จิตปัญญาศึกษาสามารถใช้การจัดการความขัดแย้งได้

ท่านผู้บริหารสถานศึกษาหลายท่านที่ได้รับการอบรมเก้าโมดูล
คงจะจำ จิตปัญญาศึกษา(contemplative education) ได้โดย
เฉพาะโมดูลแรก การวิเคราะห์บริบท และโมดูลต่าง ๆ ก็สะท้อน
วิธีการของจิตปัญญาศึกษา 

จิตปัญญาศึกษาคืออะไร ก็คือการศึกษาเข้าไปภายในจิตใจ
มุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงจากใจด้วยการใคร่ครวญของตนก่อนเป็นประการแรก
กระบวนการทางจิตปัญญาศึกษาที่สำคัญนอกจากการพัฒนาจิตด้วย
สติ สมาธิ แล้ว ยังรวมไปถึง กิจกรรมการฟังด้วยใจที่ใคร่ครวญ
สุนทรียสนทนา

แต่ผมเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของหลายคนที่เป็นเพื่อนผู้บริหาร
ได้แก่การรับฟังเพื่อนร่วมงานมากขึ้น หลายคนที่เคยแสดงตัวว่ายิ่งใหญ่
ก็เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เห็นได้แก่การรับฟังแม้ว่าจะไม่ลึกซึ้ง
แต่ก็ทำให้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิธีการนี้ทำใ้ห้ถูกศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม

เข้าใจว่ากระบวนการจิตปัญญาศึกษานั้นสัมพันธ์กับกระบวนการมีส่วนร่วม
ที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เอาใจเขามาใส่ใจเรา และนำพลังกลุ่มนั้นกลับ
ไปสร้างความสำเร็จทางการศึกษา ทีีมีหลักใหญ่ใจความอย่างที่ท่าน
ว. วชิระเมธี กล่าวไว้ว่า  งานก็ได้ผล คนก็เป็นสุข

ปัญหาต่าง ๆ ของโรงเรียนหรือองค์กรต่าง ๆ นั้น มีความสัมพันธ์กันของ
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมาย หรือวิธีการ เพราะความแตกต่างกัน
ระหว่างบุคคล ทัศนคติ พื้นฐานการศึกษา วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน
ความขัดแย้งในลักษณะของการแย่งชิงทรัพยากรกัน 

กระบวนการความขัดแย้ง โทมัส(1976) ได้อธิบายเกี่ยวกับกระบวนการ
ของความขัดแย้งนั้นว่า เป็นไปตามขั้นตอน  ขั้นแรกคือ ความเป็นไปได้
ของความขัดแย้ง ได้แก่ การสื่อสาร โครงสร้าง ตัวแปรส่วนบุคคล ขั้นตอน
ต่อมาความขัดแย้งเป็นเรื่องที่รับรู้ได้ ขั้นตอนที่สามคือ ความตั้งใจในการ
จัดการความขัดแย้ง ได้แก่ การแข่งขัน การร่วมมือ การประนีประนอม 
การหลีกเลี่ยง การผ่อนปรน  ขั้นตอนที่สี่คือการเกิดพฤติกรรมจริง ๆ ของ
การขัดแย้ง เกิดพฤติกรรม และปฏิกริยาของคนอื่น ความพยายามที่จะให้
เกิความขัดแย้ง และสุดท้ายเมื่อเกิดแล้วผลลัพท์ออกมาสองอย่าง
คือประสิทธิภาพงานดีขึ้น หรือ ลดประสิทธิภาพของกลุ่ม

ความเป็นไปได้ของความขัดแย้งคือ การสื่อสาร โครงสร้าง ตัวแปรส่วนบุคคล
จิตปัญญาศึกษาเ้น้นสุนทรียสนทนา และการฟังด้วยใจอย่างลึกซึ้ง ทำให้
แก้ไขปัญหาเรื่องการสื่อสารได้ แต่เรื่องโครงสร้าง และตัวแปรส่วนบุคคล
แก้ไขได้เมื่อ เกิดการเปลี่ยนแปลงในใจอย่างลึกซึ้งเท่านั้น

ผู้เขียนได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการทางจิตปัญญาศึกษา
มีทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบตัวยู หรือ u theory ของ otto scharmer
ได้แก่กระบวนการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ประสบการณ์เดิมในการเรียนรู้คือเป็นไป
ตามธรรมชาติก็คือ กระบวนการเรียกว่าการดาวน์โหลด กระำทำแบบอัตนโนมัตฺ
แต่ต่อมาได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นกระบวนการคือ ฟังหรือรับรู้อย่างลึกซึ้ง
การสังเกต การรู้อาการ การรู้ตัวการเลือกสรรพฤติกรรมใหม่ การออกแบบพฤติกรรมใหม่ และมีการแสดงออกแบบใหม่ ๆ ที่เลือกสรรแล้ว

สรุปแล้ว จิตปัญญาศึกษานั้น มีแนวทางที่สอดคล้องกับการจัดการความขัดแย้ง
เพราะสุดยอดของการเปลี่ยนแปลอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงภายในใจก่อนเป็นสิ่งแรก
ถึงจะเปลียนแปลงอย่างอื่นได้