ในการพัฒนาคนนั้นการชี้ให้เห็นประโยชน์ของการพัฒนาให้คนนั้นรับทราบและเข้าใจ หรือในทางกลับกันการชี้ให้เห็นโทษอย่างชัดเจนหากไม่ได้พัฒนาหรือพัฒนาผิดทาง เป็นภารกิจที่มีความสำคัญมาก แต่อาจต่างกันไปตามจริต ความพร้อม และเครื่องรับของแต่ละบุคคล

วันนี้ หาข้อมูลทำวิจัย อ่านไปอ่านมาเจอบทความสั้นๆ แต่ได้ข้อคิดดีๆ มากเลย
ขอเอามาแบ่งปันนะคะ

 มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องได้รับการฝึกฝนพัฒนาตามลำดับขั้นของชีวิต
ตั้งแต่เด็กแรกเกิดแม้เมื่อเติบโตแล้วก็ตามก็ยังต้องพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง
การพัฒนาคนมีมาแต่โบราณ แนวคิดในวิธีการของพระพุทธองค์ที่ทรงให้ไว้
ทรงคุณค่ามหาศาลควรน้อมมาเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาคน
ที่สามารถปรับใช้ได้อย่างดีแม้ในยุคปัจจุบัน แม้ในอนาคตก็ยังคงใช้ได้
เพราะธรรมะของพระพุทธองค์ไม่จำกัดด้วยกาล 
จึงขอยกกรณีศึกษาในครั้งพุทธกาลมาดังนี้

ครั้งหนึ่ง นายเกสี ผู้ฝึกม้าเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
นั่งถวายความเคารพเรียบร้อย ถูกพระองค์ตรัสถามว่า
“ท่านเป็นสารถีฝึกม้า มีชื่อเสียง ท่านฝึกม้าด้วยวิธีอย่างไร”
นายเกสีได้กราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าฝึกม้าด้วยวิธีละมุนละม่อมบ้าง
ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง ด้วยวิธีทั้ง 2 ประกอบกันบ้าง”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบว่า “ถ้าม้าของท่านไม่รับการฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม
ไม่รับการฝึกด้วยวิธีรุนแรง ไม่รับการฝึกด้วยวิธีทั้ง 2 ประกอบกัน
ท่านจะทำอย่างไรกับม้านั้น”
“ถ้าม้าของข้าพระพุทธเจ้าไม่รับการฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม ทั้งวิธีรุนแรง
และวิธีทั้ง 2 ประกอบกัน
ข้าพระพุทธเจ้าก็ฆ่ามันเสีย ที่ทำอย่างนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเพื่อมิให้สำนักอาจารย์ต้องเสียชื่อเสียง”
ครั้นกราบทูลเช่นนั้นแล้ว ก็กราบทูลถามว่า
“สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสารถีฝึกคนชั้นเยี่ยมยอด
ทรงฝึกคนด้วยวิธีใดเล่า พระพุทธเจ้าข้า”
พระองค์ทรงแสดงคล้อยตามวิธีฝึกม้าของนายกาสี ความว่า
"เราก็ฝึกคนด้วยวิธีละมุนละม่อมบ้าง ด้วยวิธีรุนแรงบ้าง
ด้วยวิธีฝึกทั้ง 2 ประกอบกันบ้าง
"วิธีละมุนละม่อม คือ แสดงสุจริต ความประพฤติดี และผลของสุจริต
ความประพฤติดีนั้นว่า
กายสุจริตอย่างนี้ ผลของกายสุจริตอย่างนี้ วจีสุจริตอย่างนี้ ผลของวจีสุจริตอย่างนี้
มโนสุจริตอย่างนี้ ผลของมโนสุจริตอย่างนี้ เทวดาเป็นอย่างนี้ มนุษย์เป็นอย่างนี้
วิธีรุนแรงเป็นอย่างไร  คือ แสดงทุจริตและผลของทุจริตว่า การทุจริต วจีทุจริต
มโนทุจริตอย่างนี้ ผลของกายสุจริต วจีทุจริต มโนทุจริตอย่างนี้
นรกคติที่มีความเดือดร้อนเป็นอย่างนี้ กำเนิดสัตว์เดรัจฉานเป็นอย่างนี้
เปตวิสัยเป็นอย่างนี้ ฯลฯ”
นายเกสีได้กราบทูลถามว่า “ถ้าผู้นั้นไม่รับการฝึกด้วยวิธีทั้ง 3 นั้น
พระองค์จะทรงทำอย่างไรกับเขา พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า “ถ้าคนนั้นไม่รับการฝึกด้วยวิธีทั้ง 3 นั้น
เราก็ฆ่าเขาเสียเหมือนกัน”
นายเกสีกราบทูลย้อนถามว่า“ปาณาติบาต ไม่ควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่หรือ
ไฉนจึงรับสั่งว่า เราก็ฆ่าเสีย กระนั้นเล่า” พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอธิบายว่า
“จริงซี เกสี ตถาคตไม่ควรฆ่าสัตว์ แต่ว่าคนผู้ใดไม่รับการฝึกด้วยวิธีละมุนละม่อม
ไม่รับการฝึกด้วยวิธีรุนแรง ไม่รับการฝึกด้วยวิธีทั้ง 2 ประกอบกัน
ตถาคตก็ไม่นับคนผู้นั้นว่าเป็นคนควรกล่าวสั่งสอนอีกต่อไป
ทั้งเพื่อนพรหมจารีผู้รู้ทั้งหลาย ก็ไม่นับคนผู้นั้นว่าเป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนด้วย
ข้อที่ตถาคตไม่นับคนผู้นั้นว่าเป็นคนที่จะพึงว่ากล่าวสั่งสอนได้ต่อไป
ชื่อว่าเป็นการฆ่าคนผู้นั้นเสียอย่างดีทีเดียว ในวินัยของพระอริยเจ้า”
นายเกสีได้กราบทูลสดุดีพระผู้มีพระภาคเจ้า และขอแสดงตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต
 
ในการพัฒนาคนนั้นการชี้ให้เห็นประโยชน์ของการพัฒนาให้คนนั้นรับทราบและเข้าใจ
หรือในทางกลับกันการชี้ให้เห็นโทษอย่างชัดเจนหากไม่ได้พัฒนาหรือพัฒนาผิดทาง
เป็นภารกิจที่มีความสำคัญมาก
แต่อาจต่างกันไปตามจริต ความพร้อม และเครื่องรับของแต่ละบุคคล

บางคนชอบคำสอนแบบมธุรสวาจา อ่อนหวาน นุ่มนวล สอนด้วยไม้แข็งไม่ได้
แต่สำหรับบางคนต้องพูดแรงๆ ตรงๆ เพื่อกระตุ้นต่อมปัญญาให้คิดตาม
บางคนก็ต้องใช้สลับกันไป  ไม่ใช่ใช้วิธีใดวิธีการเดียวกันกับทุกคน
แต่ถ้าลงทุนใช้ทุกวิธีแล้ว ไม่ได้ผลก็คงไม่ต้องเสียเวลาลงทุนต่อไปเรื่อยๆ
พระพุทธองค์ท่านให้ “ฆ่า” คือตัดออกไป
ส่วนจะตัดออกด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ตามสภาวการณ์

การเป็นคนสอนคนนี่มันยากมากมายจริงๆ