เรือแล่นผ่านสองฝั่งน้ำทะเลที่มีตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่ยืนตระหง่านเหมือนเมืองใหญ่ทั่ว ๆ ไป เพียงแต่ว่าเมืองอื่นตั้งอยู่บนแผ่นดิน แต่เมืองนี้ตั้งอยู่เหนือแผ่นน้ำ

เมืองเวนิส มหานครกลางน้ำ-3

โสภณ  เปียสนิท

............................................

 

            เรือแล่นผ่านสองฝั่งน้ำทะเลที่มีตึกรามบ้านช่องขนาดใหญ่ยืนตระหง่านเหมือนเมืองใหญ่ทั่ว ๆ ไป เพียงแต่ว่าเมืองอื่นตั้งอยู่บนแผ่นดิน แต่เมืองนี้ตั้งอยู่เหนือแผ่นน้ำ แม้เมืองที่เคยได้รับการขนานนามว่า “เวนิสตะวันออก” อย่างกรุงเทพฯของเรา  ช่างเป็นความมหัศจรรย์แท้ เรือนักท่องเที่ยวมากมายแล่นสวนกันไปมาอย่างคึกคัก ทำรายได้เข้าเมืองเวนิสเป็นอันดับหนึ่ง

                เรือจอดเทียบท่าเข้าที่เรียงรายเคียงข้างเรือลำอื่น ๆ เกือบสังเกตไม่ออกว่าเราเดินทางมาด้วยเรือลำไหน ผมมองเรือ มองท่าเรือ มองจุดสังเกตสำคัญ เพื่อคำนวณว่าจะกลับมาขึ้นเรือเองได้ตามเวลานัดหมาย หากพลัดหลงจากกลุ่ม ขึ้นฝั่งแล้วเดินเรียบริมฝั่งไปทางซ้ายราวสองร้อยเมตร วังเก่าแก่ใหญ่โตยืนเด่นรออยู่ข้างหน้า

                เหมือนเดิมครับการจะเข้าไปเที่ยวในเกาะต้องจ่ายค่าภาษีก่อน จ่ายค่าภาษีแล้วก็จ่ายค่าเรือ จ่ายค่าเรือแล้วก็จ่ายค่าเข้าชมวังโดจพาเลส “Doge Palace” นึกถึงบ้านเมืองเราเหมือนกันนะครับ น่าจะเก็บภาษีนักท่องเที่ยวเวลาเข้าสู่หมู่บ้านกันบ้างจะได้มีเงินมาพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมประเทศเขา

                   ถึงเวลานี้หลายคนต้องการเข้าห้องน้ำ ผมเองก็เช่นกัน พากันเดินหาห้องน้ำ เจอห้องน้ำ แต่ว่ามีแค่สองห้อง แยกห้องน้ำชาย-หญิง ห้องน้ำมีน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวมากมาย มองนักท่องเที่ยวต่อแถวยาวรอคอยปลดเปลื้องทุกข์ ผมเกิดความรู้สึกว่าทุกข์ของผมเองคงทนรอไปก่อนได้

                เดินตามแถวขึ้นชั้นสองเข้าเยี่ยมชมห้องประชุมสภาขนาดใหญ่ มีภาพวาดบนเพดานสวยงาม มีห้องเสื้อเกราะโบราณเก่าแก่ ห้องอาวุธนานาชนิด มีตั้งแต่มีดไปจนถึงปืนใหญ่ ปืนยาวโบราณ ปืนสั้น ปืนกลขนาด 10 ลำกล้อง ห้องต่าง ๆ เหล่านี้มีภาพวาดบนเพดานสวยงามทั้งสิ้น ห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่งมีคานไม้ แต่พื้นล่างเรียงลาดด้วยแผ่นหิน เพดานกว้างใหญ่ราว 30 เมตร มัคคุเทศก์แจ้งว่ามีอายุกว่า 500 ปี ผ่านปากสิงห์ ซึ่งใช้เป็นที่รับจดหมายเรื่องราวร้องทุกข์จากชาวบ้าน คล้าย ๆ กับการเคาะระฆังร้องทุกข์ของชาวบ้านในยุคพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยของเรา

                คณะเราเดินผ่านสะพานข้ามคลองเชื่อมโยงวังและคุกเข้าด้วยกัน กลางสะพานมีช่องมองดูโลกภายนอก บ้านเรือน ลำคลอง เรือสัญจรไปมา ให้นักโทษมองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถูกคุมขัง นักโทษบางคนมีโอกาสได้กลับคืนสู่โลกภายนอก บางคนจบชีวิตลงอย่างเงียบ ๆ ไร้คนเอาใจใส่โดยไม่ได้เห็นโลกภายนอกอีกเลย