ความเอื้ออารีแบบอินเดียที่ดิฉันไม่กล้าปฏิเสธ เมื่ออาจารย์ที่คณะเสนอว่าจะช่วยหาที่พักให้ในระหว่างที่เดินทางไปราชาสถานช่วงวันหยุดเทศกาลดิวาลี ( ช่วงปีใหม่ของชาวฮินดูที่มหาวิทยาลัยจะหยุดราว 1 เดือน ) โดยแนะนำให้ไปพบเพื่อนที่ไจปุร ( Jaipur ) ซึ่งเป็นพ่อค้าขายพลอยที่ช่วยติดต่อให้ดิฉันและเพื่อนร่วมทางสาวชาวกุจราติ ชื่อ Sonal ได้พักในโรงแรมที่เป็นบ้านคหบดีเก่าในราคาพิเศษ ทั้งยังติดต่อกับญาติที่เมืองอุทัยปุร ( Udaipur) ไปล่วงหน้าว่าจะให้ช่วยจัดที่พักให้เรา
เมื่อถึงอุทัยปุร มีรถจี๊ปมารับเราจากท่ารถและพาไปยังเรือนจำกลางของเมือง ที่ซึ่งเราได้พบกับญาติผู้พี่ของเพื่อนอาจารย์ซึ่งเป็นผู้อำนวยการเรือนจำ อายุราวสี่สิบปีเศษเห็นจะได้ พอเห็นว่าจะต้องมาพักในเรือนจำ ดิฉันก็เริ่มลังเลแล้วว่า จะเอายังไงดี จนเมื่อแม่เพื่อนสาวชาวอินเดียเกิดตัดช่องน้อยแต่พอตัว บอกว่าจะไปพักกับญาติโดยไม่ชวนเราสักคำ เราก็เลยต้องตกลงรับน้ำใจโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง ห้องพักที่เขาจัดให้เป็นส่วนตอนหน้าของเรือนจำ ลักษณะคล้ายอาคารทิมดาบที่เขาวัง เป็นห้องโล่ง ๆกว้าง ๆ มี 2 ชั้น และเป็นสัดส่วนดี แต่ก็ออกวังเวงพิกล ดิฉันนอนไม่ค่อยหลับ เพราะมัวแต่คิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานาว่า ในเรือนจำนี้มันมีประวัติศาสตร์อะไรมาบ้าง กว่าจะข่มตาหลับได้ในคืนแรกก็เกือบรุ่งเช้า ก่อนออกไปชมเมือง ท่าน ผอ.เรือนจำก็เชิญไปดื่มชาด้วยกันและชวนคุยตามมารยาท ด้วยความที่ไม่รู้จะคุยอะไร บรรยากาศก็เลยกร่อย ๆ ยิ่งเมื่อท่านวกเข้าเรื่องศาสนาด้วยแล้ว ดิฉันยิ่งนิ่งเงียบไปใหญ่ เมื่อไม่รู้จะคุยอะไร ท่านก็ให้คนขับรถจี๊ปไปส่งในเมือง ตอนเย็นก็กลับมาพักที่เรือนจำ ส่วนเพื่อนสาวของดิฉันก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลยจนถึงวันที่ 3 ที่เราจะเดินทางต่อไปยังโจทปุร ( Jodhpur)
วันสุดท้ายในเรือนจำ ท่าน ผอ.ได้ชวนสนทนาเรื่องศาสนาต่ออีก โดยเล่าว่ารู้ไหมว่าทำไมชาวพุทธจึงกินเนื้อสัตว์ ( เพราะท่านเป็นมังสวิรัติ) ดิฉันไม่ตอบแต่ส่งคำถามด้วยสายตาไปว่าทำไมหรือ ท่านก็บอกว่า เพราะตอนพระพุทธเจ้าไปบิณฑบาตนั้นมีนกคาบชิ้นเนื้อบินผ่านมาและทำเนื้อตกลงในบาตรพอดี ท่านก็เลยต้องฉันเนื้อ คนนับถือศาสนาพุทธก็เลยกินเนื้อ จากนั้นก็เข้าสู่เรื่องที่พอจะคาดเดาได้ว่าอาจจะตามมา คือ บอกว่าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงปางหนึ่งของพระนารายณ์ บรรยากาศการสนทนายิ่งอึดอัดเข้าไปใหญ่ ท่านก็พยายามชวนคุย และชวนดื่มชารสชาติต่าง ๆ ดื่มไปดื่มมา สรุปได้ถึง 5 ถ้วยในเช้าวันนั้น แต่ก็ไม่ช่วยให้บรรยากาศการสนทนาดีขึ้นแต่อย่างใด หลังจากหมดเรื่องจะสนทนา ท่าน ผอ.ก็มีน้ำใจทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี ขับรถพาไปดูวัดป่าของฮินดูที่อยู่นอกเมืองอุทัยปุร ที่นับเป็นประสบการณ์ใหม่ เพราะไม่เคยเห็นวัดป่าแบบฮินดูมาก่อน บรรยากาศก็คล้าย ๆ กับวัดป่าของไทย แต่ยังมีความเป็นชนบทอยู่มาก ที่ดิฉันชอบมากที่สุดที่นั่น ก็คือ ได้เห็นชาวบ้านวิดน้ำจากลำธารที่ไหลมาจากภูเขา โดยใช้ระหัดวิดน้ำที่กงล้อทำด้วยไม้ แต่ละซี่ของกงผูกหม้อดินเผาไว้ เมื่อหมุนวงล้อน้ำก็จะเข้าไปในหม้อดินที่ช่วยตักน้ำได้ครั้งละไม่น้อย เป็นภาพที่ทำให้นึกถึงภาพวาดชนบทในจิตรกรรมยุโรปเมื่อกว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา
เมื่อกลับมาจากวัดป่ามาที่เรือนจำ ท่าน ผอ.ได้กรุณาพาเข้าไปชมภายในเรือนจำที่มีผู้ต้องขังไม่มากนักหากเทียบกับจำนวนประชากรอินเดีย นักโทษส่วนใหญ่น่าจะเป็นคนจนและทำผิดด้วยข้อหาที่ไม่หนักหนามาก หรือส่วนที่เห็นอาจเป็นส่วนลหุโทษก็อาจเป็นได้ มีนักโทษหญิงที่มีลูกอยู่ด้วยและมีนักโทษชายชาวต่างชาติที่น่าจะเป็นชาวตะวันออกกลางที่ท่าน ผอ.ชวนคุยเป็นภาษาอังกฤษ นั่นนับเป็นครั้งแรกและคิดว่าคงเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ดิฉันได้เข้าไปทัวร์คุก เพราะไม่คิดว่าจะได้รับโอกาสแบบนี้อีก การได้เห็นมนุษย์ถูกจำกัดอิสรภาพนั้นไม่น่าจะใช่เรื่องรื่นรมย์ของใครได้เลย