ก็ได้ เดี๋ยวแม่หายค่อยไปกัน" ฉันยิ่งรู้สึกว่า โอ๊ย..ไม่ได้แล้ว ฉันต้องหาย ฉันต้องไปได้....
เมื่อฉันออกจากโรงพยาบาล ฉันไปทำกายภาพได้สักสอง สามวันฉันก็รู้สึกว่า ฉันหายใจไม่ค่อยสะดวกเวลาอยู่ในรถ รู้สึกว่า มันไม่มีอากาศจะหายใจ กลับมาถึงบ้าน ยิ่งรู้สึกแย่กว่าเดิม สามีฉันจึงทำอุปกรณ์ให้ฉันฝึกที่บ้าน เช่น ดึงรอกฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็กด้วยการร้อยลูกปัด เล่นโยนบอลกับลูก กลางวันฉันอยู่บ้านคนเดียว สามีจะกลับมาตอนเที่ยงเพื่อส่งข้าวให้ฉัน ตอนเย็นพวกเขาก็จะพาฉันไปหัดเิดิน พร้อมๆกับสามีก็หัดให้เด็กๆขับรถไปด้วย
สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ขณะที่ตัวเองร่างกายป่วยก็คือ ใจของฉันจะไม่ยอมป่วยไปด้วยฉันดูแลจิตใจ จิตวิญญาณไม่ให้ป่วยได้อย่างไร..จริงๆฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงวิเศษวิโสมาจากไหน..ก็เพียวแต่ฉันยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ในเมื่อโชคชะตาเป็นอย่างนี้แล้ว จะให้ฉันทำอะไรได้อีก ..สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงอยากให้ฉันพัก ฉันก็ต้องพัก..ต้องดูแลตนเอง ก็ดีเหมือนกัน พักซะบ้าง..ในแต่ละวันที่ผ่านไป ฉันเริ่มเรียนรู้และเข้าใจชีวิตจากความเจ็บป่วยของตัวเอง จริงๆแล้ว ความเป็นกับความตาย มันอยู่ใกล้กันเพียงมีเส้นบางๆแบ่งกั้นไว้แค่นั้นเอง เช่นเดียวกับความสุขกับความทุกข์ มันก็มีแค่เส้นบางๆในใจเราที่แบ่งเอาไว้..ชีวิตคนเราจะเอาอะไรนักหนา เกิด แก่ เจ็บแล้วก็ ตาย วันๆฉันมีความสุขไปกับการได้เริ่มต้นหัดเขียนหนังสือ หัดเดิน หัดใส่เสื้อผ้าเอง มีวันหนึ่ง ฉันดีใจมากที่สามารถล้างจานได้ ฉันอยากเซอร์ไพส์สามีที่ฉันล้างจานได้ วันนั้นจานชามไม่กี่ใบ แต่ฉันใช้เวลาล้างเกือบชั่วโมง เหนื่อยแสนเหนื่อย..แต่พอสามีแซวว่า จานแตกไปกี่ใบ ฉันก็รู้สึกเป็นสุขแล้ว..
มาถึงวันนี้ผ่านมาเกือน 11 เดือน ฉันสามารถขับรถได้ ซักผ้าได้ และเริ่มกลับเข้ารับราชการใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก็ต้องขอบคุณสามี ลูกๆ ที่เป็นกำลังใจและดูแลเป็นอย่างดี ขอบคุณเพื่อนฝูงทั้งหลายที่ยามไม่เจ็บไม่ป่วยไม่เคยเห็นกัน แต่ยามเจ็บป่วยกำลังใจมากันเพียบ ฉันดีใจที่มีเพื่อนดีๆอย่างอย่างนาย หมอแจ๊ค หมออ๋า แอ๋ม อ๋อย ไก่ อ้อยเพื่อนแก่นนครรุ่น 11 ถ้าเขียนหมดคงเท่ากับใบผ้าป่าเพื่อนๆพี่ๆจากศูนย์บำบัดขอนแก่น พี่พิม พี่อิทธิ์ พี่แป๋ว พี่ปิยะที่ชวนกลับไปทำงานเดิมและน้องๆทุกคน..ที่ลืมไม่ได้ น้องๆนักกายภาพทุกคนไม่ว่าจะเป็นน้องหนุ่ย น้องแอน น้องเปิ้ลที่พี่แอบน้อยใจว่าเรียกเราว่าป้าแต่พอเห็นหน้าสามีเรากลับเรียกเขา พี่ รวมทั้งน้องนุ่น น้องออย น้องไก่ น้องปุ๊ ไล่ชื่อไปไม่หมดหรอก รวมทั้งพี่ๆผู้ช่วยที่มีน้ำใจทั้งหลายแผนกประคบร้อน ที่ช่วงหลัง ได้กลับไปใช้บริการกาบภาพอีกครั้งเพราะกล้ามเนื้ออักเสบ สะบักจม ข้อไหล่ติด แต่น้องๆก็ช่วยจนอาการทุเลาจนเกือบเป็นปกติ อยากบอกว่า ..ดีใจที่ได้เกิดมา และไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต..ในความเจ็บป่วยที่แสนหวานทำให้ฉันได้พบมิตรภาพและไมตรีที่ดียิ่ง...มิลืมเลือน... ขอบคุณค่ะ...
ขอบคุณครูหยุยมากเลยค่ะ ที่ให้เกียรติมาเป็นกำลังใจ ครูคือ ไอดอล คนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ความดี ขอบคุณจริงๆค่ะ
ต้องขอบคุณ "ใจ"ที่สู้อย่างมาก เป็นกำลังใจให้นะครับ ไม่นานก็หายเป็นปกติแล้ว