ในปี พ.ศ. 2475 ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความชัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความชัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ

        ในปี พ.ศ. 2468 เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกน พรรคอภิวัฒน์ ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว หากแต่ขาดความชัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุดแต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฏี ข้าพเจ้าไม่มีความชัดเจน  และโดยปราศจากความชัดเจน

         บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฏีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำเอาความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ตามตัวหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคำนึงด้วย ให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี

        ในปี พ.ศ. 2475 ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี  พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์  แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความชัดเจน  และครั้นข้าพเจ้ามีความชัดเจนมากขึ้น  ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ

 (คำสัมภาษณ์ เอเชียวีค 28 ต.ค. 2523

ในมรดกปรีดี  พนมยงค์. สุพจน์  ด่านตระกูลรวบรวม,

 2526 , หน้า 138- 139 )

          บันทึกที่แล้วผมได้กล่าวถึงการปฏิรูปสังคมไทยในยุคแรก ในปี 2435 ซึ่งผมได้บันทึกไว้ที่  http://gotoknow.org/blog/suthepkm/397999 บันทึกนี้จะกล่าวถึง   การปฏิรูปสังคมไทยในยุคที่ 2  เริ่มในปี 2475 ครับ ห่างจากการปฏิรูปประเทศไทยในยุคแรกเมื่อ ปี 2435 เป็นห้วงเวลา 40 ปีพอดีครับ นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือการอภิวัฒน์สังคม  ครับ

       วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คือวันแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาสู่ระบบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยคณะราษฎร ภายใต้การนำของ ดร.ปรีดี พนมยงค์  รัฐบุรุษอาวุโส เป็นผู้นำฝ่ายพลเรือน(วันที่ 24 มิถุนายน เคยเป็นวันชาติของสยามประเทศในระยะแรก)

          ในมาตรา 1 แห่งธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม(ชั่วคราว) ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก(27 มิถุนายน 2475) บัญญัติไว้ว่า

               “มาตรา 1  อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

อำนาจสูงสุดของประเทศ ตามที่ระบุไว้    ในมาตรา 1 ดังกล่าว หมายถึง อำนาจสูงสุดในโครงสร้างของสังคมตามระบบประชาธิปไตย  อันเป็นความหมายที่กว้างขวาง และเป้าหมายสูงสุดของท่านปรีดีและเพื่อนในคณะราษฎร ส่วนหนึ่งก็คือ  การสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

          ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามความหมายของท่านปรีดีและเพื่อนในคณะราษฎร มุ่งหวัง คือ ประชาธิปไตยอย่างรอบด้าน(ประชา +  อธิปไตย = อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชน) นั้นหมายความว่า ประชาชนมีอำนาจสูงสุดในโครงสร้างทั้งสามของสังคม คือ

  • ประชาชนมีอำนาจสูงสุดในทางเศรษฐกิจ
  • ประชาชนมีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง
  • ประชาชนมีอำนาจสูงสุดในทางวัฒนธรรม

โครงสร้างทั้ง 3  ของสังคมดังกล่าว เศรษฐกิจ เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนการเมืองและวัฒนธรรมเป็นโครงสร้างชั้นบน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือการอภิวัฒน์สังคม เมื่อ  วันที่ 24  มิถุนายน 2475 นั้น ในบาทก้าวแรกเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างชั้นบนอย่างเดียว  และบาทก้าวต่อมาที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน คือ ระบบเศรษฐกิจ โดยวิธีการสหกรณ์ตามเค้าโครงเศรษฐกิจของท่านปรีดี ฯ แต่คณะราษฎรก็ทำไม่สำเร็จ  ภารกิจการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์  จึงยังคงค้างคา รอการสืบสานปณิธานดังกล่าว

ครับ แม้จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ถึงแม้ในทางการเมืองจะสำเร็จในระยะแรก  โดยเป็นช่วงเวลาแห่งความหวังในการพัฒนาประชาธิปไตย มุ่งหวังที่จะสร้างระบบการเมืองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ตามอุดมการณ์  หรือ ตามหลักการปกครอง 6 ประการที่คณะราษฏรได้ประกาศไว้  รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของประชาชนและของประเทศตามเค้าโครงเศรษฐกิจที่ถูกยกร่างขึ้นในเวลาต่อมา

      หากแต่ว่าภารกิจการสร้างประชาธิปไตยและการสร้างความสมบูรณ์พูนสุขให้แก่ราษฎรนั้น แทบไม่มีโอกาสเป็นจริงได้เลย เพียงไม่กี่ปีคณะราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนภาคประชาชนก็ถูกช่วงชิงอำนาจไป เค้าโครงเศรษฐกิจถูกฉีกทิ้ง ประชาชนก็ยังคงทุกข์ยากเหมือนเดิม  ขณะที่ผู้นำการอภิวัฒน์อย่าง ดร.ปรีดี  พนมยงค์ เองถึงแม้จะเป็นถึงรัฐบุรุษอาวุโสคนแรกของประเทศไทย ผู้มีคุณูปการหลายๆอย่างต่อสังคมไทยก็ต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ อย่างไม่มีวันได้กลับ  การอภิวัฒน์สังคมยุคนี้นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475เป็นต้นมา การพัฒนายังไม่มีความก้าวหน้าต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 40 ปี จนถึงยุคต่อมาปี 2515

ในยุคนี้ ดร.ปรีดี  พนมยงค์ เป็นสามัญชนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของบ้านเราอย่างยิ่งคนหนึ่ง ในมิติที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมือง  แม้ภารกิจของท่านปรีดี จะยังไม่อาจฝ่าฟันให้บรรลุเป้าหมายตามที่มุ่งหวังไว้ แต่ท่านดร.ปรีดี คือผู้ริเริ่มให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยด้วยคนธรรมดาสามัญ ความคิดและเจตนารมณ์เพื่อสร้าง “ประชาธิปไตย  เพื่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชน” ยังจะต้องรอการสืบสาน

มนุษย์ที่เกิดมาเพื่ออยู่ร่วมกัน....มนุษย์จำต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ในประเทศหนึ่ง  ถ้ามนุษย์คนหนึ่งต้องรับทุกข์  เพื่อนมนุษย์อื่นก็รับทุกข์ด้วย.....เหตุฉะนั้น  เพียงแต่มนุษย์มีความเสรีภาพ และต่างก็มีความเสมอภาค จึงยังไม่เพียงพอที่จะรวมกันอยู่ได้  คือ จำต้องมีการช่วยเหลือกันโดยตรง...

คำบรรยายวิชากฎหมายการปกครอง ที่โรงเรียนกฎหมาย

โดยท่านปรีดี พนมยงค์

ระหว่าง 24 กุมภาพันธ์   ถึง 31 มีนาคม 2475