คำไวพจน์ของจิต
ในจิตตุปปาทกัณฑ์ได้กล่าวถึงคำที่ใช้แทนคำว่า “จิต” หลายคำมีข้อความปรากฏดังนี้ “จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ”[1] การที่นำคำที่มีความหมายที่ใช้แทนกันมากล่าวไว้ในที่นี้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการนำไปใช้หรือพบในบางสถานการณ์ จะได้เข้าใจความหมายได้อย่างถูกต้อง ในพระไตรปิฎกไม่ได้อธิบายความหมายไว้ ส่วนในอรรถกถาได้ให้ความหมายของคำว่าจิตซึ่งมีคำไวพจน์ ๑๐ คำคือ
๑. จิต : ธรรมชาติที่คิดอารมณ์
๒.มโน : ธรรมชาติที่น้อมไปหาอารมณ์
๓.หทัย : ธรรมชาติของจิตที่เก็บรวบรวมอารมณ์ไว้ในภายใน
๔.มานัส : ธรรมชาติที่มีฉันทะคือความพอใจในภายในจิต
๕.ปัณฑระ : ธรรมชาติที่มีลักษณะผ่องใส
๖.มนายตนะ : ธรรชาติที่ต้องเข้าไปอาศัยอายตนะอันเป็นเครื่องติดต่อหรือ
เชื่อมต่ออารมณ์ที่มากระทบ
๗.มนินทรีย์ : ธรรมชาติที่ครองความเป็นใหญ่ในกิจการทั้งปวง
๘.วิญญาณ : ธรรมชาติที่รู้แจ้งอารมณ์
๙.วิญญาณขันธ์: ธรรมชาติที่มีวิญญาณเป็นเหตุปัจจัยประกอบ
๑๐.มโนวิญญาณธาตุ : ธรรมชาติที่รู้อารมณ์[2]
คำทั้ง ๑๐ คำนี้ คือ คำที่ใช้แทนจิตมีปรากฏอยู่ในจิตตุปปาทกัณฑ์ เมื่อว่าโดยความหมายและสภาวะแล้วเหมือนกัน แต่ต่างกันโดยชื่อเท่านั้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เหมือนกันโดยอรรถ ต่างกันโดยพยัญชนะการที่เรียกชื่อต่างๆ กัน เพราะมีการทำหน้าที่ต่างกัน เปรียบเหมือนคนคนหนึ่ง แต่ทำหน้าหลายอย่าง เช่นผู้หญิงคนหนึ่งอยู่บ้านทำหน้าที่ภรรยาของสามี ทำหน้าที่เป็นคุณแม่ของลูก และเมื่อมาทำงานบริษัททำหน้าที่เป็นประธานผู้บริหาร เป็นนายจ้างของลูกจ้างเป็นต้น ถึงแม้จะทำหน้าที่หลายอย่างแต่ก็เป็นคนคนเดียวกัน
ลักษณะของจิต
ในจิตตุปปาทกัณฑ์ได้อธิบายลักษณะของจิตไว้แต่ละสภาวะเช่น กุศลมีลักษณะดีใจ และเฉยๆ เกิดพร้อมด้วยปัญญาบ้าง ไม่เกิดพร้อมด้วยปัญญาบ้าง จิตที่เข้าถึงกุศลชั้นรูปาวจร จะมีลักษณะที่สงัดจากกามและอกุศล มีกสินเป็นอารมณ์เป็นต้น จิตที่เข้ากุศลชั้นอรูปาวจร จะมีลักษณะไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ เพราะละสุขละทุกข์เสียได้ ละรูปสัญญาเสียได้ ปฏิฆะสัญญาดับไป จิตที่เข้าถึงกุศลชั้นโลกุตตระ จะมีลักษณะสงัดจากกามและอกุศล ละทิฏฐิ นำออกจากวัฏฏทุกข์ ลักษณะของจิตที่เป็นอกุศล เช่น มีลักษณะดีใจบ้าง เฉยๆ บ้าง เกิดพร้อมด้วยทิฏฐิบ้าง ไม่เกิดพร้อมด้วยทิฏฐิบ้าง มีลักษณะเสียใจ เกิดพร้อมด้วยความโกรธ(ปฏิฆะ) มีลักษณะสงสัย มีลักษณะฟุ้งซ่าน ลักษณะของวิบากจิตคือจิตที่เป็นผลของกุศลและอกุศล มีลักษณะที่ดีใจบ้าง ทุกข์บ้าง สุขบ้าง เฉยๆ บ้าง จิตที่เป็นกิริยาจิต จะมีลักษณะไม่เป็นกุศลไม่เป็นอกุศล และไม่เป็นวิบากของกรรม[3]
ลักษณะของจิต ๔ ประการ
ในคัมภีร์อรรถกถาอัฏฐสาลินีได้กล่าวถึงลักษณะของจิตว่า มี ๔ ลักษณะคือ
๑. วิชานนลกฺขณํ หมายถึง มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ
๒. ปุพฺพงฺคมรสํ หมายถึง มีการเป็นหัวหน้าเป็นรส
๓. สนฺธานปจฺจุปฏฺฐานํ หมายถึง มีการเกี่ยวข้องเป็นปัจจุปัฏฐาน
๔. นามรูปปทฏฺฐานํ หมายถึง มีนามรูปเป็นปทัฏฐาน[4]
พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า จิตที่เป็นไปในภูมิ ๔ มีการรู้แจ้งอารมณ์เป็นลักษณะเมื่อเพ่งถึงทวารแล้ว จิตก็เป็นหัวหน้า คือมีปกติเที่ยวไปก่อนในที่เป็นที่ทำอารมณ์ให้แจ้ง บุคคลรู้แจ้งรูปารมณ์ อันเห็นด้วยจักษุด้วยจิตนั่นแหล่ะ รู้แจ้งสัททารมณ์ อันได้ยินด้วยโสตด้วยจิตนั่นแหละ รู้แจ้งคันธารมณ์ อันได้กลิ่นด้วยฆานด้วยจิตนั่นแหละ รู้แจ้งรสารมณ์อันรู้รสด้วยชิวหาด้วยจิตนั่นแหละ รู้แจ้งโผฏฐัพพารมณ์ อันรู้สัมผัสด้วยกายด้วยจิตนั่นแหละ ย่อมรู้ แจ้งธรรมารมณ์อันรู้แล้วด้วยใจด้วยจิตนั่นแหละ เปรียบเสมือนบุคคลผู้รักษาพระนครนั่งอยู่ที่ทาง ๔ แพร่งในท่ามกลางพระนครย่อมใคร่ครวญ ย่อมรู้ชนผู้เดินเข้ามาว่า คนนี้เป็นคนถิ่น คนนี้เป็นผู้จรมาฉันใด จิตก็ฉันนั้น จิตเท่านั้นเป็นหัวหน้า เป็นธรรมชาติที่เที่ยวไปข้างหน้า จิตนี้นั้น ดวงหลังๆเมื่อเกิดขึ้น ย่อมปรากฏติดต่อกันทีเดียว เพราะทำดวงต้นๆให้สืบต่อกันนั่นเอง เพราะฉะนั้นจึง ชื่อว่า มีการเกี่ยวข้องกันเป็นปัจจุปัฏฐาน(เป็นผล) ในปัญจโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๕)จิตนั้นมีนามรูปเป็นปทัฏฐาน ในจตุโวการภพ มีนามเท่านั้นเป็นปทัฏฐาน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จิตมีนามรูปเป็นปทัฏฐาน(เหตุใกล้)[5]
อธิบายธรรมชาติ ๔ ประการของจิตตามนัยอรรถกถา
๑. มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ(วิชานนลกฺขณํ)
อารมณ์มี ๖ คือ อารมณ์ที่ปรากฏทางตา(รูปารมณ์) อารมณ์ที่ปรากฏทางหู(สัททารมณ์) อารมณ์ที่ปรากฏทางจมูก (คันธารมณ์) อารมณ์ที่ปรากฏทางลิ้น(รสารมณ์) อารมณ์ที่ปรากฏทางกาย(โผฏฐัพพารมณ์) อารมณ์ที่ปรากฏทางใจ(ธรรมารมณ์) จิตรับอารมณ์อยู่เสมอ จึงเรียกว่ารู้อารมณ์ ในหนังสือปรมัตถโชติกะปริจเฉทที่ ๑-๒-๖ได้สรุปธรรมชาติของจิตนั้นมีอยู่ ๓ ประการคือ
๑. มีการรับอารมณ์อยู่เสมอ
๒. เป็นเหตุให้เจตสิกทั้งหลายรู้อารมณ์ได้คล้ายๆ กับผู้นำ
๓. ทำให้สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตวิจิตรพิสดาร[6]
กิริยาที่จิตรับอารมณ์นั้นรับด้วยความรู้ ด้วยเหตุที่จิตเป็นธาตุรู้หรือมีธรรมชาติรู้หรือคิดอันเป็นลักษณะสำคัญ ดังนั้นวิธีรับอารมณ์ของจิตจึงเป็นการรับรู้ด้วยความรู้อาการที่จิตรับรู้อารมณ์นี้เรียกว่าน้อมไปคือ จิตน้อมไปรู้[7]คำว่าน้อมไปรับรู้อารมณ์คืออาการที่จิตออกมารับรู้โลกภายนอกที่เรียกว่าอารมณ์ภายนอกและพิจารณาอารมณ์ภายในเอง คือนึกคิดได้โดยอาศัยที่เชื่อมต่อของการรับรู้ที่เรียกว่า อายตนะ ทั้งภายนอกและภายในที่ประจวบกัน เพราะถ้าหากว่าอายตนะภายนอกและอายตนะภายในยังไม่ประจวบกัน จิตก็ยังไม่น้อมออกไปรับรู้[8]
๒. มีการเป็นหัวหน้าเป็นรส(ปุพฺพงฺคมรสํ)
การกระทำทางกายและทางวาจาของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมีจิตเป็นผู้นำเป็นผู้เริ่มต้น จิตเป็นผู้สั่งให้เคลื่อนไหวแสดงพฤติกรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่า
มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมนฺเวติ ฉายาว อนุปายินีติ[9]
(แปลความว่า ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดีหรือทำดีตามไปด้วย เพราะความดีนั้น สุขย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตัวเขาไป)
มนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในโลกนี้ จะมีความสุขหรือความทุกข์ก็ด้วยอำนาจของจิต ดังพระพุทธพจน์ว่า
จิตฺเตน นียติ โลโก จิตฺเตน ปริกสฺสติ
จิตฺตสฺส เอกธมฺมสฺส สพฺเพว วสมนฺวคูติ[10] (แปลความว่า โลกถูกจิตนำไป ถูกจิตผลักไสไป จิตเป็นธรรมอย่างหนึ่งที่โลกทั้งหมดตกอยู่ในอำนาจ)
๓. มีการเกี่ยวข้องกันเป็นเป็นอาการปรากฏ(สนฺนธานปจฺจุปฏฺฐานํ
จิตมีการเกิดดับอย่างต่อเนื่อง คือเกิดขึ้น,ตั้งอยู่,ดับไป ไม่ขาดสายเป็นอาการปรากฏ ดังพระพุทธพจน์ว่า
ตถาคตเรียกสิ่งนี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดทั้งคืนและวัน เปรียบเหมือนลิงเมื่อเที่ยวไปในป่าเล็กและป่าใหญ่จับกิ่งไม้ปล่อยกิ่งไม้นั้นแล้ว ย่อมจับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งนั้นแล้วย่อมจับกิ่งอื่นต่อไป ฉะนั้น ตถาคตจึงเรียกสิ่งนี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปตลอดทั้งคืนทั้งวัน[11]
ลักษณะของจิต ต้องตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืนไม่ตั้งอยู่ตลอดกาล ทุกขัง ความทนอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนทนอยู่ไม่ได้ตลอดกาล จึงมีอาการเกิดดับอยู่ร่ำไปและเป็นอนัตตา คือเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้
จิตนี้เกิดดับเกิดดับสืบต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วเหลือประมาณ จนปุถุชนคนธรรมดาเข้าใจว่าจิตนี้ไม่มีการเกิดดับ ยั่งยืนอยู่จนตลอดชีวิตดับไปก็เหมือนเข้าใจว่ากระแสไฟฟ้าชนิดกระแสสลับ ซึ่งไปกลับไปกลับอย่างรวดเร็วจนกระทั่งเราเห็นหลอดไฟสว่างอยู่ตลอดเวลา ก็เข้าใจว่ากระแสไฟฟ้าไม่ได้ไหลไปแล้วกลับ[12]
การเกิดดับของจิตหรือวิญญาณจึงเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ตลอดเวลา เป็นลักษณะสืบต่อเป็นสันตติ (Continuity) กล่าวคือ เมื่อขณะเก่ากำลังจะดับ ขณะใหม่ก็อาศัยพลังงานจากขณะเก่าเกิดขึ้น[13]การเกิดดับของจิตเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก จนไม่สามารถจะอุปมาได้ จึงมีคำกล่าวว่านามรูปเกิดดับด้วยความเร็วแสนโกฏิขณะ พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเร็วของจิตว่“เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วเหมือนจิตนี้ จิตนี้เปลี่ยนแปลงเร็ว จนเปรียบเทียบกับอะไรไม่ได้ง่ายๆ” [14]
๔. เป็นเหตุให้เกิดนามรูป (นามรูปปทฏฺฐานํ)
จิตหรือวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหานิทานสูตรว่า “ก็ถ้าวิญญาณไม่หยั่งลงสู่ท้องมารดา นามรูปจะก่อตัวขึ้นในท้องมารดาได้หรือ”[15]พระองค์ตรัสว่า “นามรูปย่อมเป็นไปพร้อมกับวิญญาณ เพราะต่างก็เป็นปัจจัยของกันและกัน”[16]ในปฏิจจสมุปบาทมีกฏอยู่ข้อหนึ่งว่า“วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ”[17] เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
ในพระสุตตันตปิฎก ขุทฺทกนิกาย ธมฺมปทปาลิได้กล่าวถึงลักษณะของจิต ว่ามีการเที่ยวไปไกล เที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยาก ข่มได้ยาก และในหนังสือ จิต มโน วิญญาณ ของ รท.ดร. บรรจบ บรรณรุจิ ได้แบ่งลักษณะของจิตออกเป็น ๒ ลักษณะ คือลักษณะทั่วไปและลักษณะเฉพาะ[18]
ลักษณะของจิต ๒ ประการ
๑. ลักษณะทั่วไป คือ
๑.๑ เที่ยวไปไกล (ทูรงฺคมํ) [19]คือ รับอารมณ์ที่อยู่ไกลได้[20]
ก. อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน (ปัจจุบันนารมณ์) ได้แก่ สิ่งสัมผัสที่อยู่ภายนอกหรือล้อมรอบตัวเรา มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์เหล่านี้เป็นปัจจุบันในขณะที่เราได้เห็น หรือได้ยิน ฯลฯ และที่นับว่าอยู่ไกลก็เพราะอยู่ภายนอกจากตัวเรา(อารมณ์ที่อยู่ภายในตัวเราได้แก่อาการ ๓๒ คือ ผล ขน เล็บเป็นต้น)
ข. อารมณ์ที่เป็นอดีต (อตีตารมณ์) ได้แก่ ธรรมารมณ์ คือสิ่งหรือเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในความคิดซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้ว แต่เราได้หวนกลับไปคิดใหม่ที่จัดว่าอยู่ไกล ก็เพราะอารมณ์ที่เราระลึกถึงนั้น ครั้งหนึ่งก็คือ ปัจจุบันนารมณ์ที่อยู่ภายนอกตัวเรานั่นเอง แต่บัดนี้มันได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ค. อารมณ์ที่เป็นอนาคต(อนาคตารมณ์) ได้แก่ ธรรมารมณ์ คือการคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกาลข้างหน้า ที่จัดว่าอยู่ไกลก็เพราะอารมณ์ที่เราระลึกไปถึงนั้น ส่วนมากก็ไม่พ้นไปจาก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันเป็นสิ่งที่ล้อมรอบตัวไปได้แต่ว่ามันยังไม่ได้มาถึงจริงเท่านั้น[21]
๑.๒ เที่ยวไปดวงเดียว (เอกจรํ) [22]คือ เกิดขึ้นทีละดวงๆดวงหนึ่งดับ ดวงหนึ่งจึงเกิดขึ้น จะไม่เกิดขึ้นพร้อมกัน [23]จิตมีการเกิดดับทีละขณะ กล่าวคือเมื่อเกิดความคิดขึ้นมาแล้ว ความคิดนั้นก็เกิดขึ้นทีละอย่างตามลำดับก่อนหลัง แม้ว่าบางครั้งจะดูเหมือนว่าในขณะเดียวกันเรามีความคิดหลายอย่าง เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความคิดนั้นก็เป็นไปทีละขณะ ส่วนที่เราเห็นว่าเกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นเพราะความไวของจิตซึ่งเกิดดับได้รวดเร็วมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถกำหนดแยกได้ว่าเกิดดับขณะไหน และความคิดเรื่องอะไรเกิดก่อนเกิดหลัง[24]
๑.๓ ไม่มีรูปร่าง (อสรีรํ) [25]คือ ไม่มีสัณฐาน ไม่มีสีเป็นต้น [26]จิตเป็นพลังงานนามธรรม ที่ไม่มีตัวตนให้มองเห็น หรือให้ถูกต้องได้กับร่างกาย แต่ก็สามารถไปไหนมาไหนได้ไม่มีร่องรอยปรากฏให้เห็น[27]
๑.๔ อาศัยอยู่ในถ้ำ (คุหาสยํ)[28] คือ อาศัยอยู่ในมหาภูตรูป และ หทยรูป[29] จิตนั้นแม้จะเป็นนามธรรม แต่ก็ต้องมีที่อยู่อาศัยเหมือนกันที่อยู่อาศัยของจิตที่เรียกว่า ถ้ำ นั้น เมื่อว่าโดยส่วนกว้างก็หมายถึงร่างกายของคนเรา แต่เมื่อว่าโดยส่วนแคบเข้าก็หมายถึง หทยวัตถุ[30]หทยวัตถุ คือ หัวใจ
[1] อภิ.สงฺ.(ไทย) ๓๔/๖/๒๘,(บาลี) ๓๔/๖/ ๒๘.
[2] อภิ.สงฺ.อ. ๑/๒๙๔–๒๙๗.(ฉบับภูมิพโลภิกขุ).
[3] อภิ.สงฺ. สรุปจากพระไตรปิฎกภาษาไทยเล่มที่ ๓๔.
[4] อภิ.สงฺ.อ. ๑/๓๑๖.
[5] อภิ.สงฺ.อ.๑/๓๑๖–๓๑๗.
[6] พระสัทธัมมโชติกะธัมมาจริยะ, ปรมัตถโชติกะปริจเฉทที่ ๑-๒-๖,(กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์การพิมพ์, ๒๕๔๓),หน้า ๖.
[7] สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก, ธรรมดุษฎี,มูลนิธิวิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, ๒๕๓๙,หน้า ๒๔๐, อ้างในจันทรัชนันท์ สิงหทัต, การศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดเรื่องจิตในพระพุทธศาสนาเถรวาท และมหายานอินเดีย:ศึกษาเฉพาะกรณีพระสูตร พระอภิธรรมและลังกาวตารสูตร, งานวิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๙. หน้า ๘๓.
[8] จันทรัชนันท์ สิงหทัต, การศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดเรื่องจิตในพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานอินเดีย: ศึกษาเฉพาะกรณีพระสูตร พระอภิธรรม และลังกาวตารสูตร,หน้า ๗๔.
[9] ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑/๑, (บาลี) ๒๕/๑/๑.
[10] สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๖๒/๗๓, (บาลี) ๑๕/๖๒/ ๔๔.
[11] สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๖๑/๑๑๖, (บาลี) ๑๖/ ๖๑/๙๑–๙๒.
[12] ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมสุนทร), คู่มือการศึกษาจิตปรมัตถ พระอภิธัมมัตถสังคหะปริจเฉท ๑(กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์อำพลวิทยา, ๑๕๐๙),หน้า ๑๕.
[13] Herbert V. Guenther, Philosophy and Psychology In the Abhidhamma 2 nd ed,(Delhi: Motial Banarsidass Publishers 1991), p5, อ้างในวิทยานิพนธ์ของ จันทรัชนันท์ สิงหทัต, ศึกษาเปรียบเทียบแนวความคิดเรื่องจิตในพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานอินเดีย: ศึกษาเฉพาะกรณีพระสูตร พระอภิธรรม และลังกาวตารสูตร, หน้า ๘๑.
[14] องฺ. เอก. (ไทย) ๒๐/๔๘/๙, (บาลี) ๒๐/๔๘/๗๐ – ๗๑.
[15] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๑๕/๖๕, (บาลี) ๑๐/๑๑๕/ ๕๖.
[16] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๑๖/๖๖, (บาลี) ๑๐/๑๑๖/ ๕๖.
[17] ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๗/๕๘, (บาลี) ๑๐/๙๗/๕๕.
[18] บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญญาณ, หน้า ๓๕.
[19] ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๗/๓๗.(บาลี) ๒๕/๓๗/๒๒.
[20] ขุ.ธ.อ. ๒/๑๒๖.
[21] บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญญาณ, หน้า ๓๕–๓๖.
[22] ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๗/๓๗,(บาลี) ๒๕/๓๗/๒๒.
[23] ขุ.ธ.อ. ๒/๑๒๖.
[24] บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญญาณ, หน้า ๓๗.
[25] ขุ.ธ.(ไทย) ๒๕/๓๗/๓๗, (บาลี) ๒๕/๓๗/๒๒.
[26] ขุ.ธ.อ. ๒/๑๒๖.
[27] บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญญาณ, หน้า ๓๘.
[28] ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๓๗/๓๗, (บาลี) ๒๕/๓๗/๒๒.
[29] ขุ.ธ.อ. ๒/๑๒๖.
[30] บรรจบ บรรณรุจิ, จิต มโน วิญญาณ, หน้า ๓๘.