ปรัชญาอินเดีย

"เมกะลาบา" วันนี้เรามาทักทายกันแบบชาว Myanmar กันหน่อยนะคะหลังจากที่โครมันยอง มีโอกาสได้กลับไปเที่ยวที่บ้าน บังเอิญได้เจอกับเพื่อนเก่า(ที่เป็นชาวเมียนม่าร์)วันนี้เลยมาทักทายคุณผู้อ่านแบบพี่น้องชาวเมียนม่าร์นั่นเองคะ วันนี้โครมันยองได้นำเรื่องราวเกี่ยวกับ"ลักษณะปรัชญาอินเดีย"มาฝากคุณผู้อ่านกันคะ ยังมีเรื่องราวดีดีอีกมากมายที่นำมาฝากคุณผู้อ่านแต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้นต้องคอยติดตามกันแล้วคะ แต่วันนี้ ช่วงโมงนี้ วินาทีนี้ เดี๋ยวนี้ บลาๆ(จะอะไรมากมาย)เราไปอ่านพร้อมกันเลยคะถ้าพร้อมแล้วเลสสสส...โก!

ลักษณะปรัชญาอินเดีย

1.  พระเวทเกิดขึ้นเมื่อราว  1,500  ปีก่อน ค.ศ.

2.  ประวัติความคิดของอินเดีย อาจแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ

                   -  ยุคของพระเวท ซึ่งนับแต่ระยะแรกเริ่มมาจนสิ้นยุคของพระเวทประมาณ 500 ปีก่อน ค.ศ. หลักฐานต่าง ๆ ในยุคนี้เรียกว่า ศรุติ คือเป็นความรู้ที่พระเจ้าเปิดเผยให้รู้ แต่หลักฐานเหล่านี้ได้รับการรวบรวมขั้นในยุคกลาง และมีความแน่นอนเชื่อถือได้เพราะรักษากันมาในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

                   -  ยุคสันสกฤตหรือยุคคลาสสิก เป็นยุคที่มีการรวบรวมความคิดต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ราว 500 ปีก่อน ค.ศ. เป็นต้นมา ในยุคนี้มีวรรณคดีและผลงานต่าง ๆ เกิดขึ้นมาก แต่มีความแน่นอนน่าเชื่อถือน้อยกว่าผลงานยุคแรก ในยุคสันสกฤตนี้ เราอาจจะแบ่งได้เป็น 2 ระยะ ย่อยคือ ระยะก่อนระบบปรัชญา และระยะปรัชญา 6 ระบบ

3.  ในปรัชญาอินเดียอุดมไปด้วยความคิดและมีความแตกตางกันในทางปฏิบัติมากมาย แต่อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะหรือ 2 กลุ่มคือ

                   -  อาสติกะ ได้แก่ กลุ่มความคิดที่มีบ่อเกิดจากพระเวทหรือยมรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวทเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพวกในจารีต ได้แก่ปรัชญา 6 ระบบของอินเดีย

                   -  นาสติกะ ได้แก่ พวกที่ไม่ได้มีบ่อเกิดจากพระเวท ไม่ยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของพระเวท และเป็นความคิดที่ต่อต้านพระเวท ได้แก่ พุทธปรัชญา ปรัชญาเชน และลัทธิจารวาก  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า พวกนอกรีต

4.  ความคิดทั้ง 2 กลุ่มนี้ แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องบ่อเกิดและความหมายทั่ว ๆ ไป แต่ก็มีลักษณะบางอย่างร่วมกัน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นลักษณะพื้นฐานของปรัชญาอินเดีย ดังนี้

                   4.1  ศาสนาและปรัชญาไม่แยกจากกันเพราะจุดหมายปลายทางของศาสนาและปรัชญานั้นเหมือนกัน นั่นคือ การแสวงหาอันเป็นแก่นหรือหัวใจของสภาวธรรม

                   4.2  จุดหมายอันแท้จริงของปรัชญาคือ โมกษะ มิใช่เป็นเพียงการรู้แจ้งด้วยปัญหาเท่านั้น ฉะนั้น ปรัชญาอินเดีย จึงมิใช่เป็นการรู้เพื่อรู้แต่รู้เพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดเท่าที่มนุษย์จะพึงได้ในชีวิตนี้

                   4.3  จุดหมายของปรัชญาอินเดียอยู่เหนือจริยศาสตร์และตรรกศาสตร์ เพราะปรัชญาอินเดียมิได้เกิดจากความประหลาดใจใคร่จะรู้ แต่เกิดจากความบังคับหรือความจำเป็นของชีวิต อันเป็นผลจากความประจักษ์ความชั่วในแง่ศีลธรรมและความทุกข์ในชีวิต การขบคิดทางปรัชญาจึงเป็นการพยายามหาทางแก้ปัญหาชีวิตมากกว่าที่จะขบคิดปัญหาทางอภิปรัชญา ส่วนเรื่องทางอภิปรัชญาเป็นสิ่งที่ตามมาภายหลัง

                   4.4  ปรัชญาเป็นแนวทางชีวิตมิใช่เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเมื่อจุดหมายของปรัชญาคือโมกษะ ฉะนั้นปรัชญาจึงพยายามวางแนวทางในการปฏิบัติเพื่อดำเนินไปสู่โมกษะนั้น ดังปรัชญาเชนที่ว่า “อย่ามีชีวิตเพื่อรู้ แต่จงรู้เพื่อมีชีวิต”

                   4.5  ความหมายของปรัชญาในอินเดียนั้น มิใช่เป็นเพียงเรื่องของพุทธิปัญญาหรือศีลธรรมจรรยาเท่านั้น แต่เป็นทั้งสองอย่างรวมกัน และเหนือขอบเขตของทั้งสองอย่างนั้นไปอีกด้วย กล่าวคือ ปรัชญาเป็นทั้งเรื่องของทฤษฎีและการปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดที่ตรรกศาสตร์และจริยศาสตร์มิอาจจะทำให้บรรลุถึงได้

5.  คุณค่าของปรัชญา อยู่ที่การโน้มน้าวบุคคลให้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ  สอนให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ และทำให้เป็นในสิ่งที่ไม่เคยเป็น

6.  จุดสุดยอดของความคิดทางปรัชญาของอินเดีย คือเวทานตะ  ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ เอกนิยมกับจักษุนิยม ความคิดของเวทานตะเป็นการแสดงให้เห็นว่า ความคิดที่มีชัยชนะเป็นขั้นสุดท้ายในอินเดียนั้น คือ อสัมพัทธนิยม (Absolutism) และเทวนิยม (theism)

 "ลักษณะปรัชญาอินเดีย"ก็คือเรื่องราวที่โครมันยองเอามาฝากคุณผู้อ่านในช่วงนี้คะ แล้วเจอกันใหม่ สวัสดีคะ