กระจกจิต กระจกใจ กระจกกาย
เครื่องมือสำคัญในการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราต้องการให้เกิดการเรียนรู้ในระดับลึก ไม่เพียงแค่ "รับรู้ จำได้" และ "ทักษะ ทำเป็น" เท่านั้น ยังต้องการให้เกิดระดับเจตนคติ เกิด affective domain ด้วย กระบวนการที่ผู้เรียนต้อง "ทุ่มเทตัวตน" เข้าไปคลุกได้เป็นส่วนจำเป็นในการพัฒนาโดยปริยาย
ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เราได้นำเอากระบวนการสะท้อน (reflection) เข้ามาสอดแทรกในการเรียนการสอนวิชา palliative care หรือการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาหลายปีแล้ว หลังจากนั้นได้ขยายออกไปในการเรียนการสอนวิชา Health promotion (การสร้างเสริมสุขภาพ) วิชา Ethics (จริยธรรมทางการแพทย์) และทำท่าจะขยายต่อไปเรื่อยๆ เงื่อนไขอุปสรรคที่จะมีในการใช้ reflection model ในการจัดการเรียนการสอนคือ 1. ใช้เวลาเยอะ และ 2. ต้องมีการฟังที่ดี

การเข้าร่วมกระบวนการสะท้อนมีผลหลายประการ ประการแรกก็คือ ผู้เข้าร่วม (ทุกคน ทั้งนักเรียน คนฟัง ครู ฯลฯ) ไม่เพียงแต่ได้รับรู้เนื้อหา แต่สิ่งสำคัญก็คือการถ่ายทอด "ความรู้สึก" ผ่านเรื่องเล่า ที่การสะท้อนเราจะใช้ภาษาเชิงพรรณนาประกอบเชิงบรรยาย ใช้ภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน ใช้อวจนภาษาประกอบเหมือนการสนทนาแบบเผชิญหน้าธรรมดาทั่วๆไป (อันนี้หมายถึงการสะท้อนสู่กลุ่ม ไม่ใช่ self reflection หรือการสะท้อนตัวเองส่วนตัว) บางครั้งบางคราว เราอาจจะเกิดความรู้สึก "มองเห็นความคิด" (visualize the thoughts) ขึ้นได้ ถ้าผู้สะท้อนกระทำกิจกรรมด้วยความรู้สึกภายในและรู้สึกอย่างลึกซึ้งขณะทำ มองเห็นการตีความ การให้ความหมาย ซึ่งพบว่าหลายต่อหลายครั้ง ประสบการณ์เดียวกันจะให้ความประทับใจ มุมมอง และคำอธิบายที่หลากหลายแตกต่างออกไปอย่างมากมาย
เรื่องเล่าขนาดสั้นที่พี่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ได้เล่าให้ฟังในแง่การให้ความหมาย ก็คือเรื่อง "ชายก่ออิฐ 3 คน"
มีชายก่ออิฐนั่งทำงานอยู่สามคน เข้าไปถามว่า "กำลังทำอะไร?"
"กำลังก่ออิฐ" ชายคนแรกตอบ
"กำลังสร้างกำแพง" ชายคนที่สองตอบ
"กำลังสร้างวัด" ชายคนที่สามตอบ
กรรม คือ "การกระทำ" เหมือนๆกัน แต่ในใจของคนทั้งสามที่ได้ให้ความหมายทำให้มิติต่างๆที่ประกอบเป็นบริบทไม่เหมือนกัน และสามารถแตกต่างกันได้เยอะ ถ้าเราจะจินตนาการต่อไป ก็อาจจะพบว่าทั้งสามคนอาจจะรู้สึกแตกต่างกันในสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่ทั้งๆที่ทำกิจกรรมเหมือนๆกัน
การ "ให้ความหมาย" หรือที่ถูกต้องเป็น "ศักยภาพในการให้ความหมาย" นี้เองที่ทำให้คนเราสามารถมีต้นทุนชีวิตที่แตกต่างกันไปได้เยอะมาก ในขณะที่คนๆหนึ่งกำลังทำงาน routine งานประจำซ้ำซาก จำเจ คนที่อยู่ในแผนกเดียวกัน ทำงานอย่างเดียวกัน อาจจะให้ความหมายอีกแบบหนึ่งและทำให้มีความสุข ความตื่นเต้น น่าสนใจ ไม่เหมือนกับของคนแรกได้อย่างสิ้นเชิง
มีการศึกษาในสาขาประสาทสรีระวิทยาสาขาหนึ่ง ซึ่งยังไม่ได้ลงตัวแน่นอนหรือเข้าใจถ่องแท้เสียทีเดียวคือเรื่อง mirror neuron หรือ "เซลล์ประสาทกระจก" ที่พบว่ามนุษย์และ primate (ลิง) จะพบกิจกรรมภายในเซลล์สมองกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการรับรู้ (เห็น) การกระทำเบื้องหน้า และเกิดการเรียนรู้เสมือนกับว่าตนเองเป็นผู้กระทำ ความหมายโดยนัยยะของเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเรียนรู้นั้น น่าสนใจมาก เพราะในปัจจุบันคนเรานั้นอยู่ใกล้สื่อประเภทมองเห็น สื่อประเภทได้ยินเกือบตลอดเวลา ต่างจากสมัยก่อนที่เรายังไม่ได้มีเครื่องมือเครื่องไม้ในการรับรู้สื่อสารแบบในปัจจุบัน การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในลักษณะ mirror neuron นี้ ทำให้เราเกิดการ "เรียน" ฝังลงไปในพฤติกรรมโดยไม่รู้ตัว และบางครั้งก็เป็นไปในแบบที่เราไม่ได้ตั้งใจ แต่รับไปเต็มๆ
การสื่อสาร image ทางโทรทัศน์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ความใคร่ขายข่าว ก็มีการเอาภาพของ CCTV ที่มีการฆ่ากันอย่างทารุณ จ่อยิงหัว ภาพ image น่าเกลียดน่ากลัว เอามาออกซ้ำแล้วซ้ำอีก แถมยังออกในช่วงเวลา prime time ที่เยาวชนหรือเด็กๆมีโอกาสได้ชมกันทัั้งบ้านทั้งเมือง ถ้าทฤษฎี mirror neuron เป็นจริง ความรู้ ทักษะ และเจตนคติหลายๆประการจากสิ่งที่เราเห็น จะส่งผลในการเรียนรู้และฝังลึกลงเป็นพฤติกรรมของคนชมได้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจากภาพ image เหล่านี้ก็น่ากลัวมากต่อสังคมโดยรวม
การเรียนรู้โดยการสะท้อนก็มีมุมมองที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง ในการฝึกอบรม transformative coaching ที่เราต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทะลวงกรอบความคิดที่จำกัดผู้คนนั้น วิธีสำคัญคือการสะท้อน เพราะคนเราจะเปลี่ยนนั้น จะต้องเริ่มต้นที่ตนเอง การเปลี่ยนแปลงจึงจะยั่งยืน การที่ผู้อื่นจะมาช่วยให้เปลี่ยน ไม่สามารถจะทำได้โดยการมาสอน มาสั่ง มาบังคับ วิธีที่โคชจะใช้คือการ "สะท้อน" เพื่อให้เห็นว่าวิถีชีวิต life style ที่เขากำลังปฏิบัติอยู่นั้นทำให้เกิดอะไรต่อตัวเขาและคนรอบข้างบ้าง
คนเรารับการสะท้อนได้ดีกว่ารับการสั่ง การสอน หรือการยัดเยียด เพราะเราเป็นคนให้ความหมายของ "เงา" ที่สะท้อนมาเอง แต่อาจจะอยู่ในบริบทที่เราเปิดช่องว่างให้ความหมายของคนอื่นผสมกลมกลืนเข้ามาได้ด้วย การสะท้อนอย่าง authentic หรืออย่างแฝงอารมณ์ จึงมีอำนาจการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างสูง มีความรู้สึก ชีวิตจิตใจ การไปชมภาพยนต์ ดูหนัง ดูละคร เราจึงสามารถจดจำบทละคร เนื้อหา ความยาวเป็นชั่วโมงๆได้อย่างละเอียด แตกต่างจากการจดจำบทเรียนที่แห้งแล้ง จืดชืด หรือเคร่งเครียดอย่างมาก
กลับมาที่ "ชายก่ออิฐ 3 คน" เรื่องเก่าของพี่โกมาตรอีกครั้งหนึ่ง
"กำลังก่ออิฐ"
"กำลังสร้างกำแพง"
"กำลังสร้างวัด"
ทั้งสามประการเป็น paradigm ในห้วงคิดคำนึงหรือการให้ความหมายของคนก่ออิฐ แต่ทั้งสามความคิดนี้ เมื่อถูก "สะท้อน" จากคนรอบๆข้าง ในแบบที่เข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก และความหมาย สิ่งที่เขาคิดๆอยู่นั้นก็จะไม่ได้อยู่แบบถาวร หากแต่เปลี่ยนแปลงได้
ประเด็นสำคัญก็คือมันเปลี่ยนแปลงไปในทางไหนก็ได้!!!
นั่นคือชายคนที่คิดว่า "กำลังก่ออิฐ" ก็อาจจะเปลี่ยนใจ เกิดมองเห็นว่าเขากำลัง "สร้างวัด" ก็ได้ และในทำนองกลับกันชายคนที่กำลังสร้างวัด ก็อาจจะเจอะเจอการสะท้อนอื่นๆ เช่น มีคนมาบอกว่า "วัดแถวนี้ มันก็ใบ้หวย มันก็บอกเบอร์ ทำให้คนหลงงมงายไปเท่านั้น ไม่เห็นจะมีศีล มีีธรรมอะไร" หลังจากการรับรู้การ "สะท้อน" ว่าวัดหมายความว่ายังไงแล้ว ชายคนที่สามก็จะเกิดช่วงเวลาแห่งความท้าทายว่า "วัด" ของเขาแต่เดิม กับ "วัด" ใหม่นั้น เขาจะยึดแบบไหนต่อไป
ในช่วงเวลาแห่ง "วาทกรรมในสังคม" ในตอนนี้ การสะท้อนสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปด้วยสัมมาวาจา หรือสัมมาทิฎฐิเสมอไป หากแต่มี agenda หรือมีวัตถุประสงค์แฝง ทางการเมืองบ้าง ทางผลประโยชน์บ้าง ทางลัทธิความเชื่อการเผยแพร่เรื่องราวของตนเองบ้าง ประสิทธิภาพการสะท้อนไม่ได้เปลี่ยน ยังคงทรงพลังเหมือนเดิม แต่หากว่าปริมาณที่ออกมานั้นแฝงด้วยคุณภาพทั้งบวกและลบ ซึ่งถ้าปริมาณด้านลบมากกว่าด้านบวกหลายเท่า ก็น่าเป็นห่วงว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อสังคมโดยรวม
"กรรมเป็นเครื่องแสดงเจตนา" สัจจธรรมข้อนี้มีความหมายอันลึกซึ้งน่าสนใจ น่าศึกษามาก คนก่ออิฐทั้งสามคนต่างก็มี "เจตนา" สะท้อนอยู่ในกิจกรรม แต่ทว่าไม่เหมือนกัน ดังนั้นตรงนี้ที่ "วาทกรรม" เข้ามามีบทบาทเยอะในสังคมเรา เพราะถ้าเรา "ตีตรา" ลงไปว่า ไอ้ที่ทำอยู่น่ะ ไม่ใช่สร้างวัดหรอก มันสร้างสถานที่มั่วสุม ใบ้หวย บอกเบอร์ตะหาก เพราะประสบการณ์ในอดีตของคนพูดมันเป็นเช่นนั้น แต่เอามาแปลให้ชายคนที่สามก็อาจจะห่างไกลจากความเป็นจริง
แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?
เราก็อาจจะ "มองไม่เห็น" ความเป็นไปได้อื่นๆว่ากรรมนั้นๆอาจจะสะท้อนเจตนาอื่นๆก็ได้ ด้วยความที่เราได้ตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้วว่า "เจตนา" นั้นจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากที่เราได้ให้ความหมายไป วาทกรรมมัน work แบบนี้อย่างทรงประสิทธิภาพยิ่ง
ไม่นับคำอื่นๆที่ทำให้ผู้คน (บางกลุ่ม) จี๊ดมาก จี๊ดน้อย ก็ด้วยการรับรู้แบบเหมารวม แบบเน้นที่ key words หรือวาทกรรมนี่แหละ คำประเภท ปรองดอง สันติ ให้อภัย ซึ่งเดิมมีความหมายดีๆ กลับแฝงไปด้วยความไม่ไว้วางใจ ดีแต่พูด หรือโกหกหน้าด้านๆไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ การสะท้อนอันบิดเบี้ยวนี้มาจากกระจกที่ที่เราอาจจะนึกว่ามันเป็นกระจกที่ใส กระจกที่ราบเรียบบริสุทธิ์ แต่เราอาจจะนึกไม่ถึงว่ามันมาจากกระจกที่เป็นคลื่น มีรอยด่างบ้าง มีมลทินถาวรบนผิวบ้าง สะท้อนออกมาก็แถมด้วยเงาความด่าง เงามลทิน นี้ออกมาสม่ำเสมอไป
การสะท้อนจึงเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง ที่เหมือนๆเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพทั่วๆไปก็คือ ดี/ไม่ดี นั้นขึ้นกับคนใช้เป็นสำคัญ เงาที่สะท้อนออกมาจากกระจก ไม่ได้เพียงสะท้อนคุณภาพของต้นกำเนิดภาพ ต้นกำเนิดแสง แต่บ่อยครั้งที่สะท้อนถึงคุณภาพของกระจกเอง
อาจารย์ครับ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ เรื่องของการสะท้อน จากกิจกรรม 2 กิจกรรม
กิจกรรมแรก ผมนำนักเรียนกลุ่มเสี่ยง มาเข้าค่ายผู้นำ เชิญวิทยากรที่มีความรู้เรื่องจิตวิทยามาเป็น กระบวนกร กระบวนกรท่านนี้ ท่านไม่สอนเลยครับ ว่ายาเสพย์ติดไม่ดี นักเรียนไม่ควรเสพยา แต่ กระบวนกรท่านนี้ ท่านใช้วิธี "สะท้อน" ครับ ถามความรู้สึก สะท้อนความรู้สึก ว่าการกระทำอย่างนี้ เป็นอย่างไร มีผลอย่างไร แล้ว อนาคตจะเป็นอย่างไร ช่วงกลางคืน หลายคน นำบุหรี่ ออกมาเผาครับ วันที่สอง หลายคน ประกาศเลิกเหล้า เลิกบุหรี่
กิจกรรมที่สอง กิจกรรม เวทีครอบครัวสุขภาวะ เชิญกระบวนกรด้านครอบครัวมาเป็นผู้จัด กระบวนการท่านนี้ ใช้วิธีสะท้อนปัญหาครับ ปัญหาของลูก ที่เกิดจากพ่อแม่ ให้พเอแม่สะท้อนออกมา ว่าจะแก้อย่างไร ปัญหาพ่อแม่ที่เกิดจากลูก ให้ลูกสะท้อนว่าจะแก้อย่างไร ทั้งพ่อแม่ และลูก ได้สะท้อนความรู้สึกออกมาให้แต่ละฝ่ายฟัง ต่างฝ่ายต่างก็เข้าอกเข้าใจกัน และ ปรับตัวเข้าหากัน ในการแก้ปัญหา จากการสะท้อนครับ
สองกิจกรรม กว่าที่เด็ก หรือ ครอบครัว จะสะท้อนออกมาได้ ต้องมี พื้นที่ที่ปลอดภัย หรือ พื้นที่แห่งความไว้วางใจ ก่อนครับ
นั่นคือ ตัวกระจก ต้องเป็นกระจกที่มีคุณภาพพอที่จะให้เกิดการสะท้อนขึ้นมาได้
ผมว่า ปัญหาเด็ก ปัญหาครอบครัว แก้ด้วย "ความรู้" ไม่ได้ผลนะครับ ต้องแก้ด้วย "กระบวนการ" และ กระบวนการที่ว่านี้ก็มาจาก "การสะท้อนความรู้สึก"
อาจารย์ครับ ผมใช้ reflection กับครูครับ แต่ค่อนข้างใช้เวลาผู้สอนโดยทั่วไปเลยไม่ค่อยชอบ นอกจากนี้ต้องสร้างบรรยากาศ ถ้าเขาไม่พูดก็จะให้เขียนแทนครับ...
อันนี้คมนะครับ
เงาที่สะท้อนออกมาจากกระจก ไม่ได้เพียงสะท้อนคุณภาพของต้นกำเนิดภาพ ต้นกำเนิดแสง แต่บ่อยครั้งที่สะท้อนถึงคุณภาพของกระจกเอง
คุณวิชชากับ อ.ขจิต hit nails มาสองดอก ขอสะท้อนแยกกัน
"พื้นที่ปลอดภัย" อันนี้เป็นศิลป์จริงๆครับ พื้นที่ที่ว่านี้เราไม่สามารถสรรค์สร้างขึ้นโดยการติดป้าย "ตรงนี้ปลอดภัย" แต่ว่าต้องสร้างมาโดย authentic หนึ่ง และโดยวาระของคนรู้สึกอีกหนึ่งโสต ผสมรวมกัน
ทั้งสองประเด็นเป็น independent ก็คือแม่้ว่่าเราจะพยายามแค่ไหนก็ตาม แต่ความกลัวที่ติดมากับผู้คน ต้องคนๆนั้นเท่านั้นที่จะจัดการกับมันได้ในขั้นสุดท้าย คนอื่นทำแทนไม่ได้ ประสบการณ์เก่าของคนที่แตกต่างกันทำให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยยากง่ายไม่เท่ากันด้วย คนที่บาดเจ็บเยอะๆ เช่น เวลาเรา label "เด็กมีปัญหา" หรือ "ค่ายพัฒนาเด็กติดยา" อะไรทำนองนี้ แค่ชื่อค่ายก็ฟังดูไม่ปลอดภัยเสียแล้ว หรือบางทีคำบางคำก็จะเกิดความไวไม่เท่ากัน เช่น "พิการ" "ไม่สมประกอบ" "เรียนรู้ช้า" ของพวกนี้เป็นภาษาบรรยายที่ไม่ sensitive เน้นแค่ informative
เรื่องนี้พูดต่อได้อีกเยอะ แต่จริงและสำคัญที่สุดต่อสัมฤทธิผลของการสะท้อนครับ ขอบพระคุณมากที่เติมเต็ม
อ.ขจิตครับ
สุดยอดครับ เพราะเราใช้วิธีเดียวกัน!! แหะ แหะ
จริงครับ การเขียน แบบเขียน diary เป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยได้ง่ายๆแบบหนึ่ง พื้นที่ต้องมีห่างกันพอประมาณ (กระนั้นเวลาเขียนก็จะเห็นคนกระมิดกระเมี้ยน เอามือบังก็มีนะ ยังกะเด็กๆทำข้อสอบสมัยหลายสิบปีก่อน!!) และสัญญาว่าเราจะไม่เปิดเผย หึ หึ
ส่วนด้านเวลานั้นจริงครับ ยกเว้นเรา negotiate สำเร็จว่ามันจำเป็น เพราะที่สุดแล้ว คำว่า "ไม่มีเวลา" นั้นเป็นสัมพัทธ์เสมอ หมายความว่า "เรามีอะไรอย่างอื่นที่สำคัญกว่าจะมาทำเรื่องนี้" ถ้าเราคิดว่าการสร้างความสัมพันธ์ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยไม่สำคัญถึงระดับ เราก็จะไม่มีเวลาทำเรื่องแบบนี้แน่นอน
ยากจังเลยครับอาจารย์
แหะ แหะ ขอก๊อปไว้อ่านต่อนะครับ...
ถ้าอยากให้ขยายตรงไหนเป็นพิเศษ request มาได้ทันทีเลยนะครับ บางทีมันเขียนรวดเดียวออกมาจากหัวไม่ได้คัดกรอง อาจจะมีอะไรปนๆออกมาทำให้เข้าใจยากนิด
อ.ขจิต
ที่จริงการเขียน diary มันสนุกตรงลับๆนี่แหละนะครับ สมัยก่อนต้องเขียนตอนดึกๆ ตามหน้าปกจะมีคำสาปแช่ง ใครมาอ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตขอให้.... เก็บซ่อนไว้เป็นอย่างดี แล้วก็เอามาเขียนต่อๆ
ผมว่ามันมันตรงที่ข้อความบางอย่างเขียนไป ถ้ามีใครอ่านจะเป็นเรื่อง เราก็เก็บความตุ๊มๆต่อมๆกลัวคนมาเจอทำให้ชีวิตเราเสียวซ่านไปได้ลับๆ พอมัน พอคันนะครับ
ÄÄÄ....ยายอ่านแล้ว..พยายามตามติด..วาทกรรมบทนี้...ตีความได้ว่า...มีกระจกวิเศษ..ของแม่มด...ที่ทุกวันเธอใช้ส่อง...แล้วถามกระจกว่า....กระจกวิเศษ..เอ๋ย..ตอบข้าที...ใครสวยที่สุดในโลกเวลานี้....และกระจกวิเศษก็ตอบทุกวันว่า...ก็เธอไงล่ะ....และมีอยู่วันหนึ่งกับคำถามเดิมๆ...(และคำตอบวันนั้น...กระจกวิเศษตอบแบบสบัดๆว่า...ไม่ใช่แกดอก...อ้ะๆๆๆ)...ยายอยากจะถามว่า...ที่อ่านแล้วเข้าใจแบบนี้เป็น...กระจกจิต กระจกกาย กระจกใจ หรือเปล่าเจ้าคะ...ท่านอาจารย์ที่เคารพเจ้าค่ะ...ยายธี
ถ้ายังไม่ได้ทุบกระจกทิ้งก็เป็นครับ อิ อิ
กระจกหรือครู จำเป็นต้องผ่านการรับรองคุณภาพ ใช่มั้ยคะ
คุณภาพของกระจก ต้องฟังเป็นและไม่ตัดสินด้วยใช่ไหมคะ อาจารย์
ภูสุภา
บางประเทศก็จำเป็นครับ
Paula,
บางทีกระจกก็สะท้อนสิ่งที่ตกมากระทบ ด้วยความ authenticity เป็นเรื่องจำเป็นด้วยเหมือนกัน จะเรียกตัดสินหรือไม่?
อย่าลืมว่าเวลาเราพูดถึง non-judgmental attitude นั้น เราแปลว่า "ไม่ด่วนตัดสิน" ไม่ได้แปลว่า "ไม่ตัดสิน" เพราะตอนเราสะท้อน เราจะทำให้ชัดว่าหลังจากเราใคร่ครวญใตร่ตรองและใช้ความรู้สึกของเราประมวลกันแล้วเราได้ออกมาเช่นไร นี่เป็นการสะท้อนจากเบื้องลึก
กัลยาณมิตรไม่ได้พูดแต่เรื่องดีๆเท่านั้น อันที่จริง litmus test ของกัลยาณมิตรก็คือคนที่สามารถกล้าเตือนเราตรงๆ แม้กระทั่งทราบว่าเราอาจจะโกรธ อาจจะไม่พอใจ แต่ด้วยความปราถนาดี ด้วยความรัก ก็จะเตือน
มาระยะหลังคำว่า "ด่วน" ใน "ไม่ด่วนตัดสิน" มันหล่นหายไปตอนไหนก็ไม่ทราบ ทีนี้ก็เลยเลิกเตือน เลิกสะท้อน เอาแต่ positive appraise ไม่มีการพูดเรื่อง negative กันเลย ก็เสียความหมายไปเยอะ
ยอดเยี่ยม ครับ
ขอขอบพระคุณ ครับ
นพ.สกล สิงหะ บันทึกไว้ว่า
".....เงาที่สะท้อนออกมาจากกระจก ไม่ได้เพียงสะท้อนคุณภาพของต้นกำเนิดภาพ ต้นกำเนิดแสง แต่บ่อยครั้งที่สะท้อนถึงคุณภาพของกระจกเอง......"
สาระสัญญาณข้อความนี้บันทึกฝังเข้าจิตผม และผมมองว่าจะเป็น"สัญญาขันธ์"ที่เกิดประโยชน์มาก
นายพงศธร เหล่าสกุล
อ่านความเห็นที่ 14 แล้วขอเรียนถามความเห็นอาจารย์สองข้อครับ
1 การเป็นกระจกสะท้อนโดยใช้ non-judgmental attitude นั้น เราจะทราบหรือพิจารณาได้อย่างไรว่า เมื่อไหร่จึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราจะตัดสินได้ครับ
2 การพูดเตือนของกัลยามิตร ถ้าผู้ที่ถูกเตือนค่อนข้างยึดมั่นในตัวเองและมีทิฐิสูง การเตือนด้วยความจริงอาจก่อให้เกิดการทะเลาะผิดใจกัน ในกรณีนี้ควรจะทำอย่างไรครับ หรือควรจะปล่อยให้เขาตื่นด้วยตนเอง
ขอบคุณครับ
เมื่อเราทราบว่าที่เรากำลังพูดออกมานั้น มาจากการหยุด ใคร่ครวญ สำรวจความรู้สึกเรียบร้อยแล้ว จึงสะท้อนออกไป
Otto Scharmer เคยเปรียบเทียบไว้เสมือนกับว่าเราเดินออกมาจากวง กลายเป็นบุคคลที่สาม มองย้อนกลับไปที่วงสนทนา มองเห็นผู้ร่วมสนทนา ทั้งตัวเองด้วย อยู่ในวงนั้น
เมื่อถึงขณะนั้น เรา detach self opinion ออกมาได้ระดับหนึ่ง มองได้กว้างขึ้น ทั่วขึ้น และยังเห็นอะไรที่เกิดขึ้นกับความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองด้วย ทราบว่าเรากำลังจี๊ด เรากำลังเห็นด้วย เรากำลังโกรธ เรากำลังสนุก ฯลฯ ก่อนจะพูดออกไป
เรื่องกัลยาณมิตรนั้น ผมคิดว่า acid-test อยู่ที่การกล้าเตือนทั้งๆรู้ว่าคนถูกเตือนอาจจะโกรธ แต่ถ้าไม่เตือนจะเกิดผลเสีย ก็ยังกล้าเตืีอน เพราะความหวังดี take over ความ security ของความสัมพันธ์ คนที่ไม่กล้า ไม่อยากเตือนเพราะกลัวจะเสียความสัมพันธ์นัั้น แสดงว่าผลเสียอะไรจะเกิดต่อคนๆนั้นก็ช่าง ขอให้ภาพพจน์ตนเองยังดูดีจากคนๆนั้นเป็นพอ
การเตือนที่มีความเสี่ยง เราบำเพ็ญเมตตาบารมีมาพอสมควร ไม่ใช้อารมณ์ เขาจะโกรธกลับ เราก็เป็น sponge รองรับ ไม่หลบ ไม่หลีก ซึมซับความรู้สึกของเขา ในการทำ open heart แล้ว เราก็หวังว่าเขาจะทราบว่าเราเปิดใจ ถ้าถึงตอนนั้นไม่ทราบ อย่างน้อยเราได้ปฏิบัติหน้าที่ของเพื่อนที่รักเพื่อนไปเรียบร้อยแล้ว