พระพุทธศาสนาแนวประชานิยม หมายถึง พุทธศาสนาที่ชาวพุทธส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชนบทนับถือ ต่างกับพระพุทธศาสนาแนวจารีตตรงที่ไม่ยึดมั่นหรือพยายามปฏิบัติให้สอดคล้องกับแก่พุทธธรรมที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นอันจารึกอยู่ในพระไตรปิฎก เนื่องจากมองว่าอุดมคติสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือนิพพานมีความลึกซึ้งยากแก่การเข้าใจและการบรรลุในภพนี้หรือภพหน้า ทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาที่ประสบอยู่ในชีวิตปัจจุบัน[1] จึงมีท่าทีไม่ต้องการที่จะบรรลุถึงสิ่งที่เป็นอุดมคตินั้น แต่ต้องการมีชีวิตที่อุดมสุข มีโชค มีลาภ มีเกียรติและมีความปลอดภัยในปัจจุบันเป็นสำคัญ
แนวคิดและความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระพุทธรูปแนวประชานิยม
ด้วยเหตุที่พระพุทธศาสนาแนวประชานิยมไม่ยึดมั่นตามคำสอนในพระไตรปิฎก จึงทำให้มีลักษณะขัดแย้งกับแนวคำสอนของแนวจารีตอยู่มาก โดยลักษณะเด่นของพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมก็คือ การผสมผสานกับลัทธิความเชื่ออื่นอันเป็นความเชื่อดั้งเดิมและการใช้เวทย์มนต์คาถาแบบไสยศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตนเข้าด้วยกัน ลัทธิวิญญาณนิยมที่เชื่อในภูตผี ปีศาจ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในพระพุทธศาสนาแบบนี้เป็นอย่างมาก[2] โดยลักษณะนี้แนวคิดและความเชื่อแนวประชานิยมเกี่ยวกับการบูชาจึงมีปัจจัยสำคัญของแนวคิดอยู่ 2 ประการ ได้แก่ ความเชื่อและพิธีกรรม
ความเชื่อเป็นทัศนคติประเภทหนึ่งอันเป็นการแสดงถึงความพร้อมของจิตใจและประสาทที่เกิดจากประสบการณ์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อบุคคลในการสนองตอบต่อสิ่งต่างๆ หรือสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง[3] เมื่อเกิดความเชื่อแล้วจึงทำการบูชา ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจาหรือใจ ความเชื่อเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ เป็นมรดกของสังคมที่ได้รับการปลูกฝังถ่ายทอดกันมานาน ในทุกกลุ่มทุกชนเผ่าของมนุษย์ในโลกนี้จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันและคล้ายคลึงกัน[4] ในสังคมไทยเองก็มีความเชื่อดั้งเดิมที่หลากหลายในภูมิภาคต่าง ๆ
ดนัย ไชยโยธา อธิบายพัฒนาการของความเชื่อซึ่งสอดคล้องกับพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมไว้ว่า ความเชื่อของมนุษย์มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างความเชื่อดั้งเดิมกับความเชื่อทางศาสนาที่เป็นระบบมากขึ้น ความเชื่อของมนุษย์ได้วิวัฒนาการตามลำดับขั้นตอนความสำคัญดังต่อไปนี้[5]
1) ความเชื่อในธรรมชาติ ความเชื่อระดับต่ำสุดของมนุษย์คือความเชื่อในธรรมชาติเพราะธรรมชาติเกิดอยู่ข้างเคียงกับมนุษย์ มนุษย์เมื่อเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลกสิ่งแรกที่มนุษย์เห็นและสัมผัสก่อนสิ่งอื่นคือธรรมชาติรอบตัวมนุษย์ เช่น ความร้อน ความมืด ความสว่าง ความหนาวเย็น แม่น้ำลำธาร ต้นไม้ ใบหญ้า เป็นต้น มนุษย์เชื่อว่าธรรมชาติเหล่านี้มีตัวตน มีอำนาจพิเศษและสามารถก่อให้เกิดคุณและโทษแก่มนุษย์ได้ มนุษย์จึงเกรงกลัวและพากันกราบไหว้บูชา ดังนั้นการนับถือธรรมชาติจึงเป็นขั้นแรกแห่งการเชื่อของมนุษย์
2) ความเชื่อในคติถือผี สาง เทวดา วิวัฒนาการแห่งความคิดของมนุษย์เกิดขึ้นพร้อมกับความเจริญรอบข้างอย่างอื่น มนุษย์มีความสงสัยว่าความมืด ความสว่าง และความร้อน ความหนาว ดวงอาทิตย์ ฯลฯ หรือแม้แต่ต้นไม้ใหญ่ ภูเขา สามารถบันดาลให้เกิดความผันแปรไปได้ต่าง ๆ นานา ในตัวธรรมชาติเหล่านั้นและมีผลดลบันดาลให้เกิดความสุขและความทุกข์แก่มนุษย์ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงสร้างเทวรูปบ้าง มนุษย์บ้าง หรือรูปมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ เช่น พระภูมิเจ้าที่ แม่ย่านางเรือ เทพารักษ์ เป็นต้น เพื่อบูชาธรรมชาติเหล่านี้คงมีอำนาจอะไรอย่างหนึ่งสิงอยู่สถิตอยู่ที่สามารถดลบันดาลให้เป็นไปได้นั้น เรียกว่า เจตภูต หรือวิญญาณ
3) ความเชื่อในวิญญาณบรรพบุรุษ ความเชื่อในเรื่องวิญญาณบรรพบุรุษได้แก่ มารดา บิดา ปู่ย่า ตายาย ที่ตายไปแล้ว วิญญาณของบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ไปไหน ยังคงอยู่เพื่อปกปักรักษาดูแลลูกหลาน ของพวกตน ทำให้เกิดการบูชาวิญญาณบรรพบุรุษ
จะเห็นว่าความเชื่อมีที่มาและพัฒนาการมาโดยลำดับจากความเชื่อในธรรมชาติ มาสู่ความที่เป็นวิญญาณของญาติใกล้ชิดกับตัวมนุษย์เอง ความเชื่อได้รับการปลูกฝังถ่ายทอดกันเรื่อยมา รูปแบบแห่งการแสดงออกตามความเชื่อถือหรือตามความศรัทธา ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ถูกกำหนดขึ้นมาจากระบบความเชื่อถือของแต่ละสังคมที่มีต่อศาสนาก็ดีหรือบุคคลก็ดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยของศาสนิกซึ่งเป็นสมาชิกสังคมอันเป็นการแสดงออกตามความเชื่อถือที่มีอยู่ในแต่ละลัทธิศาสนา รูปแบบของการแสดงออกตามความเชื่อเช่นนี้ ปรากฏในในรูปแบบของการบูชาหรือพิธีกรรม ซึ่งศาสนาโบราณเมื่อครั้งที่มนุษย์ยังมีข้อจำกัดในด้านความรู้การบูชาจึงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่มีต่อความเชื่อนั้น โดยวิธีการที่แตกต่างกัน เช่น การสังเวย การบวงสรวง การเต้นระบำ[6]
ในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมพระพุทธศาสนาแนวคิดและความเชื่อแนวประชานิยม จึงไม่ต่างไปจากกรอบของความเชื่อโดยทั่วไปดังที่กล่าวมามากนัก การประกอบพิธีกรรมอันเนื่องมาจากความเชื่อก็เป็นการกระทำตามแบบอย่างหรือแบบแผนทางศาสนา[7] โดยผสมผสานกันกับความเชื่ออย่างลงตัว ซึ่งสามารถเห็นได้จากประเพณีต่าง ๆ ของแต่ละท้องถิ่นในสังคมไทย
ความชัดเจนของแนวคิดและความเชื่อของพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมนี้ อาจจะอาศัยหลักพิจารณาตามที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึง การแฝงอยู่ของความเชื่ออื่นและไสยศาสตร์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าพฤติการณ์ของชาวพุทธเป็นไปตามลักษณะ 4 ประการ นี้ พระพุทธศาสนาก็เป็นเพียงสิ่งประกอบที่เลือนลาง ได้แก่
1.การเชื่อถือปฏิบัติทางไสยศาสตร์และการหวังพึ่งอำนาจลี้ลับปรากฎเด่นเป็นพื้นในสังคม ชาวพุทธไม่รู้หลักการของพระพุทธศาสนา การสอนธรรมเป็นเพียงแอบๆอยู่
2.ของศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องของการสนองกิเลสในการหาผลประโยชน์ ความกลัวภัย การแก่งแย่งดิ้นรนต่อสู้กันของมนุษย์ปุถุชน ไม่เป็นสื่อดึงคนขึ้นสู่คุณธรรม ความดีงามและการพัฒนาชีวิตตน ไม่มีการกำกับด้วยศีลธรรม
3.ของศักดิ์สิทธิ์เป็นของมีราคาหรือมุ่งที่เงินทองของตอบแทนแม้กระทั่งการซื้อขาย
4.เป็นของหาง่าย มีเกลื่อนกลาด จนอาจเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่ซื้อได้ด้วยเงิน ด้อยคุณค่าทางจิตใจ[8]
ในปัจจุบัน มักมีข่าวการพุทธาภิเษกวัตถุมงคลต่าง ๆ มากมายและมีการโฆษณาชวนเชื่อในเชิงพาณิชย์กันอย่างชัดเจน การไหว้พระทำบุญโดยมากก็เป็นลักษณะหวังผลดลบันดาล มีการบนบานสานกล่าวด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่หลากหลาย รวมถึงมีการแสดงความเชื่อหรือนับถือในตัวบุคคลว่าเป็นผู้ทรงเวทยาคม มีพลังพิเศษ มีความขลังมีความศักดิ์สิทธิ์มีอยู่อย่างแพร่หลาย ดังที่ปรากฎมีพระเกจิอาจารย์ผู้ประกอบพิธีทางไสยศาสตร์มากมาย บทบาทพระสงฆ์ในการดำรงพระพุทธศาสนาโดยส่วนมากจึงเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่าพระสงฆ์จะมีบทบาทในฐานะผู้ประกอบพิธีสวดในโอกาสต่าง ๆ เป็นบทบาทที่เป็นที่ทราบดีโดยทั่วกัน ส่วนบทบาทด้านการสอนธรรมนั้นมีไม่มากนัก
สถานการณ์เช่นนี้ย่อมขัดกับพระพุทธศาสนาแนวจารีตดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมอย่างชัดเจน พฤติกรรมของชาวพุทธโดยส่วนมากของสังคมไทยจึงมีลักษณะเด่นเรื่องศรัทธา แต่ขาดการปฏิบัติธรรม เช่น การรับศีล 5 ก็เป็นแต่เพียงรับกันตามประเพณีเท่านั้น ไม่ได้ถือปฏิบัติจริงจัง ในระหว่างงานพิธีที่รับศีลนั้นก็ยังปรากฎการประพฤติผิดศีลหลังจากการรับศีลกัน ดังเช่น การดื่มสุราเป็นต้น โดยที่ผู้ประพฤติผิดไม่ได้รู้สึกสำนึกว่าตนได้ละเมิดศีลแต่ประการใด[9] ความศรัทธาแต่ขาดการปฏิบัติธรรมนี้ทำให้ชาวพุทธที่ปฏิบัติตนตามแนวพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมมักถูกมองว่ามีศรัทธาแต่ขาดปัญญาอยู่เสมอ ๆ สอดคล้องกับความคิดเห็นของวรรณสิทธิ ไวทยะเสวี ที่กล่าวว่า “คนไทยในปัจจุบันส่วนมาก นับถือพระพุทธศาสนากันด้วยศรัทธา ซึ่งอาจแบ่งศรัทธาอันเนื่องมาจากสาเหตุ 3 ประการ คือ
1) ศรัทธาในตัวบุคคล
2) ศรัทธาในวัตถุ มีปูชนียสถานและวัตถุมงคลต่าง ๆ เป็นต้น
3) ศรัทธาในพิธีกรรมต่าง ๆ ความศรัทธาในสิ่งต่าง ๆ นั้น โดยมากเป็นความศรัทธาที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจเหตุผลตามความเป็นจริงของธรรมชาติด้วยสติปัญญา”[10]
ในเมื่อแนวคิดและความเชื่อแนวประชานิยมนี้ มีผลต่อพฤติกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตนในกรอบของศาสนา การเป็นเช่นนี้ก็ย่อมมีผลต่อการปฏิบัติตนในการบูชาพระพุทธรูปไปโดยปริยาย กล่าวคือ การบูชาพระพุทธรูปตามแนวทางของพระพุทธศาสนาแนวประชานิยมย่อมหลีกไม่พ้นความเชื่อและพิธีกรรมในลักษณะเดียวกันกับแนวความคิดที่กล่าวมา
เอกสารอ้างอิง
[1]ภัทรพร สิริกาญจน, “ปัญหาเรื่องความหมายของธรรมในพุทธศาสนาแนวประชานิยมของไทย,” หน้า 28-29.
[2] เรื่องเดียวกัน, หน้า 29.
[3] บุญลือ วันทายนต์, สังคมวิทยาศาสนา, หน้า 297.
[4] ดนัย ไชยโยธา, ลัทธิ ศาสนาและระบบความเชื่อกับประเพณีนิยมในท้องถิ่น, หน้า 49.
[5] เรื่องเดียวกัน. หน้า 50 – 51.
[6] บุญลือ วันทายนต์, สังคมวิทยาศาสนา, หน้า 17 – 18.
[7] ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542, หน้า 788.
[8] พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต), สถานการณ์พุทธศาสนา : กระแสไสยศาสตร์, หน้า 51.
[9] ภัทรพร สิริกาญจน, “ปัญหาเรื่องความหมายของธรรมในพุทธศาสนาแนวประชานิยมของไทย,” หน้า 30.
[10] วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี, คู่มือการศึกษาพระพุทธศาสนาพื้นฐาน, หน้า 19.