ฉันไม่ใช่เพียงแต่ไปใช้แรงงาน หรือทำการผลิตเพื่อหาอยู่หากินเท่านั้น แต่ที่สำคัญและมีความหมายมากกว่านั้นคือ ฉันได้เริ่ม “ลงไปศึกษาสภาพ” แล้ว

2. แบบเรียนจากสภาพจริง

                ชีวิตในกองทหาร85ของฉันกับสหายไผ่ไม่ได้แตกต่างไปจากที่โรงเรียนการเมืองการทหาร 6 ตุลา เท่าใดนัก ในเรื่องการจัดระบบเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน แต่หน้าที่ที่ต่างไปจากคนอื่นของเราทำให้เราไม่มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับลูกหมู่คนอื่น ๆ เราถูกทิ้งให้อยู่ในกองทหารทั้งวัน เพื่อเตรียมการสอนแล้วเราก็นั่งคิดอะไรไม่ค่อยออกกันทั้งสองคน ผ่านไปได้ไม่กี่วัน สหายไผ่ก็เริ่มออกอาการทนไม่ไหว อยากจะขอออกไปทำงานใช้แรงงานทำการผลิตร่วมกับสหาย ทีแรกฉันไม่ค่อยเห็นด้วยเนื่องจากเหตุผล 2 ข้อคือ สหายไผ่ช่วงนี้ไม่ค่อยแข็งแรง มีปัญหาเรื่องปวดท้องด้วยโรคกระเพาะอาหาร กับอีกอย่างคือ อยากรีบทำงานของตัวเองให้เสร็จ ๆไปก่อน แล้วค่อยไปทำอย่างอื่น แต่ไป ๆ มา ๆ ฉันเองก็คิดอะไรไม่ออก และเริ่มเครียดเหมือนกันที่จะต้องมานั่งจับเจ่าคิดอะไรไม่ค่อยออกอยู่ทั้งวัน ก็เลยตกลงกันว่า ไปทำงานกับสหายน่าจะดีกว่า เราจึงไปคุยกับสหายส่วน หัวหน้าหมู่ เพื่อขอให้เราไปใช้แรงงานด้วย อธิบายให้เธอเข้าใจว่างานของเราไม่จำเป็นต้องมานั่งคิด ๆ เขียน ๆ อยู่แต่ในกองทหารทั้งวัน เราค่อย ๆ คิด ทำงานไป คิดไปด้วยก็ได้ รับรองว่าการออกไปใช้แรงงานจะไม่เป็นปัญหากับงานของเรา เธอจึงยอมให้เราไปทำงานด้วย แต่ไม่เรียกร้องว่าต้องไปทำงานนั้น งานนี้ แล้วแต่ว่าวันไหนจะเลือกไปทำอะไรกับหน่วยไหนก็ได้ ฉันกับสหายไผ่จึงมีโอกาสได้ออกไปใช้แรงงานหลายอย่าง หมุนเวียนกันไป บางวันก็ขอไปเสียหญ้า ( ดายหญ้า ) ไร่ข้าว บางวันก็ไปหาผัก ( อันนี้ชอบมาก เพราะได้ออกไปเที่ยวตามไร่ ต่าง ๆ ทั้งของกองทหารเอง และไร่ของประชาชนที่เขาอนุญาตให้ทหารไปเก็บพริก เก็บผัก ฟักแฟงแตงกวามากินได้ ฉันก็เลยได้กินแตงสด ๆ หวาน ๆ จนพุงกางทุกที ) บางทีก็ขอไปช่วยงานพี่เลี้ยง ( คนทำครัว ) ในครัว และงานครกน้ำก็เป็นงานที่ดีมากอีกงานในความรู้สึกของฉัน เพราะอยู่ริมห้วยมีละอองน้ำเย็นฉ่ำชื่นทั้งวันเพราะครกตำข้าวใช้พลังงานน้ำในการตำแทนแรงคนจึงต้องอยู่ริมน้ำ เราจะต้องคอยเอามือล้วงลงไปกลับข้าวเปลือกในครกเพื่อตำให้ทั่ว พอครกตำจนเปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสารปนแกลบรำ เราก็จะเอาออกมาช่วยกันฝัดด้วยกระด้งเพื่อแยกแกลบรำออกให้เหลือแต่ข้าวสารขาว ๆ แรก ๆ ทำไม่เป็นก็หก ๆ หล่น ๆ เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความชำนาญ เวลาฝัดกระด้งต้องหมุนทั้งแขนทั้งสะเอวและข้อมือให้สัมพันธ์กัน ไอ้เราหมุนจนเอวเคล็ดเอวอ่อนก็ยังไม่วายทำข้าวกระฉอกออกจากกระด้ง แถมข้าวสารกับแกลบรำก็ยังไม่ค่อยจะยอมแยกกันง่ายๆ แต่พอทำไปทำมาก็ทำได้ ที่ครกน้ำฉันจะมีเวลาพูดคุยกับสหายม้งที่ทำงานด้วยกันมากกว่าการทำงานอื่น ๆ  ทำให้ได้รู้จัก ได้สัมผัสความคิดอ่านอย่างผู้หญิงม้งแบบลึกๆ รู้ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องอ่อนไหวสำหรับเขาที่ต้องระมัดระวังเมื่อพูดถึง หรือเมื่อต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง และจากการที่ได้ออกไปทำงานใช้แรงงานกับสหาย ได้พบได้เห็นได้พูดได้คุยกับสหายม้งนี่เอง ที่ทำให้ฉันกลับมานั่งคิดอะไรๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนได้มากขึ้น ต่อมาจึงสรุปกับตัวเองได้ว่า ฉันไม่ใช่เพียงแต่ไปใช้แรงงาน หรือทำการผลิตเพื่อหาอยู่หากินเท่านั้น แต่ที่สำคัญและมีความหมายมากกว่านั้นคือ ฉันได้เริ่ม “ลงไปศึกษาสภาพ” แล้ว โดยเริ่มจากการเรียนรู้ภาษา อารมณ์ความรู้สึก ชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ของชนชาติม้งด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันรู้ว่าควรจะสอนอะไร สอนอย่างไรให้สอดคล้องกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ และพื้นฐานทางภาษา-วัฒนธรรมของเขา เพื่อที่เขาจะเรียนรู้ได้ง่ายและเร็วขึ้น นับว่าโชคดีที่ตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าสหายไผ่เป็นใครมาจากไหน รู้แต่ว่าเคยเป็นครูมาเหมือนกัน จึงไม่มีอุปสรรคทางความคิด ทำให้ฉันกล้าที่จะคิดค้นอย่างทุ่มเท กล้าที่จะโต้เถียงกับเขาด้วยเหตุผลและประสบการณ์ที่เป็นความจริงอย่างไม่ลังเล ไม่กังวลว่าใครจะมี “ดีกรีความรู้” มากน้อยกว่ากัน สหายไผ่เองก็คงคิดทำนองเดียวกัน ดังนั้นทุกอย่างจึงเป็นไปตามเหตุผล ประสบการณ์และสภาพความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในเวลานั้น เราช่วยกันทำแบบเรียนขึ้นมา ทดลองสอนในกองทหาร ระหว่างที่สอนเราพบปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะการออกเสียงคำ และการแปลความหมาย เนื่องจากจำนวนคำที่ใช้ในภาษาม้งมีน้อยกว่าคำในภาษาไทยมาก เราจึงต้องระมัดระวังการใช้คำให้ง่ายต่อการแปลไปสู่ความหมายที่เขาเข้าใจ และขณะเดียวกันก็ต้องให้เหมาะกับการเริ่มเรียนภาษาไทยด้วย เช่น คำว่า มะลิ กะทิ กะลา ทะเล ที่เคยเหมาะกับการเริ่มเรียนสำหรับเด็กทั่วไป แต่กลับกลายเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กม้ง เพราะบนดอยไม่มีดอกมะลิ ไม่มีต้นมะพร้าว และไม่มีทะเลจึงไม่สัมพันธ์กับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเขา เราต้องหาคำที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของเขามาใช้แทน เช่น คำว่า ชะนี มะระ ปะทะ เป็นต้น เราสอนไป แก้ไขปรับปรุงแบบเรียนไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ได้แบบเรียนภาษาไทยสำหรับเด็กม้งขึ้นมาเล่มหนึ่ง ซึ่งฉันเรียกว่า “แบบเรียนจากสภาพจริง”