กราบสวัสดีค่ะครู
เช้านี้ตื่นขึ้นมาใจมันกระโดดไปคิด ๆ ๆ อะไรก็ไม่รู้ค่ะครู เหมือนจับประเด็นไม่ได้แต่เป็นคิด ๆ รู้สึกตัวเด่นชัดก็ตอนที่ยกมือซ้ายขึ้นเหนือหัว แล้วจึงค่อยตื่นจากความคิด แล้วก็ก้าวลงเดินสักพักแล้วก็ค่อยไปล้างหน้า สายแล้ว เมื่อคืนหนูนอนไม่ค่อยหลับ หลังจากทำวัตรเย็น ก็กลับมานั่งเขียนงานต่อ แต่ก็ไม่ค่อยง่วงสักที อาจจะด้วยชาที่ทานไปตอนก่อนนอน ผนวกกับในหัวที่คิดไม่หยุด ในตอนเช้าล้างหน้าเสร็จ เดินขึ้นไปทำวัตรเช้า กลับมานั่งเขียนสิ่งที่จะคุยกับ ผอ. ร่างแผน เขียนแนวทางที่จะทำจพัฒนา เผลอปุ๊บเงยหน้าขึ้นมา โอ้ สายแล้ว หยิบหนังสือเดินเข้าห้องน้ำ หนังสือเพื่อนงาม ติช นัท ฮันห์ เจอประโยคที่สั่นสะเทือนภายในแบบน้ำตาไหลพรากเลยค่ะครู คือ
เจ้ารู้ไหม คนที่ประสงค์จะเดินบนเส้นทางนี้จำต้อง "อดทน"
เจ้ารู้ไหมในภาษาจีนนั้นคำว่า "อดทน" ประกอบด้วยตัวอักษร
๒ ตัวคือ คำว่า "มีด" และ "ใจ"
อันหมายถึง มีดที่เฉือนเข้าไปในใจแล้วเจ้าจึงรู้ซึ้งถึงคำว่า "อดทน"
หนูรู้สึกว่า “กำลังโดนมีดบาดลงในใจ เจ็บจนน้ำตาไหลพราก ร้องไห้ออกมากับตนเองแบบไม่มีกลั้น” แล้วก็มีเสียงว่า “ใช่ นี่ไง ใจเราเลือกแล้ว และกำลังเดินอยู่ ความทุกข์มันบีบคั้นเป็นอย่างนี้แหละ คู่ชีวิตที่ต้องมี คือ อดทน”
หนูเดินออกมาจากห้องน้ำ เขียนหย่อนไว้ในอนุทิน แล้วก็นั่งลงเขียนบันทึก ทำไมถึงภาวนาไม่ก้าวหน้า จริง ๆพยามยามเขียนตั้งแต่วันที่ครูโทรมาสอบ แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่ลงใจสักที เมื่อเช้าเหมือนได้คำตอบเหมือนกิเลสมันจนตรอกค่ะครู ออกมาเขียน เขียนเสร็จก็รู้สึกผ่อนคลาย กลับเข้าไปอาบน้ำ แต่งตัวไปทำงาน พอถึงที่ทำงาน หนูและพี่ ๆก็นั่งคุยกันว่า “จะคุยอะไรกับ ผอ. ประมาณว่า ใครจะทำอะไร” แต่ละคนก็แยกไปทำงานด่วน หนูกับพี่อ้อจึงคุยกันต่อว่า “เราทำอะไรดี” หลัง ๆมารู้สึกว่า หนูกะพี่อ้อ มองตาแล้วรู้ใจ เราคุยกันว่า “เราทำงาน commedsci” เราได้รางวัลกับชีวิตอยู่ทุกขณะ เห็นการพัฒนาของคน เห็นคุณค่าของคน มันมีความสุขจริง ๆไม่ต้องรอใครมาให้รางวัล เหมือนเจอแนวคิดแบบเดียวกัน ทำงานแบบนี้มันมีชีวิตชีวา หนูลองหันมองย้อน ครูค่ะ สิ่งที่หนูนำมาปรับใช้ในการทำงาน ก็ คือ วิถีของ R2R ที่ครูทำให้ดูและสอนมานั่นแหละค่ะ เรียนรู้จากตนเอง เรียนรู้จาก รพ.สต. ที่เข้าไปเกี่ยวพันธ์ แล้วก็พยายามเขียนสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้เรียนรู้ ทุกครั้งที่ออกพื้นที่หนูระลึกถึงครูทุกครั้ง ไม่ว่าเจออะไร เหมือนค่อย ๆเข้าใจงานของครู ผ่านการทำงานของตนเอง แล้วรู้สึกได้ถึงชีวิตชีวา และวิถีของธรรมชาติ ความเป็นปัจเจคบุคคล สักพักพี่เตือนเดินมาปรึกษาว่าจะชวนหนูทำวิจัย หนูยิ้มเลยค่ะ ท่านมาด้วยพลัง เราปรึกษากันแล้วว่าพอไหว ๆ มันเป็นประโยชน์ แต่พอคล้อยหลังท่านไปคุยกับหัวหน้าท่านบอกว่า “ยังก่อน” หนูเห็นท่านจ๋อยก็รู้สึกใจหาย งานประจำท่านเยอะจริง ๆค่ะ ทำให้หนูคิดขึ้นมาว่า “อยากชวนท่านทำ R2R” แบบไม่แคร์สื่อ คือ หาทางแก้ไขปัญหาไปเรื่อย ๆ หนูเองก็ไม่แน่ใจเพราะก็ยังไม่ได้ลงมือทำหรือเขียนเป็นชิ้นเป็นอันที่จะเรียกว่า R2R ได้ค่ะครู แต่งานช่วงนี้ไป รพ.สต. บ่อย ยิ่งเห็นงานที่รพ.สต. แล้ววิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ นั่นแหละคือ R2R พอได้เวลาเราทั้งหมดก็ไปคุยกันหน้าห้องผอ นำเสนอโครงการตามความตั้งใจของตนเอง วันนี้หนูรู้สึกว่า การประชุมโต๊ะกลมแบบนี้ มีเสน่ห์คือ ได้พูดได้คุยกันชัดเจน ก่อนไปลุยเขียนแผนให้ชัดเจน เหมือนเป็นการทำความเข้าใจกันและกันรู้สึกดีค่ะครู แต่กว่าจะปิดประชุมก็เที่ยงครึ่ง หนู พี่อ้อ พี่กุ๊ ชวนกันไปทานข้าวที่ ร้านตะวันทอง แต่วันนี้คนเยอะมาก ๆ ไม่มีที่จอด เพราะเป็นเทศกาลเจวันแรก เราจึงเปลี่ยนแผนไปทานส้มตำแทน ระหว่างทานส้มตำ ครูโทรเข้ามาพอดี ใจหนูแว๊บ นึกถึง CD ที่ยังไม่เสร็จ กังวลเล็กน้อย พอทราบว่า ครูจะมา รู้สึกดีใจ แต่รู้สึกเสียดายที่ทำให้ครูไม่ทันค่ะ กว่าจะทานเสร็จก็บ่ายกว่า ๆ แวะกดตังค์แวะส่งพี่ ๆ หนูก็ขับไปซื้อแหนมเนือง แล้วค่อยไปที่ร้านตะวันทอง ที่จอดรถแทบไม่มีค่ะ หนูจึงจอดตรงช่องทางแคบ ๆ บอกยามว่า “ซื้อแป๊บหนึ่งค่ะ ไม่ได้ทานเดี๋ยวรีบมา” พอโทรถามครูได้ของแล้ว รอจ่ายตังค์ คิวยาวมาก ๆ ใจหนูก็กังวลกลัวครูจะรอ ได้แต่อดทน สักพัก มีคนเดินมาบอกว่า รถขวางทาง ต้องไปเลื่อนรถ ยิ่งเร่งก็เหมือนยิ่งช้า เพราะใจหนูร้อนรน กว่าจะได้จ่ายตังค์ ก็นานพอสมควร แต่ก็พยายามยิ้ม ๆ ไว้ เทศกาลเจก็แบบนี้หละ ดีแล้วที่ได้เรียนรู้ ขับออกมาสักหน่อย ถนนกสิกรทุ่งสร้าง ซ่อมแซม รถบรรทุกดินจอดขวางถนนรถติดหน้าค่ายทหาร ครูโทรเข้ามาพอดี ว่า “รออยู่ หนูใจแป่วเลยค่ะ ได้แต่บอกตนเองว่า ทำดีที่สุดแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้” อย่างเก่งก็โดนเอ็ด ใจชั่ว ๆหนูคิดกังวล เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่หนูไม่คุ้นเคยพอผ่านช่วงรถติดมาได้ ก็รู้สึกกังวลกลัวหลงทาง เพราะไม่เคยขับมาเองทางนี้สักที พอไปถึงงง นึกว่าครูมาคนเดียวกลายเป็นว่า หนูปล่อยให้คนในรถตู้ตั้งสองคันรอ พอมาถึงรู้สึกดีใจที่เจอ ครูและพี่จำปี พอครูเอ่ยว่า “เราก็นึกว่าจะมารอเรา” ใจหนูวูบเลยค่ะ แต่ก็ก้มหน้ารับไป เพราะก็ปล่อยให้รอจริง ๆ
แยกจากครูหนูแวะไปเติมแก๊สเพราะว่าพรุ่งนี้ต้องกลับบ้าน มักจะเจอปัญหาแก๊สหมด หรือ คิวยาวในวันศุกร์ ระหว่างทางก็โทรนัดหมายบริษัทว่า พรุ่งนี้จะเอารถไปเช็คหมื่นกิโลเมตร แล้วก็ขับรถกลับเข้าที่ทำงาน เสียงหัวเราะพูดคุยเบิกบาน เป็นสิ่งรดรินให้จิตใจพร้อมสำหรับงานจริง ๆ ค่ะครู หนูนั่งเขียนงานต่อ แต่พอเลิกงานก็กลับมาบ้านเลย เพราะว่า ลืมหยิบชุดกีฬาขึ้นรถ แต่พอเข้าบ้านก็ทำโน่นทำนี่ จนเย็นพี่อ้อแวะเข้ามาเอาบันทึกมาให้ แต่เน็ตวันนี้ล่มใช้งานไม่ได้ เราจึงนั่งคุยกัน แล้วพี่อ้อก็แยกไปเก็บเสื้อผ้ามาผ้าให้ไปบริจาคให้เด็ก ๆที่วัด แวะคุยกับเจ้าชินจังข้างบ้าน เราอยู่บ้านข้าง ๆกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยเท่าไหร่เลยค่ะครู ดูเขาตัวยาวขึ้น แล้วหนูก็อาบน้ำ แล้วก็มาเขียนบันทึก แต่ใจก็ขุ่น ๆรอ อยากให้เน็ตใช้งานได้ เขียนเกี่ยวกับงานแล้วก็เขียนจดหมายถึงครูค่ะ คืนนี้ดีกแล้วหนูขออนุญาตแค่นี้ก่อน เดี๋ยวจะทำวัตรเย็นแล้วก็เข้านอนค่ะ...........ราตรีสวัสดีค่ะครู
มีคำถามถามว่า
ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ได้เรียนรู้อะไร ไม่เห็นมีการใคร่ครวญในตนเองเลย มีแต่คร่ำครวญ เห็นเป็นเช่นนี้มานานเกือบสองปีแล้วนะ
เปลี่ยนจากการเลียนแบบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การใช้ชีวิต เปลี่ยนมาเป็นเลียนแบบภายในดีไหม นั่นก็คือ การภาวนา
จิตของเราน่ะ เปลี่ยนจากที่เกาะจากอาจารย์เราที่เกาะหนึบมานานถึงเจ็ดปี เปลี่ยนมาเกาะครูแทน มันถึงไม่มีอะไรดีขึ้นเลย พอไม่ได้อะไรที่เป็นดั่งใจ ก็ใช้อาจารย์หรือใช้ครูเป็นเหยื่อ รู้ไหมทำไมถึงถอยหนีออก เพราะไม่อยากให้เราเกิดการสร้างอกุศลกรรมไปมากกว่านี้
เปลี่ยนไปยึดแม่และพ่อ เป็นที่มั่นแห่งจิตเถอะน่ะ เพราะนั่นน่ะคือ พระที่แท้ของเรา
แล้วกลับมาสู่ความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เอาเสื้อผ้าเก่าไปบริจาคแล้วไปหาซื้อเสื้อผ้าใหม่มาสวมใส่เลียนแบบต้นแบบใหม่
...