การนำแม่เหล็กแรงสูง มาใช้ร่วมกับการกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุที่สัมพันธ์กับค่าพลังงานของอะตอม ทำให้เกิดสัญญาณได้ มีคนที่ช่างสังเกต ช่างคิด นำสัญญาณเหล่านี้มาผ่านระบบคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างออกมาเป็นภาพ และนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ดีจังเลย
สวัสดีครับ
วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง MRI เนื่องจากมีนักศึกษา ผู้สนใจขอมา เพื่อการทบทวน และเป็นแนวทางในการเรียนต่อไป ครับ
เครื่องสร้างภาพเอ็มอาร์ไอ
(Magnetic Resonance Imaging :MRI)
หลักการของเครื่องสร้างภาพเอ็มอาร์ไอ
เครื่องมือสร้างภาพชนิดหนึ่งที่ใช้การสร้างภาพจากหลักการกำทอนของนิวเคลียสในสนามแม่เหล็กแรงสูง เป็นวิธีการสร้างภาพตัดขวาง (Cross section images) เหมือนกับวิธีการแบบเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่การสร้างภาพโดยวิธีการเอ็มอาร์ไอใช้ผลของอันตรกิริยา (interaction) ระหว่างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับนิวเคลียสของอะตอมซึ่งอยู่ภายใต้ สนามแม่เหล็กแรงสูง (ความเข้มของสนามแม่เหล็กที่สูงในทางการแพทย์ใช้ค่าประมาณ 0.5-3 เทสลา , 1 tesla = 10,000 gauss) โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีค่าความถี่ในย่าน ความถี่ของคลื่นวิทยุ (Radio frequency) ที่ทำให้นิวเคลียสของอะตอมถูกกระตุ้นให้ออกจากสภาวะที่นิวเคลียส สมดุลภายใต้สนามแม่เหล็กนั้น ไปสู่สภาวะกระตุ้นและจะทำการรับสัญญาณคลื่นวิทยุที่นิวเคลียสให้ออกมา ในขั้นตอนที่นิวเคลียสนั้นกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลอีกครั้ง หลังจากที่หยุดรบกวนด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งมีอุปกรณ์รับสัญญาณ ส่งเข้าระบบคอมพิวเตอร์ โดยที่ข้อมูลของแต่ละจุดในภาพ (picture element : pixel) ที่ได้มาจากเครื่องสร้างภาพเอ็มอาร์ไอแสดงถึงความหนาแน่นของนิวเคลียสที่ถูกกระตุ้นในปริมาตร (voxel) ของอวัยวะหรือเนื้อเยื่อ ณ ตำแหน่งนั้น ซึ่งสัญญาณนี้เกิดจากปรากฎการณ์ของการกำทอนหรือสั่นฟ้อง (resonance) และปริมาณความแรงของสัญญาณจากเอ็มอาร์ไอขึ้นกับความหนาแน่นของนิวเคลียสที่กำทอนและคุณสมบัติทางเคมีของโมเลกุล รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่นิวเคลียสนั้นอยู่ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ เรียกว่า ค่าเวลาในการผ่อนคลาย (relaxation time) แล้วนำมาสร้างเป็นภาพในลักษณะที่เรียกว่า T1weigthed image (T1w) และ T2 weigthed image (T2w) รวมถึงค่าน้ำหนักของโปรตอน (Proton density : PD)
การสร้างภาพเอ็มอาร์ไอที่แสดงออกมาเป็นภาพ และเอ็มอาร์เอสแสดงออกมาเป็นสเปคตัมของตำแหน่งสารที่แตกต่างกัน สำหรับการวินิจฉัยและการรักษาโรค
การสร้างภาพเอ็มอาร์ไอ
เมื่อนำผู้ป่วยเข้าห้องตรวจโดยให้อยู่ในบริเวณกึ่งกลางของสนามแม่เหล็กแรงสูงแล้ว เราจะส่งคลื่นวิทยุเข้าไปกระตุ้นโปรตอนของไฮโดรเจน โดยมีค่าความถี่วิทยุจะต้องตรงกับค่าความถี่ของไฮโดรเจนในอวัยวะที่สนใจที่อยู่ภายใต้สนามแม่เหล็กแรงสูง ผลของการกระตุ้นจะทำให้เกิดการกำทอนหรือสั่นพ้อง ซึ่งทำให้ผลรวมของโมเมนต์แม่เหล็กของไฮโดรเจน เกิดการเปลี่ยนแปลงจากแนวของสนามแม่เหล็กหลักไปตามมุมและระยะ เวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (ขึ้นกับความต้องการภาพการตรวจชนิดใด T1, T2,PD หรืออื่นๆ) หลังจากนั้นจะหยุดการกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุแล้ว ผลที่ตามมา คือ อิทธิพลของสนามแม่เหล็กและความไม่สม่ำเสมอของแม่เหล็กหลักหรือสนามแม่เหล็กเกรย์เดียนต์ จะมามีผลต่อผลรวมของโมเมนต์แม่เหล็กของไฮโดรเจนอีกครั้ง โดยผลรวมของโมเมนต์แม่เหล็กของไฮโดรเจนจะกลับคืนสู่สภาพสมดุล พร้อมกับเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการสูญเสียการร่วมเฟสระหว่างผลรวมของโมเมนต์แม่เหล็กของไฮโดรเจนของอวัยวะที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน หรือ ความหนาแน่นของโปรตอนแตกต่างกัน เช่น น้ำ ไขมัน เนื้อเยื่อ เป็นต้น ผลที่เกิดขึ้นที่กล่าวมานี้ เราจะนำอุปกรณ์รับสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ขดลวด ซึ่งเป็นตัวกลางในการนำสัญญาณดังกล่าวส่งผ่านเข้าระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการแยกประเภทของความถี่ แยกตำแหน่งของเฟส หรือ ความหนาแน่นของสัญญาณที่ได้รับ แล้วแปลงของมาเป็นภาพเอ็มอาร์ไอ ชนิดต่างๆ เช่น T1, T2 ,PD หรืออื่นๆที่เลือกไว้แล้ว ซึ่งขึ้นกับชนิดของพารามิเตอร์ที่กำหนด (ตัวอย่างในภาพข้างล่าง เช่น TR, TE, Type of RF pulse, NEX. etc)
ภาพที่แสดงในลักษณะ T1w : การกลับคืนสู่สมดุล magnetization ของ Fat และ CSF แตกต่างกัน เมื่อเก็บสัญญาณทำให้เกิดความแตกต่างของสัญญาณ ซึ่งในภาพชนิด T1 นั้น Fat มีสัญญาณมากกว่า CSF ซึ่งทำให้ Fat ภาพปรากฏเป็นสีขาว และ CSF มีสัญญาณน้อยกว่า Fat ทำให้ CSF ภาพปรากฏเป็นสีดำ
ภาพแสดงในลักษณะ T2w : การสูญเสียการร่วมเฟสในแนวขวาง (Transverse) หรือ Mxy ของ Fat และ CSF แตกต่างกัน เมื่อเก็บสัญญาณทำให้เกิดความแตกต่างของสัญญาณ ซึ่งในภาพชนิด T2 นั้น Fat มีสัญญาณน้อยกว่า CSF ซึ่งทำให้ Fat ภาพปรากฏเป็นสีดำ และ CSF มีสัญญาณมากกว่า Fat ทำให้ CSF ภาพปรากฏเป็นสีขาว
ขบวนการสร้างภาพ
ตัวอย่างของสมอง เริ่มจากการผู้ป่วยอยู่ให้ในสนามแม่เหล็กแรงสูง หลังจากนั้นจะกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุเข้าไปในบริเวณสมองของผู้ป่วย (ที่อยู่ในขดลวดรับส่งสัญญาณ) ร่วมกับทำให้เกิดสนามแม่เหล็กเกรย์เดียนต์ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และเกิดอันตรกิริยาระหว่างคลื่นวิทยุกับนิวเคลียสของอะตอมซึ่งอยู่ภายใต้สนามแม่เหล็ก โดยนิวเคลียสของอะตอมถูกกระตุ้นให้ออกจากสภาวะที่สมดุล หลังการนั้นเมื่อหยุดการกระตุ้นด้วยคลื่นวิทยุ นิวเคลียสนั้นกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลอีกครั้งและจะเกิดสัญญาณจากขึ้นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งจะมีอุปกรณ์รับสัญญาณที่เกิดขึ้น คือ ขดลวด เพื่อเก็บข้อมูลที่ในแกนต่างๆ เข้า K-space และส่งเพื่อประมวลผลด้วยขบวนการทางคณิตศาสตร์ ทำการเปลี่ยนรหัสของความถี่ตามเวลาที่เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนรหัสตำแหน่ง และความแรงสนามแม่เหล็กที่แตกต่างกัน ด้วยหลักการแปลงฟูเรียร์ (Fourier transform) เพื่อแปลงข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นภาพต่อไป
ตามมาอ่านเครื่องมือสร้างภาพ อาจารย์สบายดีนะครับ
ขอบคุณคะ คงจะเหมือนเครื่องเอ๊กซเรย์แต่เก่งกว่าใช่ไหมคะ มาเรียนรู้ ความสามารถของเครื่องมือด้วยคะ ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมสุนะคะเลยตามมาเรียนรู้ แล้วจะย้อนรอยเรื่องที่ยังไม่ได้อ่านด้วยคะ
เรียน อ.เพชรากร ที่เคารพ
พอดีหนูกำลังศึกษาเรื่องการสร้างภาพของ MRI ค่ะ เลยมีข้อสงสัยว่า Phase encoding และ Frequency encoding มีความสัมพันธ์ยังไงค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ^^
สวัสดีครับ
การสร้างภาพเอ็มอาร์ไอ จะเก็บข้อมูลใน 3 แกน คือ x,y และ z
การเลือกตำแหน่งที่ตัด เรียก Slice selection
ถ้า ตัดภาพในลักษณะ Axial เครื่องจะกำหนด Slice selection ในแนวของแกน z
Coronal slecelection is y , Sagital slice selection is x
ส่วนที่เหลือจะเป็นการเก็บข้อมูลสัญญาณของ Phase และ Frequency ที่เปลี่ยนแปลง จึงเรียกว่า Phase encoding และ Frequency encoding
ตัวอย่าง
ภาพ Axial
Slice selection is Z
Phase encoding is X or Y
Frequency encoding is Y or X
ที่ระบุไม่ได้ว่าเป็น X หรือ Y เนื่องจาก การกำหนดทิศทางที่ให้คลื่นวิทยุ เพราะในการตรวจบางครั้งต้องปล่อยคลื่นวิทยุในหลบจากการเคลื่อนที่ของการหายใจ เพราะต้องการลดการเคลื่อนไหวบริเวณช่องท้องในภาพที่ปรากฏ
เป็นต้น
หวังว่าคงพอจะเข้าใจนะครับ
หากสงสัยก็สอบถามมาได้ ครับ