ขอบคุณกรณีศึกษาน้อง ธ. ที่สวมแว่นให้มองชัดขึ้นจากปัญหาสายตาเขและเลือนลาง และมีการพัฒนาเด็กที่สมวัยขึ้นหลังจากผู้ปกครองและผู้เลี้ยงดูมีความตั้งใจจริงในการเรียนรู้กิจกรรมบำบัดที่บ้านและนำไปฝึกทักษะชีวิตของน้อง ธ. ตั้งแต่วัยหนึ่งเดือนกว่าๆ จนเห็นผลชัดเจนและน่าสนใจในช่วง 10 เดือน ได้แก่ การเรียนรู้เสียง-สัมผัส-การมองเห็นได้ดีและเร็วกว่าเด็กสายตาเลือนรางที่ได้รับการฝึกกิจกรรมบำบัดตั้งแต่วัยหนึ่งปี มีพัฒนาการทางการเคลื่อนไหวร่างกายและอารมณ์ได้สมวัยในทุกกิจวัตรประจำวัน
วันนี้ผมสนใจประเมินความสุขความสามารถของน้อง ธ. ในการพัฒนาทักษะชีวิตด้านการเล่น การสื่อสาร และการแสดงอารมณ์ ภายใต้การจัดสิ่งแวดล้อมกับคนหลายคน พบว่า
1. น้อง ธ. มีช่วงความสนใจกับของเล่นหนึ่งอย่างประมาณ 1 นาที และบางครั้งรักษาสิทธิของตนในการห่วงของเล่น ไม่ให้ใครแย่งของเล่นได้ (Autonomy เหมาะสม) แต่หากไม่สนใจของเล่น ก็จะเพิกเฉยกับสิทธิของตนไป
2. น้อง ธ. มีช่วงความสนใจกับการสื่อสารกับผู้ปกครองและผู้เลี้ยงน้อยกว่า 30 วินาที ทำให้ไม่ตอบสนองต่อข้อมูลใดๆ ที่มาจากบุคคล
3. ช่วงความสนใจกับของเล่นมีมากกว่ากับบุคคล ทำให้เล่นคนเดียว แต่ไม่มีการสื่อสารกับบุคคลเพื่อเรียนรู้ความหมายของกิจกรรมการเล่นอย่างแท้จริง นอกจากนี้เมื่อจัดกิจกรรมการทานข้าวด้วยการป้อนบนโต๊ะอาหารสำหรับเด็ก น้อง ธ. แสดงอารมณ์หงุดหงิดเมื่อไม่มีการให้ของเล่นขณะทานข้าว นั้นคือ เด็กเรียนรู้การเล่นและการทานข้าวไปพร้อมๆ กันโดยไม่สามารถแสดงทักษะที่แท้จริงของกิจกรรมที่แตกต่างกันนี้
คำแนะนำจาก ดร. ป๊อป เพื่อติดตามผลในอีกหนึ่งเดือน คือ
1. ผู้ปกครองและพี้เลี้ยงต้องสลับการเข้าหาเด็กในการเล่นบนพื้นที่ที่จัดไว้ให้เล่น และพยายามดึงช่วงความสนใจของเด็กให้นานอย่างน้อย 1 นาที มีทั้งกระตุ้นให้เด็กจ้องมองและฟังการแนะนำชื่อจากบุคคลที่เด็กกำลังสื่อสารด้วย ชวนคุยให้เห็นการตอบสนองสีหน้าท่าทางสักครู่ก่อนดึงความสนใจของเด็กมาที่การเล่นหนึ่งของเล่นที่มีความหมาย ประกอบด้วย การทำให้เด็กดูว่าเล่นอย่างไร การเล่นกับเด็กไปพร้อมๆกับการจับมือเด็กช่วยบ้างเล็กน้อย การเล่นและให้รู้จักคำพูดที่มีกิริยานำ (อย่าสื่อสารกิริยามากเกินหนึ่ง ถ้าเด็กยังไม่กระทำตามคำกิริยานั้นๆ) และลองปรับความสนุกและท้าทายความสามารถของเด็กในขั้นตอนที่มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องไม่บังคับเด็กทำกิจกรรมนั้นๆ และต้องไม่ใช้คำว่า "ไม่ทำ" หรือ "อย่าทำ" จนอาจปิดกั้นโอกาสการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเล่นของเด็ก
2. เวลาที่ฝึกเด็กสื่อสารและเรียนรู้จากกิจกรรมการเล่น ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับกิจกรรมการทานอาหาร แต่อาจสลับต่อเนื่องกันในกรณีที่เด็กไม่อยากเรียนรู้กิจกรรมนั้นๆ เวลาที่ป้อนอาหาร ผู้ป้อนนำอาหารมาวางให้เด็กเห็นใกล้ๆ ควรสัมผัสมือเด็กให้รู้ว่า ต้องทานอาหารด้วยการวางมือบนถาดอาหารแทนที่จะจุ่มมือในชาม และไม่ดุเด็ก ผู้ป้อนอาจคุยกับเด็กว่าจะป้อนอะไร ดีอย่างไร แล้วป้อนไปตรงๆ เพื่อให้เด็กจ้องมองอาหารผ่านมือและหน้าของผู้ป้อนด้วย แต่ควรสลับกับการจับมือเด็กคว่ำบนช้อนแบบขนานลำตัวเพื่อให้เด็กลองป้อนอาหารเข้าปากเอง ผู้ดูแลประคองช่วยบ้าง หกเลอะเทอะก็ไม่เป็นไร อย่าบังคับจำนวนคำหรือปริมาณอาหาร ต้องสร้างบรรยากาศการทานอาหารที่ผ่อนคลาย เพื่อให้เด็กเรียนรู้การแสดงอารมณ์ได้เหมาะสมด้วย
ทั้งกิจกรรมการเล่นและกิจกรรมการทานอาหารนั้น สามารถจัดเป็นกลุ่มกิจกรรมแบบพลวัติเพื่อให้เด็กเรียนรู้ตัวแบบหลายๆ บุคคล เช่น เล่นกับคุณพ่อให้เสร็จหนึ่งขั้นตอน ต่อด้วยคุยกับคุณแม่สักครู่ว่าเล่นอะไร ตามด้วยไปทานอาหารกับพี่เลี้ยง เป็นต้น
แต่ต้องนัดแนะระหว่างผู้ปกครองและพี่เลี้ยงว่า ใครจะเป็นผู้สื่อสารกับเด็ก ใครจะเล่นกับเด็ก ใครจะช่วยเด็กเล่น ใครจะช่วยเด็กป้อนอาหารเอง โดยไม่ซ้ำซ้อนบุคคลในด้านการส่งเสียง การแสดงท่าทาง และการให้สิ่งเร้าอื่นๆ ต้องหนึ่งบุคคลหนึ่งสิ่งเร้า และเพื่อสร้างบรรยาการให้เด็กเกิดสมาธิและเพิ่มช่วงความสนใจมากกว่าหนึ่งนาที
อย่าเปิดเสียงดนตรีขณะเด็กกำลังได้ยินเสียงพูดหรือสนใจกระทำกิจกรรมใดๆกับบุคคลหนึ่ง หากเล่นอยู่คนเดียวหรือเคลื่อนไหวในจังหวะทรงท่าทางเดินจูงมือข้างเดียว/สองข้าง อาจโยกสะโพกไปมาพร้อมเสียงจังหวะดนตรีได้
จะเห็นว่า กิจกรรมการเล่นที่สื่อสารกับบุคคลใดๆ ทั้งในและนอกบ้าน กับกิจกรรมการทานอาหารแบบมีคนป้อนต่อเนื่องกับมีคนช่วยให้โอกาสเด็กป้อนอาหารด้วยตนเอง เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ถึง Autonomy ที่เหมาะสม และที่สำคัญกรณีศึกษานี้อาจถือเป็นกรณีแรกที่มีการให้บริการกิจกรรมบำบัดที่บ้านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดร.ป๊อป กำลังทบทวนวรรณกรรมเรื่อง Low vision rehabilitation for occupational therapy ร่วมกับผู้ปกครองของกรณีศึกษารายนี้ ตลอดจนการเรียนรู้ Vision Therapy, Nystagmus management ซึ่งหากได้ข้อมูลที่ชัดเจนอย่างไร คงได้นำมาบันทึกและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโอกาสต่อไป
น่าสนใจและเป็นประโยชน์สำหรับพ่อแม่ทั้งหลายมาก
ขอบพระคุณมากครับคุณครูหยุย
ขอบคุณเทคนิคดีๆอย่างนี้นะคะ
พ่อแม่ที่ให้ลูกรับประทานไป
เล่นไปอ่านแล้วคงดีใจ และรีบแก้ไขนะคะ
ขอบพระคุณมากครับคุณครูต้อย
ขอบคุณมากครับคุณโรงเรียนพ่อแม่
คะ น้องของหนูก็มีนิสัยชอบกินข้าวไปเล่นไปด้วยเหมือนกันคะ เวลาเรียกมากินข้าวก็จะไม่ยอมมาถ้าไม่ให้เอาของเล่นมาเล่นด้วยคะ
ขอบคุณครับน้องแอร์โร่