ชั้นฉาย – นาฬิกา

                 พระอาทิตย์ เป็นเครื่องบอกเวลาฉันใดเราก็อาศัยดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันนั่นแหละเป็นเครื่องบอกเวลาได้ฉันนั้น 

                ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนได้กล่าวถึงเวลาเกิดของขุนแผนว่า

                      “ปีขาลวันอังคารเดือนห้า                   ตกฟากเมื่อเวลาสามชั้นฉาย”

                นี่เป็นเวลาเกิดของพลายแก้ว และก็เป็นชนบทบ้านนอกด้วยเพราะถ้าเป็นในเมืองต้องบอกเป็น “โมง” หรือ “นาฬิกา”      แล้วคำว่า     “ชั้นฉาย”  คืออะไร

                ฉาย  แปลว่า ร่ม หรือ เงา  เช่น  รุกขฉายา  แปลว่า ร่มไม้  หรือเงาไม้    พระฉายาลักษณ์  รูป  หรือลักษณะที่เป็นเงา  “พระฉาย”   เงา  หรือ รูป  พระพุทธเจ้า แต่ในที่นี้หมายเพียงถึงเงา เงาของอะไรเงาของไม้ที่เกิดแต่การส่องแสงของดวงอาทิตย์  คือการเอาไม้มาปักไว้เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมาขอบฟ้าก็สาดแสงส่องกระทบไม้เป็นเงา (อย่างที่เขาเรียกว่า “นาฬิกาแดด”)  แล้วก็ขีดดินแบ่งไว้เป็นชั้น ๆ ชั้นละ ๑ ชั่วโมง    
เข้าไปหาศูนย์กลาง คือ ไม้

๖        โมงเช้า  ตะวันเพิ่งขั้นเงาไม้ก็ทอดยาวหน่อย ก็เป็น ๗ ชั้น

๗       โมงเช้า ตะวันขึ้นสูงเงาไม้ก็หดสั้นเข้ามาเหลือเพียง ๖ ชั้น

ตะวันยิ่งสูงขึ้นเงาก็ยิ่งสั้น ชั้นก็หดเข้ามาเรื่อย ๆ เป็น ๕ ชั้น  ๔  ชั้น  ๓  ชั้น และ  ๒  ชั้น

ในจารึกวัดศรีชุม (หลักที่สอง)  มีว่า “ปาฏิหาริย์แต่อุ่นเถิงสองชั้นฉายจักใกล้เที่ยง” 

สองชั้นฉายก็คือ ๑๑ นาฬิกานั่นเอง ชั้นเดียวก็คือเที่ยง  พอเลยเที่ยงไปตะวันก็“บ่าย”
(แปลว่า ลง)  หรือ ชาย  บ่ายโมงก็ สองชั้นบ่าย  หรือบ่ายสองชั้นก็แล้วแต่  บ่ายสองโมงก็สามชั้น  เรื่อยไปจนถึง  ๖ โมง ก็ ๗ ชั้น เท่ากันกับ     ตอนเช้า

        ส่วนคำว่า“นาฬิกา” นั้นมาจากไหน? ในสมัยก่อนผู้ที่มีอายุช่วง ๖๐-๘๐ ปี             ในปัจจุบัน คงจะเคยได้ยินเพลง “นาฬิเกต้นดก” เมื่อครั้งยังเด็ก  เป็นเพลงกล่อมเด็กที่มีเนื้อเพลงว่า

                “โอ้ละเห่…(เอย)  นาฬิกาต้นดก ปลูกเอาไว้แถมพก หนุ่มน้อยจะมีเมีย  แค้นใจไอ้กระรอก  มากัดดอกมะพร้าวเสีย…” 

ในเนื้อเพลงนี้บอกให้รู้ว่า  “นาฬิเก”  เป็นมะพร้าว  คงจะเป็นมะพร้าวชนิดหนึ่ง  ว่ากันว่าเป็นมะพร้าวผลใหญ่กะลาโต     เจ้ากะลามะพร้าวนาฬิเกนี่เอง เขาเอามาเจาะรูให้ได้ส่วนกับดวงอาทิตย์      ซึ่งเทียบกับเวลาปัจจุบันก็ชั่วโมงหนึ่ง  ให้จมลงไปพอดี เมื่อจมลงไปทีหนึ่งก็เรียก “นาฬิเก” หนึ่ง

                คำว่า  นาฬิกา   ก็มาจากนาฬิเก นี่เอง  “เก” กับ “กา”  เสียงใกล้กันเรียกไปเรียกมาก็เพี้ยนเป็น กา ไป   แต่นาฬิกาหนึ่งก็เท่ากับชั่วโมงหนึ่งเท่านั้น     ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาไม่ว่าฉบับใดก็ตามจะพบความประโยคหนึ่งอยู่เสมอ เช่น   

“ศักราช ๗๑๒  ขาลศกวัน ๖ ฯ๕ เพลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๙ บาท แรกสถาปนา            กรุงพระนคร ศรีอยุธยา…”     

“ ณ วัน  ๖ ฯ ๒ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๖ บาทเสด็จพยุหายาตราไปครองเมืองละแวก”     “ศักราช  ๙๕๗ มะแม วัน ๑ ฯ ๑ ค่ำ  เพลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๙ บาท   
เสด็จพยุหยาตราไปเมืองหงสา…”

 “ ครั้น ณ วันจันทร์เดือนแปดแรมสามค่ำ  เพลาชายแล้วสองนาฬิกาห้าบาท           
ยกพลทหารเข้าเผาประตูดอนแหลม…”

                จะเห็นว่ามีเศษอยู่ และเศษเป็น “บาท”   และจำนวนของเศษนั้นก็จะพบว่ามี   “๙” มากที่สุดจะไม่พบว่า “๑๐ บาท” เลย  ซึ่งคำว่า “บาท” ก็มาจากคำว่า  “บาด” แปลว่า “แผล” ในสมัยก่อนมีการนำกะลามะพร้าว มาแบ่งเป็น ๑๐ ส่วน โดย “บาด”
(ทำให้เป็นแผล) ลงไป ๙ รอย เวลาเช้านับแต่ “รุ่ง” (ประมาณ   ๖ โมงเช้า) พอรุ่งก็เอากะลาลอย  กะลาจมลงไปแค่รอยขีดไหนกี่ขีดกี่บาด  ก็เป็นรุ่งและ…บาดตามรอยนั้น       พอถึงส่วนที่ ๑๐ กะลาก็จมลง จึงเรียกว่า “นาฬิกาหนึ่ง”  แล้วก็เอาขึ้นมาลอยใหม่
จมลงกี่บาดก็เป็นเศษของนาฬิกาเท่านั้น    พอเลยบาดที่ ๙  ก็จมอีก  ฉะนั้น บาดที่ ๑๐ จึงไม่มี

                 นาฬิกาน้ำก็เรียก  ช่วงหลังของวันว่า “ชาย” หรือ “บ่าย”  เช่นเดียวกับนาฬิกาแดด  เพราะใช้มาตรฐานแห่งเวลาอันเดียวกัน    การจับเวลาแบบใช้กะลานี้แหละเวลาที่ศิลปะมวยไทยจึงเรียกว่าเป็น “ยก”  คือเมื่อกะลาจมลงไปทีก็ต้อง “ยก” ขึ้นมาใหม่ สนามมวยสมัยนี้ไม่ได้ใช้การจับเวลาเช่นนี้แล้วเหลื่อแต่คำว่า “ยก”   เป็นพยาน 
แต่ในการตีไก่  ยังคงรักษาประเพณีนี้ไว้อยู่ คือยังใช้จอกลอยน้ำจับเวลาพอจอกจมลงไปทีก็เลื่อน ไม้คะแนนไปอันหนึ่งเลยเรียก “อันจม” แต่ต่อมาหดเหลือ “อัน” เฉย ๆ

                เมื่อจับเวลาว่าได้เวลาอย่างไรแล้วในสมัยก่อนก็จะมีการส่งสัญญาณออกไปทางเครื่องตี  กลางวันก็ใช้ฆ้อง จึงเกิดเป็นเสียง “โมง”  กลางคืนใช้กลองจึงเกิดเป็นเสียง “ทุ่ม”   กลางวันก็จะเริ่มตั้งแต่ ๖ โมงเช้า ตอนเริ่ม ๖ โมงเช้าต้องมีการ รัวฆ้องก่อนจึงเกิดคำว่า “ย่ำรุ่ง”  พอตอนเย็นหรือ      ๖ โมงเย็นก็มีการรัวกลอง  จึงเกิดคำว่า “ย่ำค่ำ”   “ ย่ำ “ หมายถึง “รัว” นั่นเอง  ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติมีกลองอยู่ใบหนึ่งชื่อ
“ย่ำพระสุรีย์ศรี”   ซึ่งเป็นกลองที่ใช้ตีบอกเวลากลางคืนนั่นเอง

                ดังนั้นเวลาเกิดของขุนแผนที่บ้านอยู่ไกลถึงสุพรรณบุรีห่างจากกรุงศรีอยุธยามากจึงไม่ได้ยินเสียงสัญญาณบอกเวลาในกรุงได้จึงได้ทำนาฬิกาแดดดูกันเอาเอง
  “สามชั้นฉาย”  ที่พลายแก้วเกิดนั้นก็ คือ ๔ โมงเช้าหรือ ๑๐ นาฬิกานี่เอง