เมื่อวันพุธที่ 13 ตอนเช้าดิฉันไปส่งพระ(เรียนปอโทรรามฯ)ส่งงานวิจัยอาจารย์ที่จ.ตาก โดยมีเจต และพี่แจ๋วคนข้างบ้านไปด้วยกัน ตอนสายๆ น้องใหม่โทรมาจากกรุงเทพ บอกว่า เจ้ มานพตายแล้ว ตายเมื่อวันอังคารที่12 คนส่งข้าวเปิดห้องเข้าไป พบเพื่อนนั่งบนเตียง ไม่หายใจแล้ว ในมือกำยาแก้ปวดเต็มมือ ไม่ใส่เสื้อผ้า เพราะเขาขี้ร้อน ไม่ค่อยเสื้อผ้านอน (เหมือนฟ้าฟาดกลางใจ จะตายได้ไง เพิ่งออกจาก รพ.นี่นา เพื่อนของดิฉัน มานพ เจนทรัพย์ ทำงานอยู่มูลนิธิคนพิการพระมหาไถ่ พัทยากลาง เข้า รพ.ศรีราชามาสิบกว่าวันตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน แล้วออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลา หมอบอกว่าเพื่อนเป็นไวรัสตับอักเสบซี มันฝังในร่างกายมาสิบกว่าปีแล้ว คงติดมาจาก ตอนมานพโดนคนเมาขับรถชน ต้องให้เลือด คุณหมอบอกว่าก่อนปี 2533 จะสุ่มตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสไม่ 100 % มันทำให้เพื่อนเป็นตับแข็ง และพัฒนาเป็นมะเร็งตับ กว่าจะรู้ จนมีอาการแน่น หายใจไม่ออก กินอะไรไม่ได้มันจุก ท้องโต จึงเข้า รพ. คุณหมอบอกจะให้ผ่าตัดตับไหม แต่ช่วยไม่ได้มากหรอก จะอยู่ได้หกเดือน (แต่เพื่อนบอกดิฉันว่าอยู่ได้สามปี ดิฉันโทรหาเขา บอกว่ามาพักรักษาร่างกายที่บ้านเราไหม หายแล้วค่อยไปทำงานต่อ เขาบอกรบกวนน่ะ และจะไม่ได้รับเงินเดือนอีก ดิฉันต่อว่าเขาว่า ทำไมไม่รักษาชีวิตตัวเองก่อน รักตัวเองสิ จะห่วงเรื่องเงินทำไม มันไม่มีประโยชน์หรอก เมื่อไม่มา เราก็จะไปเยี่ยมตอนปิดเทอมนะ จะเอายารักษาโรคมะเร็งไปให้ด้วย คนที่บ้านกินหายมาแล้ว เขาก็โอเค) บ่ายสองเดินทางกลับพิษณุโลก น้องใหม่โทรบอกว่า เจ้รู้ไหม เขาจะสวดวันเดียว และจะเผาคืนนี้เลย โอยจะไปทันไหมนี่ ภาวนาให้แม่เลี้ยงเขาเปลี่ยนใจสวดสองคืน อยากเห็นหน้าเพื่อนครั้งสุดท้าย จึงรีบไปส่งพระที่วัด เข้าบ้านเก็บผ้าอาบน้ำ แต่งตัว มีครูหนึ่ง และเจต ไปเป็นเพื่อน ดิฉันขับรถ ออกจากพิษณุโลก 17.00 น. ขับรถ 140-160 กม./ชั่วโมง ไปถึงอยุธยา สองทุ่ม เขาเผาเพื่อนดิฉันแล้ว ไปไม่ทัน.... เข้าไปที่ทำงานของมานพ มีโรงแรมให้พัก แต่เต็มหมด จึงเข้าพักโรงแรมซอยหลังโรงแรมของเพื่อน
ตื่นตีห้า อาบน้ำแต่งตัว ไปวัดบุญสัมพันธ์ พัทยาใต้ ถึงที่นั่น 07.00 น. ยังไม่มีใครมาเลย นั่งรอกันข้างเมรุ เดินขึ้นบนเมรุ เห็นรูปเพื่อนโดนฝนเปียก อยู่บนขาตั้งหน้าเมรุ โดยไม่มีการตกแต่งดอกไม้ใดๆ หน้าเตาเผามีรถที่บรรทุกโรงศพเข้าเตาเผาอยู่ มีเถ้าและเศษกระดูกของเพื่อนที่รอการเก็บ
สองโมงเช้า น้องกุง(เป็นหลานมานพ ลูกของน้องสาวพ่อมานพ )มาจากกทม.และเพื่อนๆ รวมสามคน มาเก็บกระดูกของมานพ (แม่เลี้ยงและน้องสาวต่างมารดา เมื่อเผาศพมานพเสร็จ เดินทางกลับ กทม.ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว) พวกเราหกคน ช่วยสัปเหร่อเก็บกระดูกเพื่อนใส่ผ้าขาว กระดูกและฟันของเพื่อนเหลือน้อยมาก เก็บเสร็จ สามโมงเช้า นำกระดูกของเพื่อนไปลอยอังคารที่วัดจิตตภาวัน นาเกลือ ลอยเสร็จจึงล่ำลากัน แยกย้ายกลับบ้าน
ดิฉันเดินทางกลับพิษณุโลก พร้อมรูปของเพื่อนสองบานที่อยู่หน้าศพ (เพราะไม่มีใครนำกลับบ้าน) และกระดูกฟันของเพื่อน มานำเลี่ยมใส่กรอบใส่รถไว้ เพื่อนจะได้ท่องเที่ยวไปทุกหนทุกแห่งกับดิฉัน สมใจปรารถนาของเขาเสียที ขากลับแวะสวนนกชัยนาท ที่เคยพามานพเขามาเที่ยวด้วย
ดิฉันเสียใจมากที่ไม่ได้เห็นหน้าเขาก่อนตาย ไปเผาก็ไม่ทัน (โมโหมาก คนตายทั้งคน เขาจะไม่สวด ไม่เผาด้วยซ้ำ จะยกศพให้มูลนิธิฝังไปเลย ..น้องกุงต้องบังคับเขาให้สวดศพ และเผา ก็ได้ตามปรารถนา แต่ได้แค่คืนเดียว และเผาเลยหลังสวดศพเสร็จ ... (พูดไม่ออก มันแน่น และจุกในอกมากๆ) แต่ดีใจที่ได้ไปให้เขาเห็นหน้า ได้เก็บกระดูกเพื่อนด้วยตัวเอง ได้รูป และกระดูกเพื่อนกลับบ้าน
เพื่อนรัก...ต่อไปนี้ เพื่อนไม่อ้างว้าง ชีวิตไม่เหงาอีกต่อไปแล้วนะ ได้อยู่ใกล้ๆเราแล้ว อยู่กับเราตลอดไปนะ จนกว่าเราจะได้ไปพบเพื่อนก็แล้วกัน
รูปเก่าๆ ที่เคยรับเพื่อนมาเที่ยวที่บ้าน
ระลึกถึงวันอดีตที่ผ่านมา..
http://gotoknow.org/blog/manusanun/324862
....................................หลับให้สบายนะเพื่อนรักของแมว....................................










เพื่อนจะอยู่ในใจเราเสมอ...นี่แหละความรักของเพื่อน...ขอแสดงความเสียใจด้วยจ้า...ที่ต้องเสียเพื่อนรักไปในครั้งนี้...
สวัสดีครับ แมวเหมียวเพื่อนรัก
สวัสดีค่ะ
น้องใหม่จ๋า
เจ้จะทำบุญครบร้อยวันให้เขาก่อนนะ (20 มค 54)เพราะถ้าเขามาเเล้วไม่เจอใคร เขาจะเศร้าน่ะ แล้ววันเสาร์ที่ 22 พวกเราช่วยกันทำบุญ ถวายสังฆทานให้เขาอีกครั้งนึงจ้ะ
ขอให้พี่มานพ ไปสู่สุขคติ หมดห่วงซะทีนะคะพี่ชาย
หลับให้สบายนะคะ
เจ้จ๋า ใหม่ก็เสียใจที่ไปไม่ได้ ภาระใหม่มันเยอะมากมาย ทำได้แค่ส่งใจไปให้เพื่อนรักผู้จากไป แต่ 100 วัน เราทุกคนโอเคน๊ะเจ้
เราจะช่วยกันจ่ะ ทำเพื่อเพื่อนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยกันน๊ะเจ้น๊ะ เราจะได้เกิดมาเจอกันอีกงัยเจ้
ขอบคุณ มู๋มิ้นท์ [IP: 61.7.177.233] ที่เข้ามาเยือนนะคะ
สวัสดีครับคุณแมว
ผมได้เห็นบันทึกนี้ของคุณแมวแล้วใจหายครับ จำได้ว่าเคยอ่านบันทึกเรื่อง "เพื่อนกล้าผู้อาสา" แล้วผมนึกนิยมชมชอบความมีน้ำใจของคุณแมวที่มีให้กับคุณมานพ เจนทรัพย์ จำได้ว่าผมได้แสดงความเห็นไว้ในบันทึกที่ว่านี้ ผมไม่เคยนึกคิดว่าคุณมานพ จะต้องจากคุณแมวไปในระยะเวลานี้ ผมขอแสดงความเสียใจกับคุณแมวด้วยครับ
ผมเคยแสดงความเห็นไว้ในบันทึก "เพื่อนกล้าผู้อาสา" ไว้ว่า
"บรรดาน้องๆที่ได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ของคุณครูมนัสนันท์ท่านนี้
หากน้องผ่านเข้ามาอ่านบทความนี้ น้องจงภูมิใจเถอะที่มีท่านเป็นครูของน้อง"
คุณแมวเหมาะแล้วครับที่เป็นครู
ด้วยความรัก ความเมตตา ความมีน้ำใจต่อเพื่อน ของคุณแมว หากดวงจิตของคุณมานพ เจนทรัพย์ รับทราบได้ดวงจิตของท่านคงเป็นสุขที่มีคุณแมวเป็นเพื่อน
คุณแมวครับ ณ. ที่นี้ ผมขอฝากกราบงามๆไปยังคุณพ่อ คุณแม่ ของคุณแมวด้วยที่ท่านบรรจงใส่ความงามนี้ไว้ในดวงใจของคุณแมว "คุณครูมนัสนันท์ อ่ำพูล" คนนี้
แต่นี้ไปขอให้คุณแมวพบแต่ความสุข ไม่เจ็บ ไม่ป่วย นะครับ
ขอแสดงความอาลัยยิ่งต่อเพื่อนน้องแมว
เขาเป็นคนดี ขอให้เขาสู่สรวงสวรรค์
น้องแมวก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ขอบพระคุณมากนะคะ ที่ท่านให้เกียรติมาเม้นท์ให้ อ่านแล้วก็น้ำตาไหลค่ะ สงสารเพื่อนมากค่ะ แมวเสียใจที่ทำอะไรให้เขาได้น้อยเกินไป เพราะประมาทคาดไม่ถึงว่าเขาจะจากไปเร็ว คิดว่าจะได้พบกันอีกนาน ทำให้ได้แง่คิด เวลาคนที่เรารักยังอยู่จงทำดีกับเขาให้มากๆ ก่อนที่เขาจะไม่อยู่กัับเรา
เขาไม่เคยทำบาปในชาตินี้ เขาคงมองแมวและน้องๆอยู่บนท้องฟ้านะคะ ขอบพระคุณสำหรับคำปลอบใจค่ะ