GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

shukur2003

“คัมภีร์อัลกุรอาน” ศึกษาจากต้นฉบับภาษาอาหรับ

“คัมภีร์อัลกุรอาน” ศึกษาจากต้นฉบับภาษาอาหรับ : อับดุลสุโก ดินอะ (1)

www.prachathai.com


ด้วยพระนามของอัลลอฮผู้ทรงเมตตา ปรานียิ่ง มวลการสรรเสริญแด่พระองค์ ขอความสันติจงมีแด่ท่านศาสดามุฮำมัดและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน   ปัจจุบันมีการพูดและแสดงความคิดเห็นกันมากเกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอาน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้รู้ทีจะต้องชี้แจงเพื่อความกระจ่างและขจัดความสับสนของสังคม                        คัมภีร์อัลกุรอาน เป็นคัมภีร์ที่รวบรวมวจนะของอัลลอฮ์ที่ทรงมีต่อมนุษย์โดยผ่านศาสดามุฮัมมัด  ทั้งนี้โดยวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทางนำสำหรับมนุษยชาติ  คัมภีร์นี้มิใช่คัมภีร์ที่มีไว้เพื่อสักการบูชาและมิใช่เป็นคัมภีร์ที่มีวัตถุประสงค์ทางไสยศาสตร์หากแต่เป็นคัมภีร์เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในทุกๆด้านและมิติทีเกี่ยวข้องกับมนุษย์    สำหรับมุสลิมแล้วบทบัญญัติที่มีอยู่ในคัมภีร์คือกฎหมายที่ทุกคนต้องปฏิบัติ  ด้วยเหตุนี้ทุกคนต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อที่จะนำมาใช้อย่างถูกต้องตามเจตนารมณ์ของอัลกุรอาน                             อัลกุรอานและหนังสือทั่วไป   การประทานอัลกุรอานของอัลลอฮ์แก่ศาสดามูฮัมมัดได้ทยอยโองการต่างๆเรื่อยๆ ตามมูลเหตุและสถานการณ์รวมระยะเวลา  23 ปี ( ขณะที่ท่านอยู่ ณ เมืองเมกกะ 13 ปี และเมืองมะดีนา ประเทศซาอุดิอารเบีย  10 ปี และเมื่อท่านศาสดาได้รับโองการแต่ละครั้ง  ท่านจะอ่านให้อัครสาวกผู้ใกล้ชิดฟังเพื่อให้ท่องจำและบันทึกไว้       คัมภีร์อัลกุรอานแบ่งออกเป็นบท ทั้งหมด 114  บท แต่ละบทเรียกว่าซูเราะห์ซึ่งมีความยาวไม่เท่ากัน โดยจำนวนวรรคมากบ้างน้อยบ้างต่างกัน  แต่ละวรรคเรียกว่าอายะห์  โดยมีทั้งหมด 6666 วรรค  ถึงแม้คัมภีร์อัลกุอานจะแบ่งเป็นบท เป็นวรรค หากแต่ละบทของอัลกุอานจะต่างกับหนังสือทั่วไป ที่แบ่งแยกหัวข้อเรื่องต่างๆ ไว้ตามลำดับ ในทางกลับกันแต่ละบทของคัมภีร์อัลกุรอานจะมีเรื่องต่างๆปะปนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักศรัทธา ศีลธรรม กฎหมาย  ประวัติศาสตร์  ในบางแห่งเรื่องเดียวกันจะถูกนำมากล่าวทวนในลักษณะต่างๆ กันและเรื่องหนึ่งจะตามอีกเรื่องหนึ่งโดยไม่มีการเกี่ยวเนื่องกันให้เห็นได้ชัดในขณะที่มีการนำเสนอเรื่องหนึ่งอยู่   บางครั้งมีการนำเสนออีกเรื่องหนึ่งในบทหรือตอนเดียวกันโดยไม่มีเครื่องหมายหรือการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า         การนำเสนอประวัติศาสตร์ในคัมภีร์อัลกรุอานต่างกับหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป การกล่าวถึงวิทยาศาสตร์ในอัลกรุอานจะใช้สำนวนต่างจากภาษาทางวิทยาศาสตร์   ในทำนองเดียวกันคัมภีร์อัลกรุอานก็จะมีวิธีของตัวเองในการแก้ปัญหาทางวัฒนธรรม  การเมือง เศรษฐกิจและสังคมและที่สำคัญคัมภีร์อัลกรุอานมิใช่คัมภีร์ว่าด้วย   ศาสนา  ในความเข้าใจของคนทั่วไป   ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้เริ่มศึกษาอัลกุรอานหรืออ่านคำแปลอัลกรุอาน  อาจทำให้รู้สึกงงและไม่เข้าใจได้   ...อับดุลลอฮ. บิน  อับดุลมุห์ซิน  อัตตุรกีย์  รมว. ศาสนสมบัติของซาอุดิอารเบีย   ผู้จัดทำโครงการ  แปลอัลกุรอานเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย  กล่าวว่า  ข้าพเจ้าทราบดีว่าการแปลความหมายอัลกุรอานนั้นแม้จะใช้ความละเอียดถี่ถ้วนอย่างไรก็ยังไม่สามารถสื่อถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ของตัวบทที่มีความมหัศจรรย์ได้      ความหมายต่างๆ ที่แปลออกมาจึงเป็นเพียงผลของความรู้และความเข้าใจของผู้แปลที่มีต่ออัลกรุอาน  แน่นอนย่อมมีความผิดพลาด  และขาดตกบกพร่องได้เหมือนงานอื่นๆของมนุษย์บุถุชนทั่วไป"   การรวบรวม พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน   เป็นที่ทราบว่า พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ทยอยประทานมาให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด นับตั้งแต่ท่านได้รับวะหฺยุ (วิวรณ์) ครั้งแรก ขณะที่ท่านอายุ 40 ปี จนถึงอายุ 63 ปี รวมเวลาของการประทานอัลกุรอานทั้งหมด 23 ปี   ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต (วะฟาต) ท่านได้อ่านอัลกุรอานทั้งหมดต่อหน้าญิบรีลในเดือนรอมฎอนสุดท้ายของชีวิตท่าน 2 ครั้ง ซึ่งเดิมแล้วท่านจะอ่านต่อหน้าญิบรีลทุกๆ ปีในเดือนรอมฎอน 1 ครั้ง และการอ่านครั้งสุดท้ายนี้ท่านได้อ่านอัลกุรอานเรียงตามอายะฮฺเหมือนดังรูปเล่มอัลกุรอานที่เราได้อ่านกันทุกวันนี้ นอกจากนี้ญิบรีลยังได้สอนการอ่านอัลกุรอานทั้ง 7 สำเนียงอีกด้วย   เพราะฉะนั้นอายะฮฺแต่ละอายะฮฺจึงได้รับการตรวจสอบจากท่านนบียฺเองโดยตรง บรรดาเศาะฮาบะฮฺจำนวนหลายร้อยคนที่จดจำอัลกุรอานทั้งเล่ม อย่างไรก็ดีอัลกุรอานยังไม่มีการจัดพิมพ์ให้อยู่ในเล่มเดียวเหมือนปัจจุบัน เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีกระดาษและระบบการพิมพ์ บรรดาเศาะฮาบะฮฺแต่ละท่านก็มีการรวบรวมอัลกุรอานกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งแน่นอนว่ามีการจัดลำดับก่อนหลังที่ไม่ตรงกัน   ภายหลังท่านนบีได้จากไปท่านอุมัรได้สนับสนุนให้ท่านอบูบักร ( ค.ศ. 632-634) คอลีฟะฮฺ (กาหลิบ) แห่งอิสลาม รวบรวมอัลกุรอานให้อยู่ในเล่มเดียวกันอย่างเป็นสากล ให้เป็นไปตามลำดับที่ท่านนบี (ศาสดา) ได้อ่านให้ญิบรีล (ชื่อเทวฑูต) ก่อนจากโลกนี้ไป เนื่องจากว่าได้มีเศาะฮาบะฮฺ (สหายศาสดา) ที่จำอัลกุรอานทั้งเล่มเสียชีวิตไปในสงครามยะมามะฮฺหลายท่าน ท่านอบูบักรได้มอบงานนี้ให้กับซัยดฺ บิน ษาบิต เศาะฮาบะฮฺที่เชี่ยวชาญอัลกุรอาน ทำการรวบรวมอัลกุรอานตามที่ท่านนบีได้อ่านเป็นครั้งสุดท้ายกับญิบรีล อัลกุรอานฉบับนี้ได้รับการเก็บรักษาไว้ที่บ้านของฮับเซาะฮฺ บุตรสาวของท่านอุมัร   ในสมัยของท่านเคาะลีฟะฮฺคนที่สามแห่งอิสลามคือท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน รัฐอิสลามได้ขยายตัวออกไปกว้างไกล ท่านจึงต้องการที่จะทำการคัดลอกต้นฉบับของอัลกุรอานส่งไปตามหัวเมืองต่างๆ เพื่อการเผยแผ่อัลกุรอานที่เป็นระบบ มีการจัดเรียงลำดับซูเราะฮฺอย่างถูกต้อง รวมไปถึงการออกเสียงที่สอดคล้องกันทั้งรัฐ ท่านได้มอบงานนี้ให้ซัยดฺ บิน ษาบิต และเศาะฮาบะฮฺกลุ่มหนึ่งทำการคัดสำเนาจากอัลกุรอานของท่านหญิงฮับเซาะฮฺส่งออกไปทั่วโลกมุสลิม ต้นฉบับชุดนี้บางเล่มยังคงมีอยู่ในโลกมุสลิม   เมื่อเราทราบประวัติความเป็นมาของอัลกุรอานโดยย่อ เราก็พอจะเห็นเป็นเค้าโครงว่าอัลกุรอานได้รับการบันทึกเป็นเล่มอย่างเคร่งครัด แต่อย่างไรก็ตามวิธีการเด่นที่รักษาอัลกุรอานไว้ได้อย่างไม่มีใครเถียงนั่นก็คือ "การท่องจำ" ที่ดำเนินผ่านศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า บุคคลแรกที่จำอัลกุรอานทั้งเล่มก็คือ ท่านนบีมุฮัมมัด  ซึ่งท่านได้รับอัลกุรอานทะยอยลงมา 22.5 ปี และคนรุ่นแรกที่จดจำต่อจากท่านก็คือบรรดาเศาะฮาบะฮฺจำนวนหลายร้อยคน จากนั้นก็ถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไป จนถึงทุกวันนี้ ชาวมุสลิมแทบทุกคนจะจำอัลกุรอานได้บางส่วน และมีบางคนสามารถจดจำได้ตลอดทั้งเล่ม ฉะนั้นเป็นที่ยอมรับกันว่าวิธีการจดจำอัลกุรอานแบบท่องจำ กลายเป็นวิธีการหลักในการรักษาอัลกุรอานเอาไว้ตลอดระยะเวลาของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา   มูลเหตุหรือภูมิหลังแห่งการประทานโองการต่างๆในคัมภีร์อัลกุรอาน   ผู้อ่านคัมภีร์อัลกุรอานจะไม่สามารถเข้าใจความหมายเรื่องราวและบทบัญญัติที่แท้จริงและถูกต้องหากผู้อ่านขาดความรู้เกี่ยวมูลเหตุหรือภูมิหลังของการประทานคัมภีร์ซึ่งศัพท์ทางวิชาการศาสนา  เรียกว่า  " อัซบาบุนนุซูล "ทั้งนี้เพราะคัมภีร์อัลกุรอานมิได้ถูกประทานลงมาเป็นเล่มอย่างสมบูรณ์ในที่เดียว เวลาเดียว แต่มันถูกประทานมาแต่ละโองการล้วนแล้วแต่มีสาเหตุและความเหมาะสม ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 23 ปี   ประโยชน์ของการรู้ถึงมูลเหตุหรือภูมิหลัง  .  ทำให้ผู้อ่านรู้ถึงวิทยปัญญา(ภาษาอาหรับเรียกว่าหิกมะฮ์)ที่ก่อให้เกิดหลักการ  . ทำให้รู้ถึงสำนวนและความมุ่งหมายของอัลกรุอานซึ่งบางครั้งมีมาในลักษณะที่กว้าง ครอบคลุมไปถึง สิ่งที่อยู่ในแวดวงเดียวกันทั้งหมด แต่มีหลักฐานบ่งบอกเพียงเฉพาะเหตุการณ์ นั้นๆ  . ทำให้รู้ถึงความหมายอันแท้จริง เช่น อัลลอฮได้ดำรัสว่า"ทั้งทิศตะวันออกและตะวันตกนั้นเป็นสิทธิแห่งอัลลอฮ์ดังนั้นไม่ว่าท่านทั้งหลายจะผินหน้าไปทางทิศไหนท่านก็จะพบกับพระพักตร์แห่งอัลลอฮ์   ตามความหมายของโองการนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ละหมาดไม่จำเป็นต้องผินหน้าไปทางบัยตุลลอฮ (กิบละฮ์)เมืองเมกกะฮประเทศซาอุดิอารเบียแต่เมื่อพิจารณาถึงมูลเหตุและภูมิหลังของการประทานโองการนี้จะพบว่ามีชนกลุ่มหนึ่งไม่รู้แน่ชัดว่า ทางไหนหรือทิศไหนคือตำแหน่งบัยตุลลอฮ์ดังนั้น ต่างคน ต่างหันไปยังทิศที่ต่างได้วินิจฉัยด้วยสติปัญญาว่าน่าจะเป็นตำแหน่งบัยตุลลอฮ เพราะช่วงเวลานั้นเป็นเวลากลางคืน ท้องฟ้ามืดมิดและไม่มีเข็มทิศด้วยในสมัยนั้น  พอรุ่งเช้าก็เป็นที่แน่ชัดว่า บางคนนั้นวินิฉัยผิด ซึ่งในโอง การนี้อัลลอฮได้แจ้งแก่ศาสดามูฮัมมัดให้ทราบว่าอัลลอฮทรงผ่อนปรน  ในการหันไปทางบัยตุลลอฮ  เมื่อมีเหตุการณ์ความจำเป็น    นี่เป็นเพียง 1ตัวอย่างจากอัลกุรอานทั้งเล่มว่าการเข้าใจและสามารถอธิบายอัลกุรอานซึ่งเป็นภาษาอาหรับ ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย  ท่านอีหม่ามอัลวาฮิดีย์  ปราชญ์ด้านวิชาการการอธิบายอัลกุรอานกล่าวว่าไม่เป็นที่อนุญาตให้อธิบายอัลกุรอาน   สำหรับผู้ที่ไม่ทราบมูลเหตุแห่งการประทานอัลกุรอาน"   หนังสือศาสนาและวิชาการหรือบทความเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม   จากเหตุผลที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถเข้าใจอัลกรุอานอย่างครบถ้วนสมบูรณ์และถูกต้อง  ในขณะที่อัลกรุอานเป็นบทบัญญัติที่มุสลิมทุกคนจะ ต้องนำมาปฏิบัติ  จึงเป็นหน้าที่ของปราชญ์มุสลิมสาขาต่างๆ  จะต้องแต่งตำราโดยดึงโองการบางโองการที่มีความเกี่ยวข้องมาเป็นหลักฐานดังนั้นเราจะพบตำราทางวิชาการหรือบทความซึ่งเขียนโดยผู้รู้มากมายจะมีหลักฐานอัลกรุอานประกอบเพื่อความหนักแน่น     ส่วนความถูกต้องหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพทางวิชาการของผู้รู้แต่ละท่าน  ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้มีมาตั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน   อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ดินอะ ( อับดุลสุโก   ดินอะ ) [email protected] นักศึกษาปริญญาเอก ( ศาสนาเปรียบเทียบ )  มหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติมาเลเซีย  
 ข่าวประกอบ
 “คัมภีร์อัลกุรอาน” ศึกษาจากต้นฉบับภาษาอาหรับ (3)
 “คัมภีร์อัลกุรอาน” ศึกษาจากต้นฉบับภาษาอาหรับ (2)



 โดย : อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์ดินอะ(อับดุลสุโก ดินอะ)
 วันที่ : 12/8/2548
 เข้าชม : 81
 แสดงความคิดเห็น : 0

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): วัฒนธรรมศึกษา
หมายเลขบันทึก: 39929
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)