งานวิจัยเรื่อง ทัศนคติที่มีต่อการบูชาพระพุทธรูปในสังคมไทย. 2552.

พระพุทธศาสนาแนวประชานิยม หมายถึง  พุทธศาสนาที่ชาวพุทธส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชนบทนับถือ ต่างกับพระพุทธศาสนาแนวจารีตตรงที่ไม่ยึดมั่นหรือพยายามปฏิบัติให้สอดคล้องกับแก่พุทธธรรมที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นอันจารึกอยู่ในพระไตรปิฎก เนื่องจากมองว่าอุดมคติสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือนิพพานมีความลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจและการบรรลุในภพนี้หรือภพหน้า ทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาที่ประสบอยู่ในชีวิตปัจจุบัน[1] จึงมีท่าทีไม่ต้องการที่จะบรรลุถึงสิ่งที่เป็นอุดมคตินั้น  แต่ต้องการมีชีวิตที่อุดมสุข  มีโชค  มีลาภ  มีเกียรติและมีความปลอดภัยในปัจจุบันเป็นสำคัญ

 

 แนวคิดและความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระพุทธรูปแนวประชานิยม

                  ด้วยเหตุที่พระพุทธศาสนาแนวประชานิยมไม่ยึดมั่นตามคำสอนในพระไตรปิฎก จึงทำให้มีลักษณะขัดแย้งกับแนวคำสอนของแนวจารีตอยู่มาก  โดยลักษณะเด่นของพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมก็คือ  การผสมผสานกับลัทธิความเชื่ออื่นอันเป็นความเชื่อดั้งเดิมและการใช้เวทย์มนต์คาถาแบบไสยศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตนเข้าด้วยกัน  ลัทธิวิญญาณนิยมที่เชื่อในภูตผี ปีศาจ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ  จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนาแบบนี้เป็นอย่างมาก[2]  โดยลักษณะนี้แนวคิดและความเชื่อแนวประชานิยมเกี่ยวกับการบูชาจึงมีปัจจัยสำคัญของแนวคิดอยู่  2 ประการ  ได้แก่  ความเชื่อและพิธีกรรม 

 

      ความเชื่อเป็นทัศนคติประเภทหนึ่งอันเป็นการแสดงถึงความพร้อมของจิตใจและประสาทที่เกิดจากประสบการณ์  ซึ่งมีอิทธิพลต่อบุคคลในการสนองตอบต่อสิ่งต่างๆ  หรือสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง[3]  เมื่อเกิดความเชื่อแล้วจึงทำการบูชา ไม่ว่าจะเป็นทางกาย  ทางวาจาหรือใจ  ความเชื่อเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์  เป็นมรดกของสังคมที่ได้รับการปลูกฝังถ่ายทอดกันมานาน  ในทุกกลุ่มทุกชนเผ่าของมนุษย์ในโลกนี้จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันและคล้ายคลึงกัน[4] ในสังคมไทยเองก็มีความเชื่อดั้งเดิมที่หลากหลายในภูมิภาคต่าง ๆ 

 

      ดนัย  ไชยโยธา  อธิบายพัฒนาการของความเชื่อซึ่งสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมไว้ว่า ความเชื่อของมนุษย์มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับความเชื่อทางศาสนาที่เป็นระบบมากขึ้น  ความเชื่อของมนุษย์ได้วิวัฒนาการตามลำดับขั้นตอนความสำคัญดังต่อไปนี้[5]

 

            1)  ความเชื่อในธรรมชาติ  ความเชื่อระดับต่ำสุดของมนุษย์คือความเชื่อในธรรมชาติเพราะธรรมชาติเกิดอยู่ข้างเคียงกับมนุษย์  มนุษย์เมื่อเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลกสิ่งแรกที่มนุษย์เห็นและสัมผัสก่อนสิ่งอื่นคือธรรมชาติรอบตัวมนุษย์ เช่น  ความร้อน  ความมืด ความสว่าง  ความหนาวเย็น แม่น้ำลำธาร ต้นไม้ ใบหญ้า เป็นต้น  มนุษย์เชื่อว่าธรรมชาติเหล่านี้มีตัวตน มีอำนาจพิเศษและสามารถก่อให้เกิดคุณและโทษแก่มนุษย์ได้  มนุษย์จึงเกรงกลัวและพากันกราบไหว้บูชา  ดังนั้นการนับถือธรรมชาติจึงเป็นขั้นแรกแห่งการเชื่อของมนุษย์

 

             2)  ความเชื่อในคติถือผี สาง เทวดา วิวัฒนาการแห่งความคิดของมนุษย์เกิดขึ้นพร้อมกับความเจริญรอบข้างอย่างอื่น  มนุษย์มีความสงสัยว่าความมืด ความสว่าง และความร้อน ความหนาว ดวงอาทิตย์ ฯลฯ หรือแม้แต่ต้นไม้ใหญ่  ภูเขา สามารถบันดาลให้เกิดความผันแปรไปได้ต่าง ๆ  นานา ในตัวธรรมชาติเหล่านั้นและมีผลดลบันดาลให้เกิดความสุขและความทุกข์แก่มนุษย์ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงสร้างเทวรูปบ้าง  มนุษย์บ้าง หรือรูปมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ เช่น พระภูมิเจ้าที่  แม่ย่านางเรือ  เทพารักษ์  เป็นต้น  เพื่อบูชาธรรมชาติเหล่านี้คงมีอำนาจอะไรอย่างหนึ่งสิงอยู่สถิตอยู่ที่สามารถดลบันดาลให้เป็นไปได้นั้น เรียกว่า เจตภูต หรือวิญญาณ

 

             3) ความเชื่อในวิญญาณบรรพบุรุษ ความเชื่อในเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษได้แก่  มารดา บิดา ปู่ย่า ตายาย  ที่ตายไปแล้ว  วิญญาณของบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ไปไหน ยังคงอยู่เพื่อปกปักรักษาดูแลลูกหลาน ของพวกตน  ทำให้เกิดการบูชาวิญญาณบรรพบุรุษ

 

      จะเห็นว่าความเชื่อมีที่มาและพัฒนาการมาโดยลำดับจากความเชื่อในธรรมชาติ  มาสู่ความที่เป็นวิญญาณของญาติใกล้ชิดกับตัวมนุษย์เอง ความเชื่อได้รับการปลูกฝังถ่ายทอดกันเรื่อยมา  รูปแบบแห่งการแสดงออกตามความเชื่อถือหรือตามความศรัทธา  ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ถูกกำหนดขึ้นมาจากระบบความเชื่อถือของแต่ละสังคมที่มีต่อศาสนาก็ดีหรือบุคคลก็ดี  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยของศาสนิกซึ่งเป็นสมาชิกสังคมอันเป็นการแสดงออกตามความเชื่อถือที่มีอยู่ในแต่ละลัทธิศาสนา  รูปแบบของการแสดงออกตามความเชื่อเช่นนี้  ปรากฏในในรูปแบบของการบูชาหรือพิธีกรรม  ซึ่งศาสนาโบราณเมื่อครั้งที่มนุษย์ยังมีข้อจำกัดในด้านความรู้การบูชาจึงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่มีต่อความเชื่อนั้น โดยวิธีการที่แตกต่างกัน เช่น  การสังเวย  การบวงสรวง การเต้นระบำ[6]

 

      ในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมพระพุทธศาสนาแนวคิดและความเชื่อแนวประชานิยม จึงไม่ต่างไปจากกรอบของความเชื่อโดยทั่วไปดังที่กล่าวมามากนัก   การประกอบพิธีกรรมอันเนื่องมาจากความเชื่อก็เป็นการกระทำตามแบบอย่างหรือแบบแผนทางศาสนา[7] โดยผสมผสานกันกับความเชื่ออย่างลงตัว   ซึ่งสามารถเห็นได้จากประเพณีต่าง ๆ  ของแต่ละท้องถิ่นในสังคมไทย    

 

                  ความชัดเจนของแนวคิดและความเชื่อของพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมนี้  อาจจะอาศัยหลักพิจารณาตามที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)  ได้กล่าวถึง  การแฝงอยู่ของความเชื่ออื่นและไสยศาสตร์ในพระพุทธศาสนา  ซึ่งท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า  ถ้าพฤติการณ์ของชาวพุทธเป็นไปตามลักษณะ  4  ประการ  นี้ พระพุทธศาสนาก็เป็นเพียงสิ่งประกอบที่เลือนลาง  ได้แก่ 

 

           1.การเชื่อถือปฏิบัติทางไสยศาสตร์และการหวังพึ่งอำนาจลี้ลับปรากฎเด่นเป็นพื้นในสังคม  ชาวพุทธไม่รู้หลักการของพระพุทธศาสนา  การสอนธรรมเป็นเพียงแอบๆอยู่                        

          2.ของศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องของการสนองกิเลสในการหาผลประโยชน์ ความกลัวภัย  การแก่งแย่งดิ้นรนต่อสู้กันของมนุษย์ปุถุชน ไม่เป็นสื่อดึงคนขึ้นสู่คุณธรรม  ความดีงามและการพัฒนาชีวิตตน ไม่มีการกำกับด้วยศีลธรรม  

 

           3.ของศักดิ์สิทธิ์เป็นของมีราคาหรือมุ่งที่เงินทองของตอบแทนแม้กระทั่งการซื้อขาย

 

           4.เป็นของหาง่าย มีเกลื่อนกลาด   จนอาจเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ซื้อได้ด้วยเงิน ด้อยคุณค่าทางจิตใจ[8] 

 

      ในปัจจุบัน  มักมีข่าวการพุทธาภิเษกวัตถุมงคลต่าง ๆ มากมายและมีการโฆษณาชวนเชื่อในเชิงพาณิชย์กันอย่างชัดเจน  การไหว้พระทำบุญโดยมากก็เป็นลักษณะหวังผลดลบันดาล มีการบนบานสานกล่าวด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่หลากหลาย  รวมถึงมีการแสดงความเชื่อหรือนับถือในตัวบุคคลว่าเป็นผู้ทรงเวทยาคม  มีพลังพิเศษ  มีความขลังมีความศักดิ์สิทธิ์มีอยู่อย่างแพร่หลาย  ดังที่ปรากฎมีพระเกจิอาจารย์ผู้ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์มากมาย  บทบาทพระสงฆ์ในการดำรงพระพุทธศาสนาโดยส่วนมากจึงเปลี่ยนแปลงไปด้วย  ดังจะเห็นได้ว่าพระสงฆ์จะมีบทบาทในฐานะผู้ประกอบพิธีสวดในโอกาสต่าง ๆ  เป็นบทบาทที่เป็นที่ทราบดีโดยทั่วกัน  ส่วนบทบาทด้านการสอนธรรมนั้นมีไม่มากนัก

 

      สถานการณ์เช่นนี้ย่อมขัดกับพระพุทธศาสนาแนวจารีตดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมอย่างชัดเจน  พฤติกรรมของชาวพุทธโดยส่วนมากของสังคมไทยจึงมีลักษณะเด่นเรื่องศรัทธา  แต่ขาดการปฏิบัติธรรม  เช่น  การรับศีล  5  ก็เป็นแต่เพียงรับกันตามประเพณีเท่านั้น  ไม่ได้ถือปฏิบัติจริงจัง  ในระหว่างงานพิธีที่รับศีลนั้นก็ยังปรากฎการประพฤติผิดศีลหลังจากการรับศีลกัน ดังเช่น  การดื่มสุราเป็นต้น โดยที่ผู้ประพฤติผิดไม่ได้รู้สึกสำนึกว่าตนได้ละเมิดศีลแต่ประการใด[9]   ความศรัทธาแต่ขาดการปฏิบัติธรรมนี้ทำให้ชาวพุทธที่ปฏิบัติตนตามแนวพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมมักถูกมองว่ามีศรัทธาแต่ขาดปัญญาอยู่เสมอ ๆ สอดคล้องกับความคิดเห็นของวรรณสิทธิ  ไวทยะเสวี ที่กล่าวว่า  “คนไทยในปัจจุบันส่วนมาก นับถือพระพุทธศาสนากันด้วยศรัทธา ซึ่งอาจแบ่งศรัทธาอันเนื่องมาจากสาเหตุ 3 ประการ คือ

 

1) ศรัทธาในตัวบุคคล

 

2)  ศรัทธาในวัตถุ มีปูชนียสถานและวัตถุมงคลต่าง ๆ เป็นต้น  

 

3)  ศรัทธาในพิธีกรรมต่าง ๆ  ความศรัทธาในสิ่งต่าง ๆ นั้น โดยมากเป็นความศรัทธาที่ยังขาดความรู้  ความเข้าใจเหตุผลตามความเป็นจริงของธรรมชาติด้วยสติปัญญา”[10]  

 

      ในเมื่อแนวคิดและความเชื่อแนวประชานิยมนี้  มีผลต่อพฤติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตนในกรอบของศาสนา  การเป็นเช่นนี้ก็ย่อมมีผลต่อการปฏิบัติตนในการบูชาพระพุทธรูปไปโดยปริยาย  กล่าวคือ  การบูชาพระพุทธรูปตามแนวทางของพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมย่อมหลีกไม่พ้นความเชื่อและพิธีกรรมในลักษณะเดียวกันกับแนวความคิดที่กล่าวมา 

 


เอกสารอ้างอิง

      [1]ภัทรพร สิริกาญจน,  “ปัญหาเรื่องความหมายของธรรมในพุทธศาสนาแนวประชานิยมของไทย,” หน้า  28-29.  

      [2] เรื่องเดียวกัน,  หน้า  29.

      [3] บุญลือ  วันทายนต์, สังคมวิทยาศาสนา, หน้า 297.

      [4] ดนัย  ไชยโยธา, ลัทธิ ศาสนาและระบบความเชื่อกับประเพณีนิยมในท้องถิ่น, หน้า 49.

      [5] เรื่องเดียวกัน. หน้า 50 – 51.

      [6] บุญลือ  วันทายนต์, สังคมวิทยาศาสนา, หน้า 17 – 18.

      [7] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542, หน้า 788.

      [8] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต),  สถานการณ์พุทธศาสนา : กระแสไสยศาสตร์, หน้า  51.

      [9] ภัทรพร สิริกาญจน,  “ปัญหาเรื่องความหมายของธรรมในพุทธศาสนาแนวประชานิยมของไทย,”  หน้า  30.  

       [10] วรรณสิทธิ  ไวทยะเสวี,  คู่มือการศึกษาพระพุทธศาสนาพื้นฐาน,  หน้า  19.