GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

shukur2003

ชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน ผู้คนมีความแตกต่างกันในทุกด้านทั้งชาติพันธุ์ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม การเรียนรู้ วิถีชีวิตในความแตกต่าง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุข
วิถีชีวิตมุสลิมภาคใต้กับการจัดเมาลิดินนบีรำลึกและข้อคิด พิมพ์ ส่งเมล์
วันจันทร์ที่ 10 เมษายน 2006 15:54น.

เรียบเรียงโดย อ. อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์  ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ   )
 ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ ต.สะกอม  อ.จะนะ จ.สงขลา

thumb_madeena6.jpg             ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัดและผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

  (ภาพจาก http://www.fadak.org/)           

               ชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ละเอียดอ่อน ผู้คนมีความแตกต่างกันในทุกด้านทั้งชาติพันธุ์ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรม การเรียนรู้ วิถีชีวิตในความแตกต่าง เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติสุข

              เมื่อเดือนร่อบีอุ้ลเอาวัลมาถึง(ซึ่งปีนี้ตรงกับเดือนเมษายน 2549) โดยเฉพาะวันที่  12 ร่อบีอุ้ลเอาวัล ซึ่งตรงกับ วันที่ 10 เมษายน 2549นับว่า เป็นเดือนและวันที่เกียรติอีกเดือนหนึ่งและวันหนึ่งซึ่ง อัลลอฮ์ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประทานให้แก่มวลมนุษยชาติ เพราะท่านศาสดานบีมุฮัมมัด ทรงประสูติในเดือนนี้

             มุสลิมส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนใต้จะจัดกิจกรรมเมาลิดินนบีรำลึกโดยได้แสดง ออกถึงความรัก การให้เกียรติยกย่อง ท่านนบีมุฮัมมัด โดยจัดงานคล้ายวันเกิดของท่านขึ้นโดยมีกิจกรรมดังนี้

             ระดับบุคคล  สำหรับผู้ที่ร่ำรวย จะเชิญบรรดาโต๊ะครู  ผู้นำศาสนา เพื่อนบ้านมาที่บ้านและอ่านประวัติศาสดาซึ่งเป็นบทกวีภาษาอาหรับเรียกว่าอ่านบัรซันยี หลังจากนั้นจะบริจาคทานและเลี้ยงอาหาร

            ระดับหมู่บ้าน  จะจัดที่มัสยิดประจำหมู่บ้านโดยจะเชิญบรรดาโต๊ะครู  ผู้นำศาสนา  ประชานในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน มาที่มัสยิดและอ่านประวัติศาสดาหลังจากนั้นจะบริจาคทานและเลี้ยงอาหารโดยของบริจาคและอาหารนั้นแต่ละครอบครัวโดยรอบมัสยิดจะเตรียมอาหารครอบครัวละสำรับพร้อมของบริจาคหนึ่งถุง  บางมัสยิดอาจจะรวบรวมเงินบริจาคและให้ชาวทำอาหารร่วมกัน

             ระดับอำเภอหรือจังหวัด  จะจัดงานเมาลิดินนบีรำลึก โดยหน่วยงานราชการของอำเภอหรือจังหวัดจะร่วมองค์กรศาสนา กำหนดวันที่เหมาะสมร่วมจัดกิจกรรมโดยมีกิจกรรมเสริมนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเช่นการแสดงนิทรรศการ  การออกร้าน  กิจกรรมบนเวทีของหน่วยงานต่างๆ และบางอำเภอหรือจังหวัดมีต่างศาสนิกเข้าร่วมกิจกรรมด้วย เป็นการแสดงออกความสมานฉันท์ของศาสนิกในชุมชน

ประวัติ การจัดงานเมาลิด

             การจัดงานเมาลิดที่จังหวัดชายแดนใต้ก็ได้รับอิทธิพลจากประวัติการจัดงานเมาลิดจากโลกมุสลิมดังนี้

             การจัดงานเมาลิดนบี เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศอียิปต์ เมื่อปี ฮ.ศ. 362 ซึ่งขณะนั้นวงศ์ฟาตีมียฺชีอะฮฺ อิสมาอีลียะฮฺ (คนละนิกายกับชีอะฮฺ อิสไนอะชะรียะฮฺ -12 อิมาม) เป็นผู้ปกครองอียิปต์ และได้สถาปนาอาณาจักรฟาตีมียฺขึ้น ผู้ปกครองขณะนั้นได้แก่ คอลีฟะฮฺ อัลมุอิซลิดีนิลลาฮฺ อัลฟาตีมียฺ พวกฟาตีมียฺ ได้จัดงานเมาลิดขึ้น 6 งานคือ
1. เมาลิดนบีมุฮัมมัด
2. เมาลิดอีมามอาลี อิบนิอบีฎอลิบ
3. เมาลิดท่านหญิงฟาติมะฮฺ อัซซัฮฺรออฺ บุตรีของท่านนบีมุฮัมมัด และเป็นภรรยาของท่าน อิมามอาลี
4. เมาลิดท่านหะซัน อิบนิอาลี อิบนิอบีฎอลิบ
5. เมาลิดท่านฮุเซน อิบนิอาลี อิบนิอบีฎอลิบ
6. เมาลิดท่านคอลีฟะฮฺ ผู้ปกครอง

             บรรยากาศของงานเมาลิดสมัยนั้น เต็มไปด้วยความครึกครื้นมีการประดับประดาสถานที่ต่าง ๆ ด้วยแสงสี มีการชุมนุมกันและอ่านอัลกุรอ่านที่มัสยิด อ่านโคลง กลอน บทสดุดี และชีวประวัติของท่านนบี โดยผู้ที่มีเสียงดี

             พร้อมกันนั้น ก็มีการจัดสถานที่สำหรับแจกจ่ายทานบริจาคแก่ผู้ที่ยากจนขัดสน เมื่อคอลีฟะฮฺ อัลอามิร บิอะฮฺกามิลลาฮฺ ได้ปกครองอาณาจักรฟาตีมียฺ เขามีเสนาบดีชื่อ บัดรุลญะมาลียฺ ซึ่งยึดมั่นในแนวซุนนะฮฺ

             ในปี ฮ.ศ. 488 เขาได้ออกประกาศห้ามจัดงานเมาลิดทั้งหมด นักประวัติศาสตร์บางคนกล่าวว่า คอลีฟะฮฺอัลมุสตะอฺลียฺ บิลลาฮฺ มีความอ่อนแอจึงไม่อาจจะจัดการใด ๆ ที่จะยกเลิกคำสั่งของบุดรุลญะมาลียฺ ที่ยกเลิกการจัดงานเมาลิด

             แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่บัดรุลญะ มาลียฺ ถึงแก่กรรม ก็มีการฟื้นฟูการจัดงานเมาลิดขึ้นอีก เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคอลีฟะฮฺ อัลอามิร บิอะฮฺกามิลลาฮฺ บุตรของคอลีฟะฮฺ อัลมุสตะอฺลียฺบิลลาฮฺ ได้ปกครองอาณาจักรฟาตีมียฺ ปี ฮ.ศ. 495

             ในปี ฮ.ศ. 567 อียิปต์ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของซ่อลาฮุดดีน อัลอัยยูบียฺ ท่านยึดมั่นในแนวซุนนะฮฺ จึงได้ยกเลิกการจัดงานเมาลิดทั้งหมด ทั่วอาณาจักรอัยยูบียฺ ไม่มีผู้ใดที่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านนอกจากกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร อบูสะอีด แห่งเมืองอิรบีล ซึ่งอยู่ในประเทศอิรักปัจจุบัน

             กษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัรผู้นี้ ได้แต่งงานกับน้องสาวของท่านซ่อลาฮุดดีน อับอัยยูบียฺ ได้มีผู้เขียนหนังสือชมเชย การจัดงานเมาลิดบุคคลแรก ได้แก่ อบุลค้อฏฏอบ อิบนุดะฮียะฮฺ โดยได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า "อัตตันวีร ฟีเมาลิดิลบะชีร อันนะซีร" โดยที่กษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร ได้ให้รางวัลเป็นเงิน 1,000 ดีนาร์

             ในหนังสือ "มิรอาตุซซะมาน" กล่าวว่า กษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร เป็นผู้ประดิษฐ์อุตริกรรมเมาลิด พระองค์ได้ทรงให้จัดเตรียมอาหารเลี้ยงขึ้นโดยเป็น แกะย่าง 5,000 ตัว ไก่ 10,000 ตัว ม้า 100 ตัว เนยแข็ง100,000 ชิ้น ขนมหวาน 30,000 จาน และสิ้นค่าใช้จ่ายในการจัดงานมากกว่า 300,000 ดิรฮัม พระองค์ได้สดับฟัง การอ่านขับร้องบทสรรเสริญท่านนบีมุฮัมมัด ตั้งแต่เวลา ซุฮรฺ จนกระทั่งถึงเวลารุ่งอรุณของวันใหม่ บางครั้งพระองค์ ก็ทรงลงไปเต้นกับพวกนักเต้นทั้งหลายด้วย

              เนื่องจากมุสลิมบางคนมีความเห็นว่า ท่านนบีมุฮัมมัดเกิดในวันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล และบางคนมีความเห็นว่าท่านนบีเกิดในวันที่ 9 รอบีอุลเอาวัล เพื่อจะไม่ก่อให้เกิดการขัดแย้งกัน ระหว่างมุสลิมในอียิปต์กับกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร จึงจัดงานเมาลิดในวันที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปีหนึ่งและจัดในวันที่ 9 เดือนรอบีอุลเอาวัล ในอีกปีหนึ่ง

             การจัดงานเมาลิดได้ดำเนินมาตลอด สมัยของกษัตริย์อัลมุซ็อฟฟัร จนกระทั่งพระองค์ได้สิ้น พระชนม์ในปี ฮ.ศ. 630 ก็ไม่มีใครจัดงานเมาลิดต่อมาอีกเลย จนถึงปี ฮ.ศ. 785 ซุลต่าน อัซซฮิร บัรกู้ก ได้ปกครองอียิปต์ จึงได้มีการพลิกฟื้น การจัดงานเมาลิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยที่ซุลต่าน อัซซอฮิร ได้ให้ทองคอบริสุทธิ์ น้ำหนัก 10,000 มิสก้อล เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานเมาลิดเป็นประจำทุกปี

             ในปี ฮ.ศ. 845 เป็นสมัยของซุลต่าน ซัยฟุดดีนยัรมูก ได้มีการจัดงานเมาลิดนบี โดยจัดให้มีการอ่านประวัติของท่านนบีโดยละเอียด เมื่อถึงสมัยของอาณาจักรมะมาลีก ในอียิปต์ก็ได้มีการจัดงานเมาลิดเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่งในยุคของซุลต่านนน อัชรอฟ กอยตะบาย ท่านได้ใช้ให้จัดปะรำพิธีอย่างมโหฬาร มีชื่อว่า "อัสสูรอดิก อัลอัชรอฟียฺ" โดยออกค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 36,000 ดีนาร์

             ต่อมาในปีฮ.ศ. 922 อาณาจักรอุสมานี ตุรกีภายใต้การนำของซุลต่านสลีมที่ 1 ได้ยกกอง ทัพเข้ามายึดครองอียิปต์ และได้มีการแต่งตั้งข้าหลวงประจำอียิปต์ขึ้นชื่อ เครฺเบยฺ ข้าหลวงผู้นี้ได้ฟื้นฟูการจัดงานเมาลิดขึ้นด้วยจนกระทั่งปี ฮ.ศ. 1213 ฝรั่งเศสได้เข้ายึดครองอียิปต์และได้บังคับให้ เชคค่อลีล อัลบักรี แห่งอัลอัซฮัร จัดงานเมาลิดขึ้น โดยได้จ่ายเงินช่วยเหลือในการจัดงานครั้งนี้ 300 เหรียญ

             ในปี ฮ.ศ. 1220 มุฮัมมัดอาลีได้ปกครองอียิปต์ท่านจึงได้ให้จัดงานเมาลิดขึ้นอันเป็นฉลอง 3 วัน 3 คืน ในปี ฮ.ศ. 1280 งานฉลองเมาลิดได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปโดยมีการละเล่นต่าง ๆ มีการอ่านโคลง กลอนสรรเสริญท่านนบี ในตอนกลางคืนมีการตั้งวง ซิเกร (รำลึกถึงพระเจ้า) ของชาวฏอริกัต สายต่าง ๆ

             ในระยะหลัง ๆ มานี้ ได้มีการจัดงานเมาลิดอย่างเอิกเกริกเช่นก่อน นอกจากการจัดของชาวฏิริกัต เมื่อถึงวันที่ 12 รอบีอุลเอาวัล รัฐบาลจะประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ 1 วัน ภายหลังเวลามัฆริบ หรืออีชาอฺ ก็จะมีอิหม่ามประจำมัสยิดต่าง ๆ หรืออาจารย์ผู้มีชื่อเสียงแสดงปาฐกถา เกี่ยวกับชีวประวัติของท่านนบีมุฮัมมัด และเกียรติประวัติของท่าน มีปีหนึ่งทางการได้จัดงานรำลึกถึงเกีรยติประวัติของท่านนบี โดยได้จัดให้ศิลปินผู้มีน้ำเสียงดีอ่านคำกลอนบุรดะฮฺ เป็นท่วงทำนอง เคล้ากับเสียงดนตรี

             ส่วนทางด้านประชาชน ก็มีการทำขนมวันเมาลิด ตุ๊กตาวันเมาลิด โคมไฟวันเมาลิดออกมาจำหน่าย จ่ายแจกกัน (โปรดดูมุรีด ทิมะเสน: มุสลิมกับวันเมาลิด : http://www.mureed.%20com/)

ข้อคิด
             ถึงแม้ชุมชนส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนใต้จะจัดกิจกรรมเมาลิดินนบีรำลึกแต่ก็มีหลายชุมชนเช่นกันปฏิเสธการจัดกิจกรรม โดยอ้างเหตุผลว่าไม่มีแบบอย่างจากท่านศาสดา     ไม่ว่าแต่ละชุมชนจะมีเหตุผลการจัดกิจกรรมเมาลิดหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่มุสลิมควรมีความคิดร่วมกันคือการรักต่อศาสดาและปฏิบัติตามแนวทางของท่าน

             การประสูติขององค์พระศาสดา ทุกคนต่างก็ปลาบปลื้มปิติยินดีและสดุดีให้กับท่าน การรำลึกถึงการมาของมหาบรุษเอกของโลกที่มาพร้อมกับหลักธรรม คำสอน และแบบฉบับอันดีงามในการบริหารชีวิตตามพระบัญชาของอัลลอฮฺเจ้า

             เมื่อเดือนนี้มาถึง มุสลิมจัดให้มีการนำอัตตะชีวประวัติและพระจริยวัติของท่านมาประกาศให้แซ่ซ้อง เพื่อเป็นการสดุดีให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด ซึ่งแต่ละคนนั้นย่อมมีรูปแบบในการรำลึกถึงท่านนบีในรูปแบบที่ต่างกันไป แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงนั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวกิจกรรม หากแต่อยู่ที่เป้าหมายที่จะต้องมีจิตสำนึกเพื่อที่จะปฏิบัติ นั้นก็คือจะต้องนำในสิ่งที่ท่านนำมาเผยแผ่ เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต

             ดังนั้นเดือนร่อบีอุ้ลเอาวัลจึงไม่ใช่เดือนที่มุ่งเฉลิมฉลองให้กับท่านศาสดานบีมุฮัมมัด เท่านั้น และก็ไม่ใช่เดือนที่รำลึกถึงท่านในเชิงทฤษฎีเท่านั้น หากแต่ต้องนำมาในเชิงปฏิบัติควบคู่กันไปเพื่อที่จะบรรลุถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริง

              ที่สำคัญการก่อการร้ายหรือการแก้แค้นโดยใช้ความรุนแรงในนามศาสนามิใช่แนวทางของศาสดาอย่างแน่นอน 


 ----------------

ประวัติย่อ ศาสดามุฮัมมัด

อัลลอฮ์ได้ดำรัสความว่า
             "และเรามิได้ส่งเจ้า (ศาสดามุฮัมมัด) มาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ชาวโลกทั้งผอง" (21 : 107)

              ท่านศาสดามุฮัมมัด(ซล) เกิดที่มหานครมักกะฮฺ (เมกกะ) ตรงกับวันจันทร์ที่  ๑๒ เดือนร็อบีอุลเอาวัล ในปี ค.ศ. ๕๗๐ ในตอนแรกเกิดวรกายของมุฮัมมัด (ซล) มีรัศมีสว่างไสวและมีกลิ่นหอม เป็นศุภนิมิตบ่งถึงความพิเศษของทารก

              ปีที่ท่านเกิดนั้นเป็นปีที่อุปราชอับร็อฮะหฺแห่งอบิสสิเนีย (เอธิโอเปียปัจจุบัน) กรีฑาทัพช้างเข้าโจมตีมหานครมักกะฮฺ เพื่อทำลายกะอฺบะฮฺอันศักดิ์สิทธิ์ แต่อัลลอฮฺได้ทรงพิทักษ์มักกะฮฺ ด้วยการส่งกองทัพนกที่คาบกรวดหินลงมาทิ้งลงบนกองทัพนี้ จนไพร่พลต้องล้มตายระเนระนาด เนื้อตัวทะลุดุจดั่งใบไม้ที่ถูกหนอนกัดกิน อุปราชอับร็อฮะหฺจึงจำต้องถอยทัพกลับไป

             บิดาของมุฮัมมัดคือ อับดุลลอฮฺ เป็นบุตรสุดท้องของอับดุลมุฏฏอลิบ แห่งเผ่ากุเรช ผู้ได้ รับเกิยรติให้คุ้มครองบ่อน้ำซัมซัมริมกะอฺบะฮฺ อับดุลลอฮฺ ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่มุฮัมมัด(ซล)ยังอยู่ในครรภ์ของอะมีนะหฺ สตรีแห่งเผ่าศุหฺเราะหฺ ฺผู้เป็นมารดา

             อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่ได้ขนานนามว่า มุฮัมมัด แปลว่าผู้ที่ได้รับการสรรเสริญ เป็นนามที่ยังไม่มีผู้ใดใช้มาก่อนเลย เมื่อเกิดได้เพียงไม่นาน ท่านก็ต้องไปอยู่กับแม่นมรับจ้างซึ่งมีนามว่า ฮะลีมะหฺ แห่งเผ่าซะอัดซึ่งมีสามีชื่อว่า อะบูกับชะหฺ ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกมหานครทั้งนี้เพราะเป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวอาหรับ เมื่อต้องการให้บุตรของตนเติบโตขึ้นในชนบท เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมของชาวอาหรับพื้นเมืองที่แท้จริง

             และแล้วมุฮัมมัดก็ต้องสูญเสียมารดาตอนที่มีอายุ ๖ ขวบ ท่านจึงอยู่ในความอุปการะของปู่ ต่อมาอีกสองปี ปู่ของท่านก็สิ้นชีวิตไปอีกคน ท่านจึงอยู่ในความดูแล ของอะบูฏอลิบผู้เป็นลุง ซึ่งเป็นผู้มีเกิยรติคนหนึ่งในเผ่ากุเรชอีกผู้หนึ่งเช่นกัน

             เมื่ออายุ ๒๕ ปี ท่านก็ได้แต่งงานกับนางค็อดีญะหฺ สตรีผู้สูงศักดิ์ซึ่งมีฐานะร่ำรวย และมีอายุแก่กว่าท่านถึง ๑๕ ปี สิ่งแรกที่ท่านนบีมูฮัมมัด (ซล) ได้กระทำภายหลังสมรสได้ไม่กี่วันก็คือการปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ ซึ่งในสมัยนั้นน้อยนักที่จะมีผู้ทำเช่นนั้น

             ต่อมาการปลดทาสได้กลายเป็นบทบัญญัติอิสลาม ทั้งสองได้ใช้ชีวิตครองคู่กันเป็นเวลา ๒๕ ปีมีบุตรีด้วยกัน ๔ คน  ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺเสียชีวิตปี ค.ศ. ๖๑๙ ก่อนท่านมุฮัมมัดจะลี้ภัยไปยัษริบ(นครมะดีนะฮฺในปัจจุบัน) ๓ ปี

              เมื่ออายุ ๓๐ ปี ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในสหพันธ์ ฟุดูล อันเป็นองค์การพิทักษ์สาธารณภัยประชาชน เพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชน กิจการประจำวันของท่าน ก็คือ ประกอบแต่กุศลกรรม ปลดทุกข์ขจัดความเดือดร้อน ช่วยเหลือผู้ตกยาก บำรุงสาธารณกุศล

             เมื่ออายุ ๓๕ ปี ได้เกิดมีกรณีขัดแย้งในการบูรณะกะอฺบะหฺ ในเรื่องที่ว่าผู้ใดกันที่จะเป็นนำเอา อัลฮะญัร อัลอัสวัด (หินดำ) ไปประดิษฐานไว้สถานที่เดิมคือที่มุมของกะอฺบะหฺ อันเป็นเหตุให้คนทั้งเมืองเกือบจะรบราฆ่าฟันกันเองเพราะแย่งหน้าที่อันมีเกียรติ

             หลังจากการถกเถียงในที่ประชุมเป็นเวลานาน บรรดาหัวหน้าเผ่าตระกูลต่าง ๆ ก็มีมติว่า ผู้ใดก็ตามที่เป็นคนแรกที่เข้ามาใน อัลมัสญิด อัลฮะรอม ทางประตูบนีชัยบะหฺในวันนั้นจะให้ผู้นั้นเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะทำอย่างไร

             ปรากฏว่าท่านมุฮัมมัด (ซล) เป็นคนเดินเข้าไปเป็นคนแรก ท่านจึงมีอำนาจในการชี้ขาด โดยท่านเอาผ้าผืนหนึ่งปูลง แล้วท่านก็วางหินดำลงบนผืนผ้านั้น จากนั้นก็ให้หัวหน้าเผ่า เหล่านั้น จับชายผ้ากันทุกคน แล้วยกขึ้นพร้อม ๆ กัน เอาไปใกล้ ๆ สถานที่ตั้งของหินดำนั้น แล้วท่านมูฮำมัดก็เป็นผู้นำเอาหินดำไปประดิษฐานไว้ ณ ที่เดิม

             เมื่ออายุ ๔๐ ปี ท่านได้รับว่าวะฮฺยู (การวิวรณ์) จากอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้า ในถ้ำฮิรออฺ ซึ่งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งนอกเมืองมักกะฮ. โดยฑูตญิบรีลเป็นผู้นำมาบอกเป็นครั้งแรก เรียกร้องให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้เผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺ ดั่งที่ศาสดามูซา(โมเสส) อีซา(เยซู)เคยทำมา นั่นคือประกาศให้มวลมนุษย์นับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียว ท่านได้รับพระโองการติดต่อกันเป็นเวลา ๒๓ ปี  พระโองการเหล่านี้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มเรียกว่าคัมภีร์อัลกุรอาน

             ในตอนแรก ท่านเผยแพร่ศาสนาแก่วงศาคณาญาติและเพื่อนใกล้ชิดเป็นการภายในก่อน ท่านค็อดีญะฮ.เอง ได้สละทรัพย์สินเงินทองของท่านไปมากมาย และท่านอะบูฏอลิบก็ได้ปกป้องหลานชายของตนด้วยชีวิต

             ต่อมาท่านได้รับโองการจากพระเจ้าให้ประกาศเผยแพร่ศาสนาโดยเปิดเผย ทำให้ญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกัน ชาวกุเรชและอาหรับเผ่าอื่น ๆ ที่เคยนับถือท่าน พากันโกรธแค้น ตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอย่างรุนแรง ถึงกับวางแผนสังหารท่านหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ชนมุสลิมถูกค่ำบาตรไม่สามารถติดต่อทำธุรกิจกับผู้ใด จนต้องอดอยากหิวโหยเพราะขาดรายได้และไม่มีที่จะซื้ออาหาร  โดยมี อบูซุฟยาน แห่งตระกูลอุมัยยะหฺ และ อบูญะฮัลเป็นผู้นำ  หัวหน้ามุชริกูนที่จ้องทำลายล้างศาสนาอิสลาม

             สาวกกลุ่มหนึ่งต้องหนีออกจากมักกะฮฺเข้าลี้ภัยในอบิสสิเนีย กษัตริย์นัญญาชี(เนเกช)แห่ง อบิสสิเนียที่นับถือคริสต์ศาสนา ก็ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายหลังท่านเองก็เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม
 

thumb_madeena5.jpg

มัสยิดของท่านศาสดามุฮัมมัดในมะดีนะฮ.  (ภาพจาก www.fadak.org)        

เมื่อพวกมุชริกูนได้ทวีความรุนแรงในการคุกคามต่อท่าน ยิ่งขึ้นดังนั้นในปี ค.ศ. ๖๒๒ ท่านและสาวกเป็นร้อยจึงต้องอพยพหนีไปอยู่ที่นครยัษริบ ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือ ๔๕๐ กม. ตามคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าหลังจากที่ได้ทำการการเผยแผ่ศาสนาในมักกะฮ.เป็นเวลา ๑๓ ปี การอพยพนี้เรียกว่า ฮิจญ์เราะฮ. ซึ่งเป็นการเริ่มต้นศักราชของอิสลาม นับตั้งแต่ปีนั้นเป็นต้นมา

               ชาวเมืองยัษริบที่ได้รับศาสนาอิสลามก่อนหน้านั้นไม่นาน ก็ได้ต้อนรับท่านนบีและผู้ที่อพยพจากมักกะฮฺเสมือนพี่น้องของตนเอง นครยัษริบก็ได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น อัล-มะดีนะหฺ อัล-นะบะวียะหฺ หรือ มดีนัต อัล-นะบีย์ ซึ่งแปลว่า เมืองแห่งศาสนฑูต ท่านนบีได้ทำสัญญากับชาวยิวในเมืองมดีนะหฺว่า จะเป็นพันธมิตรไม่ทำความเดือดร้อนแก่กัน นครมดีนะหฺจึงกลายเป็นราชธานีแห่งอาณาจักรอิสลามตั้งแต่นั้นมา

              แม้ว่าท่านจะลี้ภัยไปอยู่มดีนฮ.แล้ว ท่านก็ยังถูกชาวมุชริกูนจากมักกะฮ.ยกพลมารุกรานโจมตีนครมดีนะหฺอยู่ไม่ขาด ทำให้ท่านนบี(ซล)ต้องเกณฑ์ไพร่พลออกต่อสู้ข้าศึกนอกเมืองหลายครั้งเป็นเวลาหลายปี

              ศึกสงครามครั้งแรกที่เกิดขึ้นได้แก่ สงครามบะดัร (๑๗ เดือนรอมฎอนปี ฮ.ศ. ที่ ๒ ตรงกับ ๑๕ มีนาคม ปี ค.ศ. ๖๔๔) เมื่อท่านนบีได้นำพลจำนวนเพียง ๓๑๔ คนออกสกัดกั้นกองคาราวานสินค้าของอบูซุฟยานและอบูญะฮัลที่ขนสินค้าเดินทางกลับมาจากซีเรีย กองคาราวานนี้มีผู้คนมากกว่า ๑,๐๐๐ คน

             ถึงกระนั้นก็ตาม ทัพของศรัทธาชนก็ได้รับชัยชนะ ทำให้พวกมุชริกูนต้องกระเจิด กระเจิงหนีกลับและกลับมาหมายโจมตีเมืองมะดีนะหฺอีกครั้ง วันที่ ๒๑ เดือนมีนาคม ๖๒๕ กองทัพของอบูซุฟยานที่มีไพร่พล ๓,๐๐๐ คน ก็มาถึงที่อุฮุด ท่านนบีก็ได้นำทัพซึ่งมีไพร่พลเพียง ๑,๐๐๐ คนออกสกัดกั้น

             ความจริงท่านนบีได้เตรียมกองทัพทั้งหมด ๑,๕๐๐ คน แต่อีก ๕๐๐ คนซึ่งอยู่ภายใต้การนำของอุษมานถอยกลับเข้าเมืองมะดีนะหฺ สาเหตุก็เพราะว่าอุษมานเป็นญาติใกล้ชิดกับอบูซุฟยาน และไพร่พลในกองทัพของอุษมานก็เป็นพวกมุนาฟิกูนเป็นส่วนมาก

             ในวันที่ ๒๓ สองกองทัพก็ประจัญบานกัน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ในที่สุดชาวมุชริกูนก็ถอยทัพกลับไป ชาวมุสลิมเสียชีวิตไป ๗๐ คน ท่านนบีเองก็ได้รับบาดเจ็บ

            ในเดือนเมษายน ค.ศ. ๖๒๗ อะบูซุฟยานได้ระดมพลจากเผ่าอาหรับต่าง ๆ ในอาราเบียถึง ๑๐,๐๐๐ คน แล้วกรีฑาทัพเข้าโจมตีเมืองมะดีนะหฺ อนึ่งอะบูซุฟยานยังได้ติดต่อให้ชาวยิวเผ่าต่างๆ ในกรุงมะดีนะหฺ ช่วยบุกโจมตีด้านในอีกแรงหนึ่งด้วย

            ท่านนบีจึงสั่งให้มีการขุดคูรอบๆ เมืองมะดีนะหฺเพื่อป้องกันข้าศึก ตามคำเสนอของ ซัลมาน ผู้เฒ่าจากเปอร์เซีย ด้วยเหตุนี้จึงเรียกสงครามนี้ว่า สงครามคอนดัก (คู) เมื่ออบูซุฟยานเห็นทำให้เต็นท์ต่างๆ และข้าวของเสียหายล้มระเนระนาด ไม่สามารถจะปรุงอาหารได้ ไม่มีวิธีวิธีอื่นใดนอกจากจะต้องถอยทัพกลับ  จากนั้น ท่านนบีจึงนำทัพเข้าโจมตีค่ายของเผ่ากุร็อย เศาะหฺ ที่ผิดสัญญาที่ทำไว้ตั้งแต่แรก

             เมื่อชาวมุชริกูนเอาชนะรัฐอิสลามไม่ได้ ก็ได้มีการทำสัญญาสงบศึกกันในเดือนมีนาคม ค.ศ. ๖๒๘ เรียกสัญญาสงบศึกครั้งนั้นว่า สัญญา ฮุดัยบียะฮฺ

             ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ๖๒๙ ชาวมักกะฮฺได้ละเมิดสัญญาสงบศึก ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. ๖๓๐ ท่านนบีจึงนำทหาร ๑๐,๐๐๐ คนเข้ายึดเมืองมักกะฮฺ ท่านจึงประกาศนิรโทษกรรมให้ชาวมักกะหฺเกือบทั้งหมดยกเว้นบางคน ในจำนวนนั้นมีอัลฮะกัม แห่งตระกูลอุมัยยะหฺที่ท่านนบีประกาศให้ทุกคนบอยคอตเขา

             การนิรโทษกรรมครั้งนี้มีผลให้ชาวมักกะฮฺซาบซึ้งในความเมตตาของท่าน จึงพากันหลั่ง ไหลเข้านับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก

             ท่านนบีมูฮัมมัด(ซล) ได้สิ้นชีวิตที่เมืองมดีนะฮฺ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนร็อบีอุลเอาวัล ฮ.ศ.ที่ ๑๑ ซึ่งตรงกับ ๘ มิถุนายน ปี ค.ศ. ๖๓๒ รวมอายุได้ ๖๓ ปี

อธิบายคำศัพท์
มุชริกูน = ชนผู้ตั้งภาคี หมายถึง พวกชาวมักกะหฺที่บูชาเจว็ดแต่ศรัทธาในอัลลอหฺในเวลาเดียวกัน
มุนาฟิกูน = พวกสับปลับที่อ้างว่า ตนเป็นมุสลิมแต่ในใจเป็นผู้ปฏิเสธ ในเมืองมดีนะหฺสมัยท่านศาสดามีพวกนี้อยู่เป็นจำนวนมาก
 
สถานที่ฝังศพอันทรงเกียรติของท่านศาสดา อยู่ในมัสยิดของท่านในเมืองมะดีนะห  (ข้อมูลประวัติ http://www.siamic.com/)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): วัฒนธรรมศึกษา
หมายเลขบันทึก: 39952
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)