ในการทำงานที่ผ่านมา ผมพบกับผู้บริหารมาหลายแบบครับ แต่จะขอแบ่งเป็น 2 แบบครับ 1. บริหารแบบไม่ให้คนคิด 2. บริหารแบบให้คนคิด การบริหารแบบใหน มีวิธีดูได้หลายอย่างครับ ตอนนี้ เสนอ 3 อย่าง อย่างแรก ใช้ ปัญญาสามฐาน ฐานกาย ฐานใจ ฐานคิด การบริหารจะให้คนคิด คือ ต้องพัฒนาปัญญาฐานกาย แล้วผ่อนคลายที่ฐานใจ ก่อนจะไปที่ฐานคิด นั่นคือ ต้องจัดบรรยากาศให้สบายกาย มีความเมตตาให้อบอุ่นใจ จึงจะได้ใช้ฐานคิดครับ ในทางตรงกันข้าม บรรยากาศก็ไม่สบายกาย แถมยังไม่ปลอดภัย ไม่ไว้วางใจ ทำอย่างไรก็ไม่คิด ครับ อย่างสอง ใช้การบริหารระดับสมอง นักทฤษฎีทางสมองเขาว่าสมองมี 3 ระดับ ครับ คือ สมองสัตว์เลื้อยคลาน สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และ สมองมนุษย์ สมองสัตว์เลื้อยคลาน จะเป็นสมองที่ทำงานโดยอัตโนมัติ ทำงานเกี่ยวกับการป้องกันตัว การหนีอันตราย ระวังภัย สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสมองที่มีความรักความเอื้ออาทร สมองมนุษย์ เป็นสมองที่มีคุณธรรม ลองดูนะครับ ว่าผู้บริหาร เขาบริหารให้สมองส่วนใหนของลูกน้องทำงาน ถ้าได้แค่สมองสัตว์เลื้อยคลาน ลูกน้องก็จะปกป้องตัวเอง ไม่แก้ไข แต่แก้ตัว เรื่องจะคิด จะพัฒนา ไม่ต้องพูดถึง อย่างน้อยจะให้คิด ต้องให้สมองสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทำงานครับ อย่างที่สาม ใช้หลัก BBL ครับ ในสมองจะมีทั้งสารสุข และ สารเครียด สมองจะเรียนรู้และคิดได้ ก็ต่อเมื่อมีการหลั่งสารสุขออกมา ในทางตรงกันข้าม ถ้าสมองหลั่งสารเครียดออกมา ยังไงก็ไม่คิดครับ และอีกอย่าง สารสุข เกิดยาก สลายง่าย แต่สารทุกข์ เกิดง่ายสลายยาก ทฤษฎีนี้ พอจะมีส่วนใกล้เคียงบ้างไหมครับ
สวัสดีค่ะท่านรองฯ
ผมต้องการเชียนให้ผู้บริหารอ่าน แต่ไม่น่าจะมีผู้บริหารมาอ่านครับ
ส่วนหญ่เป็นครู ก็ยังดีครับ ผมหวังว่าคุณครูที่อาวุโส ช่วยกระซิบบอกผู้บริหารที่อายุยังน้อยและพอบอกได้ ว่าบริหารอย่างไร ให้คนคิด
ขอบคุณครับ
น่าสนใจมาก ๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะ
ได้แวะเวียนกลับมาอ่านกี่ครั้งก็ได้ความรู้และข้อคิดดีๆกลับไปทุกครั้งครับ
เป็นกำลังใจให้เสมอครับท่าน ผอ.
พรหมวิหารสี่ ธรรมะของผู้ปกครอง ดีที่สุดครับ
ขอบคุณครับ
ผู้บริหารแบบนี้ต้อง "ทำใจ" ครับ
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับที่มาให้กำลังใจ
สวัสดีค่ะท่านsmall man
ปัญญาสามฐาน บริหารระดับสมอง ใช้หลัก BBL
จะนำไปปรับใช้กับนักเรียนค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
ตรงกับความเป็นจริงมากๆค่ะท่านรองฯ...ขอบคุณที่แบ่งปันค่ะ
ผมนำมาจากทฤษฎีการเรียนการสอนของเด็กละครับ นำมาปรับใช้กับผู้ใหญ่
ขอบคุณครับ
ถ้าได้มาตราดก็ดีนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ถ้าจะให้ได้สาระจริงๆ ก็ต้องคุยกันแบบไม่เป็นทางการ แบบไม่มีสาระ ครับ
ขอบคุณครับ
เรื่องนี้ผมคิดว่าน่าจะประยุกต์ใช้ได้กับการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับพนักงานในบริษัทได้ครับ ผมลองนำไปใช้ดูแล้ว ก็เห็นผลค่อนข้างชัดครับ โดยให้ทุกคนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ในบรรยากาศแปลกๆใหม่ๆ จากนั้นก็ให้พวกเขาสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรมนั้น เชื่อมโยงไป Attitude ที่เราตั้งเป้าไว้ (รายละเอียดตาม Link นี้ครับ http://gotoknow.org/blog/attawutc/392135)
เดี๋ยวนี้ที่หายไปในองค์กร คือ "ฐานใจ" ครับ เราเลยใช้แต่สมองสัตว์เลื้อยคลานในองค์กร
ขอบคุณครับ