ข้อแตกต่างสำคัญของคนโง่กับคนมีปัญญา

          ระยะนี้ผมพอมีเวลาว่างบ้าง ก็เลยหันมาจัดความเป็นระเบียบให้กับชั้นหนังสือในห้อง เพราะถ้าไม่ลงมือตั้งแต่บัดนี้ เสียงแดกดันเชิงตำหนิจากคนข้างกาย ก็จะตามมา ขณะจัดหนังสือ ก็เปิดดูรายละเอียดแต่ละเล่มไปเรื่อย เห็นหนังสือเล่มบาง ๆ หน้าปกเป็นรูปเรือใบกำลังโต้คลื่น จำไม่ได้ว่าเป็นหนังสืออะไรเพราะหน้าปกไม่มีรายละเอียดอะไรเลย ก็เลยหยุดชั่วขณะ หันมาดูรายละเอียดหนังสือเล่มดังกล่าว ดีกว่า

          หนังสือเล่มนี้ คณะผู้จัดทำคือ โครงการพบกันครึ่งทาง จัดทำขึ้นเพื่อน้อมเกล้าถวายในหลวง เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 2542 และมารู้ชื่อหนังสือจากปกในหนังสือเล่มนี้ชื่อว่า น้ำ มีทั้งหมดอยู่ 7 ตอน ความทรงจำเก่าของผมเริ่มกลับมา ผมเคยอ่านแล้ว และยังจดจำข้อความดี ๆ ที่มีค่าแก่การจดจำได้ อย่างเช่น เรื่อง คลื่นชีวิต เขาจำแนกคนโง่ คนฉลาด ไว้อย่างน่าคิด ดังนี้ครับ

          "...ทรัพย์สมบัติทิ้งไว้ให้ทายาทได้ ความโง่ความฉลาดทิ้งไว้ให้ใครไม่ได้ คนโง่จะทำเป็นคนฉลาดไม่ได้ หรือจะทำก็ทำได้เพียงคนฉลาดแบบโง่ ๆ เท่านั้น แต่คนฉลาดทำเป็นคนโง่ได้เหมือนแสงสว่างเข้าไปในความมืดได้ แต่ความมืดส่องเข้าไปในแสงสว่างไม่ได้ มีเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างหนึ่งคือ คนที่มีปัญญาที่สุด กับ คนที่โง่ที่สุดจะเหมือนกันคือ การไม่หวั่นไหวหรือเปลี่ยนแปลงเพราะเหตุของสิ่งแวดล้อม

          คนโง่ เมื่อยังยอมอาศัยปัญญาของคนฉลาดอยู่ ก็ยังพอรักษาตนอยู่ได้ ถ้าโง่แล้วอวดฉลาดขึ้นมาเมื่อไรก็แย่เมื่อนั้น เพราะเมื่อถึงคราวคับขันจะต้องแก้ปัญหาก็ไม่มีปัญญาช่วยตนเอง คนมีปัญญาจะตั้งหน้าแก้ไขตนเอง เพื่อให้ตนเป็นที่รักและน่านับถือของคนอื่น แต่คนโง่จะแก้ไขคนอื่นเพื่อให้เขารักและนับถือตน..."

          ผมอ่านแค่ตอนแรก อ่านไปคิดไป ค่อนข้างเชื่อว่ามุมมองนี้ น้อยคนนักที่จะมองเห็น จึงตั้งใจไว้ว่า ถึงแม้นจะเคยอ่านมาแล้ว เมื่อสิบกว่าปี แต่ถ้าสิ่งที่ได้จากหนังสือเล่มนี้มีคุณค่า เหมาะสมกับการนำไปเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดำรงชีวิต ผมก็จะไม่ปฏิเสธในการอ่านอีกรอบหนึ่ง

          ได้ข้อคิดหรือสิ่งดี ๆ จาก "น้ำ" รับรองว่าจะไม่เก็บเอาไว้แต่เพียงคนเดียวแน่นอน อดใจรอหน่อย ผมนำมาฝากพวกเราแน่ เพียงแต่ว่าพวกเรารอไหวหรือเปล่า เท่านั้นเอง