ความรู้พื้นฐานของการวิจัย 

ตัวแปร : ความจริงที่การวิจัยค้นหา

 วิจัย  คือ  การหาความจริงเกี่ยวกับสรรพสิ่งหรือปรากฏการณ์ต่างๆ  ทั้งนี้  ปรากฏการณ์ที่กล่าวถึงก็จะมีความแตกต่างหลากหลายหรือแปรเปลี่ยนไป  ขึ้นอยู่กับ  ลักษณะและบริบทของปรากฏการณ์  นั้นๆ

ปรากฏการณ์หรือสรรพสิ่งที่มีความแตกต่างกันหรือแปรเปลี่ยนไป  เรียกว่า “ตัวแปร” (Variable)

 ตัวแปร  หมายถึง  สิ่งที่แปรค่าได้  หรือสัญลักษณ์ที่ได้รับกำหนดค่าหรือตัวเลข  ตัวแปรมีลักษณะเป็นมโนทัศน์ (Concept) หรือโครงสร้าง (Construct)  ที่ใช้แทนข้อเท็จจริงหรือลักษณะเป็นนามธรรมที่สูงกว่าข้อเท็จจริง

 การที่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้  แปรค่า/ค่าไม่คงที่  จึงย่อมทำให้เกิดความสงสัยภายใต้เงื่อนไขหรือสถานการณ์ใดสิ่งเหล่านี้จะแปรค่าไปเป็นเช่นไร ตรงข้าม  ย่อมจะทำให้  หมดข้อสงสัยในสิ่งนั้นไป  โดยปริยาย

วิจัย  คือ  การหาความจริงเกี่ยวกับตัวแปร

 ลักษณะความจริงเกี่ยวกับตัวแปร

 ความจริงเกี่ยวกับตัวแปรที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยใฝ่หาคำตอบ  (ความสงสัยเกี่ยวกับตัวแป = ปัญหาของการวิจัย)  แบ่งเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ  ดังนี้

  1. 1.       เป็นความสงสัยว่า  ตัวแปรแต่ละตัวนั้นจะ  มีค่าแปรเปลี่ยนไป อย่างไรบ้าง / ความจริงเกี่ยวกับตัวแปรแต่ละตัวนั้น มีลักษณะ เป็นอย่างไร 

-          เป็นการสงสัยรายตัวแปรหรือสงสัยการแปรค่าของตัวแปรนั้น

-          มุ่งหาความจริงเฉพาะการแปรค่าของตัวแปรแต่ละตัวเป็นสำคัญ

เช่น  จำนวนที่นา, รายได้ต่อเดือน, ระดับการศึกษา, จำนวนบุตร  และจำนวนหนี้สิน

ประเภทการวิจัยพรรณา(Descriptive  research) หรือ  งานวิจัยเชิงสำรวจชุมชน (Community  survey research) 

  1. 2.       เป็นความสงสัยว่า  ตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไป  Explanatory Res  ดูจุดมุ่งหมาย  เชิงอธิบาย

-          มุ่งพิจารณาว่าตัวแปรตัวหนึ่งแปรค่าแล้วจะทำให้ตัวแปรตัวอื่นๆแปรตามไปด้วยหรือไม่

การหาความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวแปรแยกออกเป็น  2  ลักษณะคือ

  • ความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ (Correlation relationship)
  • ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal relationship)

 1.  ความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์ (Correlation relationship)  หมายถึง  การที่ตัวแปรสองตัวหรือมากกว่ามีความเกี่ยวข้องกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ได้แก่  ความสัมพันธ์ทางบวกหรือความสัมพันธ์ทางลบ)  แต่ไม่สามารถระบุชัดเจนว่า  ตัวแปรใดเป็นสาเหตุ (Cause)  ที่ทำให้เกิดผล  (Effect) การเปลี่ยนแปลงในอีกตัวหนึ่งได้  เช่น  ความสัมพันธ์ระหว่างอายุ  ส่วนสูง  และน้ำหนัก  จะเห็นว่า  ตัวแปรทั้งสามตัวมีลักษณะความสัมพันธ์เกิดขึ้นควบคู่กัน/เกิดขึ้นด้วยกัน  แต่ก็ระบุไม่ได้ว่าตัวใดเป็นสาเหตุของตัวใด 

2.  ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล (Causal relationship)  หมายถึง  การที่ตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไปมีความเกี่ยวข้องกันในลักษณะที่ตัวแปรหนึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดขึ้นของอีกตัวแปรหนึ่ง  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง  หมายความว่า  ถ้าตัวแปรหนึ่งแปรค่าก็จะทำให้ค่าของตัวแปรหนึ่งแปรเปลี่ยนตามไปด้วย  ทั้งนี้ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปร  หรือการที่จะบอกได้ว่า  ตัวแปรใดเป็นสาเหตุของการเกิดผลในตัวแปรใดนั้น  เราพิจารณาตามหลักของสาเหตุและผล  ดังนี้

1.  ตัวแปรที่เป็นสาเหตุ  จะต้องเกิดขึ้นก่อนตัวแปรที่เป็นผล แม้ว่าอาจจะค่อนข้างยาก  แต่ถ้าพิจารณาตามหลักการให้เหตุผลแล้วก็สามารถที่จะยอมรับได้  เช่น  ระหว่างความสัมพันธ์ของตัวแปร แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ กับ ตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เราอาจจะพิจารณาให้ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เป็นตัวแปรสาเหตุและให้  ตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เป็นตัวแปรตามก็ได้  หรือจะให้ในทางตรงข้ามกันก็ได้อีกเช่นกัน  ขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลจัดลำดับตัวแปร  กล่าวคือ

-  ถ้าเราพิจารณาว่าบุคคลมี  แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่งดีแล้วก็จะทำให้  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  วิชานั้นดีขึ้น

-  ถ้า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ต่ำก็จะทำให้  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ต่ำด้วย

ลักษณะเช่นนี้เรายอมรับได้ว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ เป็นตัวแปรสาเหตุและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ตัวแปรตาม  หรือในทางตรงข้ามก็ทำได้เช่นเดียวกัน  การพิจารณาความเป็นสาเหตุและผลของตัวแปรทำนองนี้ย่อมยากกว่าความเป็นสาเหตุและผลในแง่ของการบอกว่า  ตัวแปรใดเกิดขึ้นก่อนระหว่างตัวแปรวิธีสอนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  หรือระหว่างรายได้ของผู้ปกครองกับระดับการศึกษาของบุตร  เพราะหากพิจารณาตามหลักการให้เหตุผลแล้วคงจะไม่สมเหตุสมผลนักที่ตัวแปรผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะเกิดขึ้นก่อนวิธีสอน  หรือระดับการศึกษาของบุตรจะเกิดก่อนรายได้ผู้ปกครอง

 2.  ตัวแปรทั้งสองตัวจะมีความสัมพันธ์เชิงสาเหตุกันได้นั้นจะต้อง  มีความสัมพันธ์ในเชิงประจักษ์ซึ่งกันและกัน  ต้องเป็นความสัมพันธ์ที่สูงพอสมควรซึ่งอาจจะพิจารณาได้จากค่าสถิติหรือดัชนีที่บ่งบอกความสัมพันธ์นั้น

3.  ความสัมพันธ์ในเชิงประจักษ์ที่สูงของตัวแปรทั้งสองนั้นต้องไม่มีความสัมพันธ์สูงมากกับตัวแปรที่สาม  หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง  ตัวแปรที่สามต้องไม่ใช่สาเหตุ  หรือก่อให้เกิดความสัมพันธ์สูงกับสองตัวแปร  เช่น  ความสัมพันธ์ระหว่างระหว่างระดับการศึกษา  รายได้  และเขตที่อยู่อาศัย  พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างสามตัวแปรพบว่ามีความสัมพันธ์กันสูงมาก 

-  แต่เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์เฉพาะ รายได้กับ ระดับการศึกษา  โดยขจัดหรือทำให้ตัวแปร เขตที่อยู่อาศัย ออกไป  กลับพบว่ามีความสัมพันธ์กันต่ำลง 

-  ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์เฉพาะ ระดับการศึกษา กับ เขตที่อยู่อาศัย  และ รายได้ กับ เขตที่อยู่อาศัย  โดยขจัดตัวแปร รายได้ และ ระดับการศึกษา ออกไป 

นอกเหนือจากลักษณะความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่จะพิจารณาว่าเป็นสาเหตุและผลของตัวแปรแล้วก็ต้องพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะของเงื่อนไขหรือสาเหตุอีกด้วย  แบ่งเป็น  2  ประเภทได้แก่  เงื่อนไขหรือสาเหตุพอเพียงหรือสาเหตุที่จำเป็น 

1.  เงื่อนไขหรือสาเหตุพอเพียง (Sufficient cause or condition) หมายถึง  เงื่อนไขหรือสาเหตุที่มีขึ้นแล้วจะทำให้เกิดผลตามมา

2.  เงื่อนไขหรือสาเหตุที่จำเป็น (Necessary cause or condition) หมายถึง  เงื่อนไขหรือสาเหตุที่ต้องมีจึงจะทำให้เกิดผล

 แต่ถ้ามีเฉพาะเงื่อนไขหรือสาเหตุที่จำเป็นแต่ยังไม่มีเงื่อนไขหรือสาเหตุที่พอเพียงก็ยังไม่เกิดผล  เช่น  การย่อหย่อนในการควบคุมบังคับใช้กฎหมายและการมีโอกาสในตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นสาเหตุที่จำเป็นต่อการเกิดการกระทำคอรัปชั่นของบุคคล  แต่ยังไม่เป็นเงื่อนไขหรือสาเหตุที่เพียงพอของการเกิดการกระทำคอรัปชั่น  ทั้งนี้กระทำคอรัปชั่น  อาจจะต้องมีเงื่อนไขเกี่ยวกับค่านิยมในการดำเนินชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยและการไม่รู้สึกระอายต่อการทำผิดบาปเข้ามาประกอบด้วยจึงจะทำให้เกิดการกระทำคอรัปชั่น    เป็นต้น

กรณี  ออกซิเจนอย่างเดียวเป็นเงื่อนไขหรือสาเหตุจำเป็นของการติดไฟ  แต่ยังไม่ใช่สาเหตุหรือเงื่อนไขที่เพียงพอของการติดไฟ  เพราะการติดไฟต้องอาศัยเงื่อนไขอีกสองประการประกอบกัน  คือ  วัสดุที่ติดไฟ  และอุณภูมิถึงขีดไฟเผาไหม้

เงื่อนไขหรือสาเหตุที่จำเป็น  คือ  เงื่อนไขแต่ละตัว  และเมื่อ  เงื่อนไขแต่ละตัวมีครบ  ก็จะเป็นเงื่อนไขที่พอเพียงสำหรับการเกิดผลทันที

การที่จะทำให้เกิดผลหรือปรากฎการณ์ทางสังคมบางอย่างนั้นต้องทำให้เกิดสาเหตุจำเป็นและพอเพียงเสียก่อน  เช่น  การกระทำปฏิวัติรัฐประหารนั้นจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อสร้างกระแสให้เกิดเงื่อนไขจำเป็นและพอเพียงในความรู้สึกร่วมกันของประชาชนเสียก่อน  และเมื่อเงื่อนไขจำเป็นสุกงอมแล้วการปฏิวัติรัฐประหารก็จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถทำได้หรือได้รับการยินยอมจากประชาชนหมู่มาก

การวิจัย  คือ  การหาความจริงเกี่ยวกับตัวแปรในแง่มุมต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นความจริงเกี่ยวกับ  การแปรค่าของตัวแปรแต่ละตัว  หรือความจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร  ประกอบด้วยความจริงในความสัมพันธ์เชิงสาเหตุเชิงสหสัมพันธ์และเชิงสาเหตุ  งานวิจัยจะซับซ้อนมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับลักษณะการหาความจริงเกี่ยวกับตัวแปร  คือ  ถ้าหาความจริงเกี่ยวกับตัวแปรน้อยตัวงานวิจัยก็ค่อนข้างจะง่ายมาก  แต่ถ้าหาความจริงเกี่ยวกับตัวแปรจำนวนมากตัวงานวิจัยก็จะยิ่งซับซ้อนมากตามไปด้วยเพราะหาคำตอบหลากหลายแง่มุมเกี่ยวกับตัวแปรนั่นเอง

ประเภทของตัวแปร

ขึ้นอยู่กับบริบทหรือสถานการณ์การวิจัยว่าเป็นการวิจัยประเภทใดและเกณฑ์ที่ใช้จำแนกตัวแปรในการวิจัยประกอบด้วย  4 วิธีการจำแนก

  1. 1.       แบ่งตามสาเหตุและผลของตัวแปร
  2. 2.       แบ่งตามระดับการวัดตัวแปร
  3. 3.       แบ่งตามคุณลักษณะของตัวแปร
  4. 4.       แบ่งตามลักษณะการเกิดขึ้นของตัวแปร
  5. 1.       แบ่งตามสาเหตุและผลของตัวแปร  11  ชนิด
    1. 1.             ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ  (Independent  variable)
    2. 2.             ตัวแปรกระทำ  (Active variable)
    3. 3.             ตัวแปรสาเหตุ  (Cause  variable)
    4. 4.             ตัวแปรทดลอง  (Experimental  variable)
    5. 5.             ตัวแปรจัดกระทำ  (Manipulate  variable)
    6. 6.             ตัวแปรทำนาย  (Predictor  variable)
    7. 7.             ตัวแปรตอบสนอง  (Response  variable)
    8. 8.             ตัวแปรสิ่งเร้า  (Stimulus  variable)
    9. 9.             ตัวแปรเงื่อนไขกระทำ  (Treatment  variable)
    10. 10.         ตัวแปรผล  (Effect  variable)
    11. 11.         ตัวแปรตาม  (Dependent  variable
  6. 2.       แบ่งตามระดับการวัดตัวแปร  5  ชนิด
    1. 1.         ตัวแปรต่อเนื่อง  (Continuous  variable)
    2. 2.         ตัวแปรแบ่งสอง  (Dichotomous  variable)
    3. 3.         ตัวแปรขาดช่วง  (Discrete  variable)
    4. 4.         ตัวแปรจัดกลุ่ม  (Categorical  variable)
    5. 5.         ตัวแปรหุ่น  (dummy  variable
  7. 3.       แบ่งตามคุณลักษณะของตัวแปร  5  ชนิด

3.1   ตัวแปรลักษณะ  (Attribute  variable)

3.2   ตัวแปรประกอบ  (Component  variable)

3.3   ตัวแปรโครงสร้าง  (Construct  variable)

3.4   ตัวแปรแฝง  (Latent  variable)

3.5   ตัวแปรอินทรีย์  (Organismic  variable)

  1. 4.       แบ่งตามลักษณะการเกิดขึ้นของตัวแปร  7  ชนิด

4.1   ตัวแปรนำ  (Antecedent  variable)

4.2  ตัวแปรดัน  (Distorter  variable)

4.3  ตัวแปรแทรกซ้อน  (Extraneous  variable)

4.4  ตัวแปรสอดแทรก  (Intervening  variable)

4.5  ตัวแปรกลาง  (Moderator  variable)

4.6  ตัวแปรรบกวน  (Nuisance  variable)

4.7  ตัวแปรกด  (Suppressor  variable)

1.  แบ่งตามสาเหตุและผลของตัวแปร  11  ชนิด

1.1  ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ  (Independent  variable)

         สิ่งที่ทำให้ตัวแปรอื่นมีค่าเปลี่ยนแปลงไป  =  งานวิจัยเชิงทดลอง  (ตัวแปรทดลอง / ตัวแปรกระทำ)

1.2  ตัวแปรกระทำ  (Active variable)

         มักใช้ในการวิจัยทดลอง  ตัวแปรใดๆ ก็ตามที่  นักวิจัยสามารถจะทำการดัดแปลงจัดกระทำได้  เพื่อให้เป็นเงื่อนไขการทดลองให้แก่สิ่งที่เข้ารับการทดลอง

1.3  ตัวแปรสาเหตุ  (Cause  variable)

                            ตัวแปรที่ผู้วิจัยคิดว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอีกตัวแปรหนึ่ง  ในงานวิจัยเชิงทดลอง (Experimental  research)  ตัวแปรเหตุคือ  เงื่อนไขการทดลองที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น  ถ้าเป็นงานวิจัยที่ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เส้นทาง (path  analysis)  คือ  ตัวแปรที่อยู่ตรงโคนลูกศรในแผนภาพ

1.4  ตัวแปรทดลอง  (Experimental  variable)

     สิ่งที่ผู้วิจัยจงใจสร้างเป็นเงื่อนไขการทดลองให้กับสิ่งที่จะได้รับการทดลอง (อาจเป็นคน/สัตว์)  เพื่อพิจารณาว่าการให้เงื่อนไขดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลอะไรขั้นบ้าง  ตัวแปรทดลองใช้ในงานวิจัยเชิงทดลองเท่านั้น

1.5  ตัวแปรจัดกระทำ  (Manipulate  variable)

     ตัวแปรที่เป็นเงื่อนไขจงใจสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการทดลอง  ดังนั้นตัวแปรจัดกระทำ  คือ  ตัวแปรต้น,  ตัวแปรกระทำ/ตัวแปรทดลอง  นั้นเอง เหตุที่เรียกว่าตัวแปรจัดกระทำก็นป็นการสื่อให้รู้ว่าตัวแปรนี้เป็นสิ่งที่ได้รับการดัดแปลงสร้างขึ้นด้วยความจงใจของนักวิจัยโดยตรง

1.6  ตัวแปรทำนาย  (Predictor  variable)

เป็นชื่อเรียกตัวแปรต้น  ในงานวิจัยที่ใช้เทคนิควิธีการทางสถิติวิเคราะห์ข้อมูลแบบการวิเคราะห์การถดถอย  (Regression analysis) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำนายและสร้างสมการทำนายของตัวแปรทำนาย  ที่มีต่อตัวแปรถูกทำนาย  (Predicted  variable)  เช่น

ผู้วิจัยต้องการศึกษาว่า  ตัวแปรใดบ้างที่ทำนายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยได้

โดยคัดเลือกตัวแปรกลุ่มหนึ่งประกอบด้วย 

-          ระดับการศึกษาของบิดา – มารดา

-          บรรยากาศการเลี้ยงดูของครอบครัว

-          แรงจูงใจในการเรียน

-          รายได้ของครอบครัว

กรณีเช่นนี้นักวิจัยจะใช้เทคนิคการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ  (Multiple regression analysis)  ให้ตัวแปรข้างต้นเป้นตัวแปรทำนาย  และให้  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย  เป็นตัวแปรถูกทำนาย  ผลของการวิเคราะห็การถดถอยพหุคูณจะให้ค่าสถิติบางประการ  ที่บอกให้กลุ่มตัวแปรทำนายทั้งหมดนี้ทำนายตัวแปรถูกทำนายได้หรือไม่  และเมื่อทำนายได้แล้วหากนำไปสร้างเป็นสมการการทำนาย  จะมีตัวแปรทำนายตัวใดบ้างที่ทำนายได้จริง  หรือสามารถทำนายตัวแปรถูกทำนายได้ถูกต้องมากน้อยปานใด

1.7  ตัวแปรตอบสนอง  (Response  variable)

การแสดงออกทางพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ของมนุษย์และสัตว์  อันเนื่องมาจากได้รับการกระตุ้นโดยสิ่งเร้า (Stimulus) บางสิ่งบางอย่างผ่านประสาททั้ง 5 อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน  มักเรียกตัวแปรตาม/ตัวแปรผล  ใช้ในงานวิจัยทางจิตวิทยา

                1.8  ตัวแปรสิ่งเร้า  (Stimulus  variable)

สิ่งที่เป็นเงื่อนไขใช้เร้าหรือกระตุ้นให้มนุษย์และสัตว์แสดงอาการตอบสนอง  เพื่อให้นักวิจัย/นักทดลองทำการสังเกตวัดพฤติกรรมที่ตอบสนองดังกล่าว  นิยมใช้ในการวิจัยทางจิตวิทยา  แท้จริงแล้วก็คือ  ตัวแปรทดลอง/ตัวแปรสาเหตุ  ในงานวิจัยเชิงทดลอง

                1.9  ตัวแปรเงื่อนไขกระทำ  (Treatment  variable)

เป็นสิ่งเดียวกับตัวแปรทดลอง/ตัวแปรจัดกระทำ และตัวแปรจัดกระทำ  ใช้เรียกในงานวิจัยเชิงทดลองโดยเฉพาะ  ตัวแปรนี้คือ  เงื่อนไขของการทดลองที่นักวิจัยสร้างขึ้นนั้นเอง

                1.10  ตัวแปรผล  (Effect  variable)

เป็นชื่อเรียกตัวแปรที่เปลี่ยนค่าไปเนื่องมาจากตัวแปรสาเหตุที่กล่าวผ่านมา  มักใช้เรียกตัวแปรผลคู่กับตัวแปรสาเหตุ  ใช้ในงานวิจัยเชิงทดลอง  ถ้าเป็นงานวิจัยที่ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เส้นทาง  ตัวแปรผลคือ  ตัวแปรที่อยู่ปลายลูกศรในแผนภาพเส้นทางนั่นเอง  เช่น  กรณีงานวิจัยเชิงทดลอง

นักวิจัยทดลองสอนวิชาภาษาอังกฤษโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อจะดูว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษจะเป็นอย่างไร  กรณีเช่นนี้

การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน   เป็น          ตัวแปรสาเหตุ / ตัวแปรทดลอง

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ     เป็น          ตัวแปรผล

1.11  ตัวแปรตาม  (Dependent  variable)

เป็นชื่อกลางๆที่ใช้เรียก ตัวแปรใดๆก็ตามที่มีค่าแปรผันเนื่องมาจากอิทธิพลของตัวแปรอื่นๆ  เป็นตัวแปรที่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำไปเข้าคู่สัมพันธ์กับตัวแปรอื่นๆ  เช่น  ระหว่างอาชีพกับรายได้  จะเห็นว่ารายได้จะผันแปรมากน้อยปานใดขึ้นอยู่กับอาชีพนั้นๆ  รายได้จัดเป็นตัวแปรตาม

2.  แบ่งตามระดับการวัดตัวแปร  5  ชนิด

2.1  ตัวแปรต่อเนื่อง  (Continuous  variable)  หมายถึง  ตัวแปรที่ให้ค่าระดับการวัดอยู่ในระดับอันตรภาคชั้น / มาตราช่วง (Internal scale) ขึ้นไป  ซึ่งค่าการวัดดังกล่าวจะมีค่าเรียงต่อเนื่องกันและมีความหมาย  เช่น  อุณหภูมิ  คะแนน  ส่วนสูง  และน้ำหนัก

                    1.  นามบัญญัติ  (Nominal scale)

                    2.  เรียงลำดับ  (Ordinal scale)

                    3.  อันตรภาคชั้น / ช่วง  (Interval scale)

                4.  สัดส่วน  (Ratio)

2.2  ตัวแปรแบ่งสอง  (Dichotomous  variable)  เป็นตัวแปรจัดกลุ่ม / ตัวแปรขาดช่วงประเภทหนึ่งแต่มีการแปรค่าได้เพียงสองค่า  เช่น  เพศ (ชาย, หญิง)  ผลการสอบ (ผ่าน, ไม่ผ่าน) ประสบการณ์ไปต่างประเทศ (เคย, ไม่เคย)

2.3  ตัวแปรขาดช่วง  (Discrete  variable)  ตัวแปรใดๆ ก้ตามที่ให้ค่าการวัดในระดับนามบัญญัติและเรียงลำดับ  (Nominal and Ordinal scale)  ตัวเลขซึ่งได้จากการวัดตัวแปรเหล่านี้จะไม่ต่อเนื่องกัน  ลักษณะของตัวแปรขาดช่วงจึงเป็น เช่นเดียวกันกับตัวแปรจัดกลุ่ม และเป็นไปในทาง ตรงข้ามกับตัวแปรต่อเนื่อง

2.4  ตัวแปรจัดกลุ่ม  (Categorical  variable)  ตัวแปรที่มีค่าระดับการวัดอยู่ในระดับนามบัญญัติ (Nominal scale)  ตัวแปรประเภทนี้จะจัดหน่วยวิจัย / สิ่งที่วิจัย (บุคคล) ออกเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยอาศัยคุณลักษณะของสิ่งนั้นเป็นเกณฑ์การจัดแบ่ง  บางครั้งเรียกว่า  ตัวแปรคุณภาพ (Qualitative variable) เช่น  เพศ  อาชีพ  ตำแหน่ง  ระดับการศึกษา  เชื้อชาติ  และศาสนา  (เรียงลำดับไม่ได้)

2.5  ตัวแปรหุ่น  (Dummy  variable)  เป็นตัวแปรที่นักวิจัยสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ  โดยการกำหนดตัวเลขให้กับตัวแปรนั้น  เช่น  ตัวแปรเพศ (เป็นตัวแปรจัดกลุ่ม / ตัวแปรขาดช่วง) ถ้าเป็นเพศชายให้ 0  และเพศหญิงให้ 1 ซึ่ง 0 และ 1 ในที่นี้เป็นตัวเลขที่มีคุณสมบัติเป็นเพียงระดับการวัดนามบัญญัติเท่านั้น

3.  แบ่งตามคุณลักษณะของตัวแปร  5  ชนิด

3.1   ตัวแปรลักษณะ  (Attribute  variable)

       ตัวแปรที่แสดงถึงคุณลักษณะต่างๆ ของบุคคล  ซึ่งอาจจะได้ตั้งแต่เกิดหรือได้จากสถานการณ์ทางสังคมเศรษฐกิจภายหลัง  ตัวแปรดังกล่าวไม่สามารถจัดกระทำดัดแปลงได้หรือจัดกระทำได้ยาก  เช่น  สติปัญญา  เจตคติ  ความถนัด  เพศ  ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม

3.2  ตัวแปรประกอบ  (Component  variable)

      ตัวแปรใดๆ ที่เป็นตัวแปรใหญ่หรือตัวแปรที่มีชื่อเรียกรวมๆ แทนกลุ่มตัวแปรย่อยทั้งหลาย  เช่น  ฐานะทางสังคม  เป็นตัวแปรประกอบซึ่งภายในตัวแปร  มีตัวแปรย่อยต่างๆประกอบกัน  เช่น  รายได้  ระดับการศึกษา  อาชีพ  และค่านิยม  เป็นต้น

3.3  ตัวแปรโครงสร้าง  (Construct  variable)

       บางครั้งเรียกว่า  ตัวแปรสังเกตไม่ได้ (Nonobservables  varible)  เป็นตัวแปรที่สร้างขึ้นมาจากทฏษฎีหรือสมมติฐานทางจิตวิทยาและมักเป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับลักาณะทางสมองของมนุษย์  เช่น  สติปัญญา  ความคิดสร้างสรรค์  ความคิดเอกนัย  และความถนัด  ตัวแปรโครงสร้างนี้เมื่อทำการวิจัยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้คำนิยามเป็นเชิงปฏิบัติการ (Operational definition)  เพื่อสื่อถึงสิ่งที่สามารถสังเกตหรือวัดได้

3.4  ตัวแปรแฝง  (Latent  variable)

      เป็นชื่อนิยามใช้เรียกตัวแปรที่อยู่ภายในตัวของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้โดยตรงแต่เชื่อว่ามีอยู่  โดยอาศัยทฤษฎีเป็นสิ่งอธิบายถึงตัวแปร  ดังกล่าว  บางครั้งจึงเรียกตัวแปรนี้ว่า  ตัวแปรโครงสร้าง (Construct  variable)  และด้วยเหตุที่ตัวแปรเป็นสิ่งที่สังเกตไม่ได้โดยตรง  เมื่อจะทำการศึกษาหาความจริงของตัวแปรประเภทนี้จึงต้องอาศัยการสร้างนิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการ (Operational definition)  เพื่อสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน  เช่น  สติปัญญา  ความฉลาดทางอารมณ์  ความคิดสร้างสรรค์  แรงจูงใจ  และความถนัดทางการเรียน

3.5  ตัวแปรอินทรีย์  (Organismic  variable)

       เป็นชื่อเรียกตัวแปรที่เป็นสิ่งเดียวกับคุณลักษณะของบุคคลที่มีติดตัวได้มาตั้งแต่กำเนิดและเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวบุคคล  เช่น  เพศ  สีผิว  กรุ๊ปเลือด  แรงจูงใจ  ความวิตกกังวล  จะเห็นว่าตัวแปรอินทรีย์เป็นส่วนหนึ่งของตัวแปรลักษณะ  และตัวแปรแทรกซ้อน

 4.  แบ่งตามลักษณะการเกิดขึ้นของตัวแปร  7  ชนิด

4.1   ตัวแปรนำ  (Antecedent  variable)  ใช้เรียกตัวแปรใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นก่อนตัวแปรที่ผู้วิจัยทำการศึกษา  และตัวแปรดังกล่าวนี้จะมีผล / สัมพันธ์กันกับตัวแปรที่ศึกษา (ซึ่งตัวแปรที่ผู้วิจัยทำการศึกษาก็ได้แก่  ตัวแปรอิสระ  และตัวแปรตาม)  หากผู้วิจัยไม่มีการพิจารณาหรือควบคุมตัวแปรประเภทนี้ก็จะทำให้การตีความผิดพลาดได้  ลักษณะของตัวแปรนี้ที่ส่งผลต่อตัวแปรที่ผู้วิจัยสนใจ

           4.2  ตัวแปรดัน  (Distorter  variable)  ตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่ส่งผลร่วมต่อตัวแปรที่ศึกษาให้มีค่าความสัมพันธ์สูงกว่าที่เป็นจริง  ทั้งๆ ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษานั้นมีต่ำกว่าที่พบ  เช่น  เราศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับฐานะทางครอบครัว (แบ่งเป็นครอบครัวชนชั้นกลาง,  ครอบครัวชนชั้นแรงงาน)  กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง (แบ่งเป็นสูง. ต่ำ)  พบว่า  ครอบครัวชนชั้นแรงงานมีจิตสำนึกการมีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าครอบครัวชนชั้นกลาง  แต่อย่างไรก็ตามภายหลังเรานำตัวแปรเกี่ยวกับถิ่นที่ตั้งบ้านเรือน (แบ่งตามชนบท, เมือง)  มาร่วมวิเคราะห์ด้วย  โดยแยกวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง 

ระดับฐานะทางครอบครัว กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลเฉพาะที่อยู่ในเขตที่ตั้งบ้านเรือนชนบทกลุ่มหนึ่ง  กับความสัมพันธ์ระหว่างระดับฐานะทางครอบครัวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลเฉพาะที่อยู่ในเขตที่ตั้งบ้านเรือนในเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง  (นั้นคือ  การควบคุมให้ถิ่นที่ตั้งบ้านเรือนคงที่) ผลกับพบว่า  เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างระดับฐานะทางครอบครัวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองแยกตามถิ่นที่อยู่ในเขตที่ตั้งบ้านเรือนแล้ว  ครอบครัวชนชั้นกลางมีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าครอบครัวชนชั้นแรงงานไม่ว่าจะอยู่ในเขตชนบท / เมือง  ลักษณะเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า  ตัวแปรถิ่นที่ตั้งบ้านเรือน  เข้าไปเป็นตัวแปรดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างระดับฐานะทางครอบครัวกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่า / ผิดไปจากความเป็นจริง

4.3  ตัวแปรแทรกซ้อน  (Extraneous  variable)  ตัวแปรที่ส่งผลร่วมต่อตัวแปรที่เราศึกษา  โดยที่เราไม่ได้ควบคุม / ขจัดออก / ควบคุมไม่ดี  จนทำให้มีผลต่อตัวแปรที่เราศึกษา  ทั้งๆ ที่เราสามารถควบคุมไม่ให้มีผลร่วมต่อตัวแปรที่เราศึกษาได้  เช่น  เราศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษากับรายได้แล้วผลพบว่า  มีความสัมพันธ์กัน  (ที่จริงแล้วไม่มีความสัมพันธ์กัน) แต่ภายหลังเราควบคุมถิ่นที่อยู่อาศัย (แบ่งในเขตชนบท และเขตเมือง)  ให้คงที่  คือแยกพิจารณาเฉพาะกลุ่มบุคคลที่อยู่เดียวกันก็พบว่า  ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษากับรายได้  ลักษณะเช่นนี้  ถิ่นที่อยู่อาศัยก็คือ  ตัวแปรแทรกซ้อน  และเป็นตัวแปรแทรกซ้อนในลักษณะที่เป็นตัวแปรดัน  หรือกล่าวอีนัยหนึ่งว่า  ตัวแปรดันเป็นตัวแปรแทรกซ้อนที่มีผลร่วมให้เกิดความสัมพันธ์ในตัวแปรที่ทำการศึกษาทั้งๆ ที่ในความจริงแล้วตัวแปรที่ศึกษานั้นไม่มีความสัมพันธ์กัน / มีก็ต่ำ

4.4  ตัวแปรสอดแทรก  (Intervening  variable)  เป็นชื่อเรียกตัวแปรที่ร่วมกับตัวแปรอิสระส่งผลต่อตัวแปรตามที่ศึกษา  โดยที่ตัวแปรนี้จะ เป็นเรื่องของกระบวนการทางจิตวิทยาของบุคคล  เป็นสิ่งที่ไม่สามารถสังเกตและวัดได้ / จัดกระทำใดๆ ไม่ได้  เช่น  การทดลองสอนด้วยวิธีสอนใหม่ๆ เพื่อจะพิจารณาว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่  แต่ขณะที่ทดลองสอนนั้นนักเรียนเกิดความเครียดวิตกกังวล  จนกระทั่งทำให้ไม่สนใจการสอน  และส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำลง  ลักษณะเช่นนี้วิธีการสอนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ  ตัวแปรต้น  และตัวแปรตาม  ในขณะที่ความเครียดวิตกกังวล  คือ  ตัวแปรสอดแทรก  ดังนั้นจะเห็นว่าตัวแปรสอดแทรกส่งผลรบกวนต่อตัวแปรตามให้มีค่าเปลี่ยนแปลงผิดไป  ตัวแปรสอดแทรกและตัวแปรแทรกซ้อนจะมีลักษณะที่เหมือนกันและต่างกันไป  กล่าวคือ 

เหมือนกันคือจะอยู่ร่วมกับตัวแปรต้น  และส่งผลร่วมกันต่อตัวแปรตาม  จนกระทั่งอาจทำให้ผลที่เกิดขึ้นในตัวแปรตามผิดแปลกไปจากความเป็นจริง

ต่างกัน  คือ  ตัวแปรแทรกซ้อนเป็นสิ่งที่สามารถรู้  จัดกระทำ  วัด  และสังเกตได้ตลอดจนควบคุมป้องกันไม่ให้เกิดได้  ตัวแปรสอดแทรกไม่สามารถรู้ได้  จัดกระทำ  วัด  และสังเกตไม่ได้

 4.5  ตัวแปรกลาง  (Moderator  variable)  เป็นชื่อเรียกตัวแปรแทรกซ้อน / ลักษณะหนึ่งของตัวแปรแทรกซ้อน  แต่ผู้วิจัยสามารถควบคุมไม่ให้ส่งผลร่วมกับตัวแปรต้นที่มีต่อตัวแปรตามได้  หรือก็นำเข้าตัวแปรอิสระเพิ่มอีกหนึ่งตัวแล้วทำการศึกษาผลของตัวแปรนั้น  เช่น  ตัวแปรแทรกซ้อน  ในการทดลองใช้ยาเพื่อรักษา  ผู้ทดลองแบ่งกลุ่มผู้รับการทดลองออกเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะกรุ๊ปเลือดแล้วใช้ยากับกลุ่มบุคคลที่มีกรุ๊ปเลือดต่างกันพร้อมทั้งสังเกตผลที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ยา  กรณีนี้  ยา  และผลของการใช้ยา คือ  ตัวแปรจัดกระทำ (ตัวแปรทดลอง)  และตัวแปรผล (ตัวแปรตาม) ตามลำดับ กรุ๊ปเลือด คือ ตัวแปรกลาง

4.6  ตัวแปรรบกวน  (Nuisance  variable)  เป็นชื่อเรียกหรือใช้เรียกทดแทนกันได้กับตัวแปรสอดแทรก  นั่นเอง

4.7  ตัวแปรกด  (Suppressor  variable)  เป็นตัวแปรแทรกซ้อนอีกลักษณะหนึ่งที่มี  ลักษณะตรงกันข้ามกับตัวแปรกดดัน  คือ  ตัวแปรจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ความสัมพันธ