ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงผลแห่งทานที่ทำกับพระโสดาบัน (หรือผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้เกิดขึ้น)_ในพระสกทาคามี (หรือผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้เกิดขึ้น)_ในพระอนาคามี (หรือผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้เกิดขึ้น)_และในพระอรหันต์ ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...ว่าจะมีผลมากมายเพียงใด

แต่ถึงกระนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงสรรเสริญว่า ปาฏิปุคคลิกทานมีอานิสงส์ที่มากกว่าการถวายสังฆทานเลย พระพุทธองค์กลับทรงยืนยันพร้อมกับตรัสบอกให้พระนางปชาบดีโคตมี ถวายผ้าสาฎกทั้งสองผืนนั้นแด่คณะสงฆ์แทน

เมื่อพระนางปชาบดีโคตมีได้ทราบอานิสงส์แห่งสังฆทานเช่นนี้แล้ว ความรู้สึกปลื้มปีติและปราโมทย์ใจก็พลันบังเกิดขึ้นมาแทนที่ พระนางจึงทรงน้อมถวายผ้าสาฎกทั้งสองผืนนั้นแด่คณะสงฆ์ โดยเริ่มถวายจากพระอัครสาวกทั้งสอง และพระอสีติมหาสาวกก่อน แต่พระอรหันตสาวกเหล่านั้น กลับไม่มีรูปใดรับผ้าของพระนางเลย ด้วยเหตุนี้ พระนางจึงได้นำผ้าไปถวายพระสาวกรูปอื่นๆ ไล่ลงมาเรื่อยๆ แต่สุดท้าย ก็ยังไม่มีภิกษุรูปใดยอมรับผ้าของพระนาง จะเหลือก็แต่ พระอชิตะ ภิกษุผู้นั่งอยู่ท้ายแถว ซึ่งอชิตภิกษุรูปนี้เป็นพระภิกษุผู้บวชใหม่ในพระศาสนา และในที่สุด พระนางก็จำต้องเข้าไปถวายผ้าทั้งสองผืนนั้นแด่พระอชิตะ ซึ่งพระอชิตะก็ได้รับผ้าทั้งสองผืนนั้นไว้

ด้วยความที่พระนางปชาบดีโคตมี ทรงทุ่มเทในการทำผ้าสาฎกทั้งสองผืนอย่างสุดหัวใจ แต่เมื่อครั้นนำผ้าสาฎกมาถวายแด่พระบรมศาสดาและคณะสงฆ์แล้ว กลับไม่มีพระอสีติมหาสาวกรูปใดยินดีน้อมรับผ้าผืนนี้เลยแม้สักรูปเดียว จะมีก็แต่อชิตภิกษุที่เป็นพระบวชใหม่ที่นั่งอยู่ท้ายแถวเท่านั้น เมื่อเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ พระนางปชาบดีโคตมีจึงทรงรู้สึกเสียพระทัยเป็นอย่างมาก เพราะผู้ที่ได้รับผ้าสาฎกใหม่เนื้อดีนั้น แทนที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรืออสีติมหาสาวก แต่กลับกลายเป็นพระภิกษุที่เพิ่งบวชใหม่ชื่อว่า "พระอชิตะ"