มะเร็งเจ้าเอ๋ยไม่เคยปราณีใคร
ขณะที่กำลังจดบันทึกการทำ family conference สำหรับ case ที่หน่วยได้รับ consult ให้เข้าไปร่วมดูแลเมื่อวานนี้ เสียงโทรศัพท์ก็พลันดังขึ้น สวัสดีค่ะพี่กุ้ง หมอ...นะคะ พอดีหมอมี caseจะ consult ค่ะ เป็นคนไข้อายุ 35 ปีคลอด c/s (ผ่าตัดคลอด) เมื่อวันที่ 10 กันยายน มีประวัติว่า 1 เดือนก่อนมาโรงพยาบาลมีตาตัวเหลือง(ขณะตั้งครรภ์ได้ 35 สัปดาห์) เจาะเลือดพบว่าเป็น hepatitis มี obstuctive Jaundice เเละมี labour pain (อาการปวดท้องคลอด) จึงมาพบหมอ หมอที่นี่พิจารณาผ่าตัดคลอดเพื่อความปลอดภัยทั้งเเม่เเละลูก ตอนนี้คนไข้มีปัญหาว่ามี ascites มี pleural effusion (น้ำในช่องท้องและในช่องปอด) ต้อง ให้ออกซิเจนตลอดเวลา และ พบอีกว่า มี multiple liver nodular ทางสูติเเพทย์ได้ consult อายุรเเพทย์มาดูคิดว่าน่าจะเป็น advance stage tumor ขณะที่ฟังหมอ..ส่งต่อข้อมูลคนไข้ฉันเองฟังไปก็ขนลุกไป สิ้นเสียงคุณหมอ…ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความสงสารคนไข้ ซึ่ง case นี้ทีม palliative ของเราทราบประวัติอย่างไม่เป็นทางการมาบ้างแล้ว เมื่อ 2 วันที่แล้ว พอได้ถามไปที่เจ้าของ ward แจ้งว่า คนไข้ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แพทย์ที่จะรับเป็นเจ้าของไข้ยังไม่มี และทีมเราได้ฝากเรื่องไว้ทางอาจารย์สูติฯ หากพร้อมที่จะให้ palliative care team เข้าไปเมื่อไหร่ ขอให้บอก




และแล้วในที่สุด วันนี้ทางทีมอายุรแพทย์ก็ได้ปรึกษาเรามา ฉันนั่งตั้งสติอยู่สักพัก พร้อมกับทำให้ตัวเองผ่อนคลายมากที่สุด เหมือนกับว่าการลงไปพบคนไข้คราวนี้ของฉัน ถ้าเป็นการทำข้อสอบก็คงจะเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะฉะนั้นจึงต้องติวเข้มกับตัวเอง โดยมีการวางแผนในใจก่อนว่าจะทำอะไร หนึ่ง สอง สาม ฉันเดินจากตึกสว. ถึงหอผู้ป่วยหลังคลอดโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที เมื่อไปถึงฉันพยายามหาข้อมูลของคนไข้ การรับรู้เรื่องโรคของคนไข้และครอบครัวทั้งจาก chart และจากพยาบาลเจ้าของไข้ ทำให้ทราบว่า ญาติทราบแล้วว่าคนไข้เป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ยังไม่บอกคนไข้ แต่ทราบว่าอายุรแพทย์ได้บอกคนไข้ไปบางส่วนแล้ว




ประตูห้องแยกค่อยๆ เปิดแง้มออก ฉันเดินผ่านประตูห้องเข้าไปเพื่อทักทายคนไข้ และพบว่าคนที่มาเฝ้าคือแม่ของเธอ ไม่นานเสียงร้องอุแว้ อุแว้ ก็ดังขึ้นทำให้ฉันหันไปตามเสียง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาฉันก็คือ เด็กทารกเพศหญิง นอนดิ้นไปมาอยู่บนคริบทารกแรกเกิด ฉันกล่าวทักทายและแนะนำตัวกับคนไข้ พร้อมกับหาที่นั่งที่คิดว่าจะคุยได้สะดวกที่สุด ก่อนนั่งฉันได้ทักทายทารกน้อยพร้อมกับถามว่าน้องชื่ออะไร “ชื่อน้องเปรี้ยวค่ะ พี่สาวชื่อมะนาว” อ่อ มะนาวเปรี้ยวเหรอคะ ฉันโต้ตอบกับคนไข้ถึงชื่อของลูกสาวทั้งสองคนที่ตั้งให้ได้อย่างน่ารัก ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ฉันเอ่ยถาม “ปวดท้อง แล้วก็ไม่ค่อยสบายที่ท้อง หายใจไม่ค่อยอิ่มค่ะ” ฉันคิดในใจว่าคงจะเป็นอย่างที่เธอพูดเพราะท้องโตที่โต ประกอบกับการหายใจต้องใช้ออกซิเจนช่วย ฉันค่อยๆชวนคนไข้คุยไปในหลายเรื่อง จนคิดว่าการสร้างสัมพันธภาพในวันนี้เริ่มเข้าที่แล้ว ฉันจึงค่อยๆ ขยับเข้าไปในเรื่องการรับรู้เรื่องโรค “ หมอบอกว่าเป็นก้อนในตับ แต่ยังไม่รู้ว่าก้อนดีหรือก้อนร้าย รู้แต่ว่าก้อนโตเร็วมาก” หมอได้บอกมั๊ยคะว่าจะมีแผนการรักษาอย่างไร “ หมอบอกว่าจะขอดูผลชิ้นเนื้อก่อน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำเพราะเกล็ดเลือดต่ำ ร่างกายยังไม่พร้อม หมอจึงพักไว้ก่อน วันนี้ถ้าเตียงว่า จะย้ายไปที่ตึกอายุรกรรม “ ตอนนี้กังวลหรือว่าเป็นห่วงเรื่องอะไรมากที่สุด ฉันพยายามค้นหาความต้องการและความกังวลใจของคนไข้ “ แต่คำตอบที่ได้กลับไม่เป็นอย่างที่ฉันคิด “กังวลเรื่องปวดค่ะ แล้วก็แน่นท้องทำยังไงจะดีขึ้น” ปวดมากเเค่ไหน ถ้าให้เป็นคะเเนนเต็มสิบปวดมากที่สุด สูนย์คือไม่ปวด ห้าปวดปานกลางตอนนี้ให้กี่คะเเนน คนไข้นิ่งไปสักพักพร้อมกับบอกว่า 9 คะเเนน ถ้าปวดขนาดนี้ต้องขอยาเเก้ปวดเเล้วนะ ไหวมั๊ยถ้าไม่ไหวพี่จะไปบอกหมอขอยาเเก้ปวด ให้ ไม่ไหวไม่สบายเลย ฉันเดินออกมาข้างนอกนเพื่อเเจ้งให้หมอทราบว่าคนไข้ปวดมาก
สักพักสามีคนไข้และพี่สาวก็เดินเข้ามา ฉันจึงจำเป็นต้องแนะนำตัวอีกครั้ง “วันนี้ผมจะพาลูกกลับบ้าน จะขอนมผสมสักขวดได้มั๊ยครับ กลัวลูกหิวระหว่าทาง ผมฝากถามพยาบาลว่าดำเนินการเรื่องกลับบ้านเสร็จหรือยัง ผมจะได้เตรียมตัว” ฉันไม่รอช้ารีบเดินออกไปบอกพยาบาลว่าคนไข้พร้อมจะกลับบ้านแล้ว พี่พยาบาลที่ตึกหลังคลอด รีบกระวีกระวาดจัดการเรื่องราวให้จนกระทั่งเรียบร้อย ฉันมองดูสามีคนไข้ด้วยความรู้สึกเห็นใจ ในใจก็คิดว่า อีกไม่นานผู้ชายคนนี้ก็จะต้องสูญเสียภรรยาที่เขารัก และเขาจะต้องเลี้ยงลูกสาวทั้งสองคนโดยลำพังแล้วสินะ แต่ทำไมดูท่าทางเขาเข้มแข็งจัง ฉันได้แต่เก็บคำถามนี้ไว้ในใจ และคิดว่าวันนี้น่าจะได้คุยกับสามีคนไข้ด้วย แต่เมื่อเห็นว่ากำลังรีบร้อนที่จะนำลูกกลับบ้าน คงเพราะกลัวจะมืดค่ำฉันจึงไม่รบกวน ฉันมองดูทารกน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็นป้า ผู้ที่อาสาว่าจะรับเลี้ยงดูให้เหมือนลูกในใส้ และคนไข้เองก็รู้สึกวางใจว่าลูกจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี พร้อมกับบอกว่า “ให้แม่กอดน้องหรือยังคะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาว่า “กอดหอมกันแล้วเรียบร้อย บ๊าย บาย กันแล้ว” เมื่อส่งทั้งสามคนกลับบ้านแล้ว ฉันจึงกลับมานั่งทบทวนดู chart อีกครั้งและบันทึกการส่งต่อข้อมูลในแบบบันทึกทีมสหสาขาวิชาชีพ




ขณะเดินกลับไปที่หน่วยในใจฉันครุ่นคิดแต่กับเรื่องราวของคนไข้คนล่าสุดที่ฉันมีโอกาสได้เข้าไปดูแล ในที่สุดฉันตัดสินใจกดโทรศัพท์ ไปที่เบอร์สามีของคนไข้ ฉันจำเป็นต้องทราบว่าครอบครัว สามีคิดและรู้สึกหรือรับรู้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับภรรยาของเขามากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะได้วางแผนการดูแลต่อได้ และนี่คือคำตอบที่ฉันได้รับ “พวกผมรู้หมดแล้วครับ และตอนนี้ผมก็ได้แต่ทำใจ ไม่มีใครอยากให้มันเกิด แต่มันเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องทำใจยอมรับ ตอนนี้พวกผมวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว แม้แต่คนเลี้ยงลูก พี่สาวผมเขายอมลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงหลาน พี่สาวที่อยู่สวีเดนก็จะส่งเงินมาช่วย ถ้าแม่เขาดีขึ้นแล้วกลับบ้านได้ก็คงไม่ให้เขาทำอะไร ให้เขาอยู่เฉยๆ หรือว่าถ้าไม่มีเขาแล้ว พวกผมก็ช่วยกันเลี้ยงครับ คนโตปู่ย่ารับเลี้ยงแล้ว ผมจึงไม่ห่วง” ฉันกล่าวชื่นชมถึงการวางแผนและจัดการสิ่งต่างๆที่ดูแล้วทำให้หายห่วงไปเยอะเลย ถ้าฉันเป็นคนไข้ก็คิดว่าคงสบายใจไปอีกเปราะที่มีครอบครัวเป็นแหล่งสนับสนุนที่ดีเยี่ยมอย่างนี้
การติดตามดูแลคนไข้รายนี้คงยังไม่จบเท่านี้ ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่จะต้องสานต่อเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุด ฉันเองได้กลับมาทบทวนตัวเองหลังจากได้คุยกับคนไข้เเละครอบครัว วันนี้ หลายสิ่งอย่างที่เจอไม่เป็นไปตามที่วาดภาพไว้ในตอนเเรก ไม่ว่าจะเป็นสภาพคนไข้ที่เห็น ที่ดูหนักเเละเเย่ลงอย่างรวดเร็ว ภาพคนไข้ สามี ที่ฉันคิดในใจว่าจะต้องร้องไห้ฟูมฟาย เสียใจ น้อยใจในโชคชะตาของตัวเองกลับไม่ใช่ คนไข้เก่ง เขาเก่งกว่าเราเยอะ ( เหมือนท่านอาจารย์สกลพูด) ถ้าเป็นเราเราคงร้องไห้ฟูมฟายตาบวมเป่งไปเเล้ว
ฉันคงจะนำเรื่องราวของคนไข้เข้านำเสนอในที่ประชุมการทำ team meeting ในเช้าวันจันทร์ที่จะถึงนี้ เเต่ฉันก็ไม่อยากรอช้า อาจจะส่งข้อมูลให้กับอาจารย์หมอศรีเวียง (หัวหน้า palliative care unit )วันนี้ เพื่อปรึกษาหารือเเละวางแผนร่วมกันในการดูแลคนไข้รายนี้ต่อไป

ก่อนกลับบ้านน้องเก๊าะ น้องพยาบาลที่เคยทำงานที่หอผู้ป่วยเด็กมะเร็ง เล่าให้ฟังว่าเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องราวของเเม่ที่เตรียมตัวพร้อมสำหรับความตายที่ตัวเองรู้ตัวว่ากำลังจะมาถึง ด้วยการเขียนจดหมายถึงลูกน้อย ผ่าน diary ทุกวัน ทุกวัน ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้ถูกเผยเเพร่ โดยสามีของผู้เขียน "ในวันที่เเม่ไม่อยู่ " จึงเกิด idea ปิ๊งเเว๊บว่าหรือเราจะลองให้เเม่(คนไข้)ได้ทำตรงนี้ อย่างน้อยก็จะเป็น memory ไว้ให้ลูก เป็นความต้องการของเเม่คนนี้ ที่มีโอกาสได้อยู่กับลูกในเวลาที่สั้นเหลือเกิน พรุ่งนี้ตั้งใจจะซื้อ diary ไปฝากคนไข้เเต่ก่อนให้คงต้อง inform เขาอีกครั้ง เเละถามความต้องการด้วยว่าเขาชอบการเขียนหรือไม่
"เศร้าจังคะ" พี่กุ้ง น่าสงสารทั้งครอบครัวเลย
ตอนนี้มะเร็งได้ยึดทุกพื้นที่ทั่วโลกแล้วน่ะคะ
คนใกล้ตัวหนูก็เป็นและเสียชีวิตแล้วหลายคนคะ
ก็หวั่นๆเหมือนกัน ขอบคุณเรื่องสะกิดใจก่อนนอนน่ะคะ
พี่กุ้งคงสบายดี รักษาสุขภาพด้วย
อ่านประวัติของคุณพยาบาลแล้ว(ไม่ทราบว่าเรียกหมอเหมือนกันไหม)ก็รู้สึกว่าเด็กที่อาตมาเขียนถึงเป็นมะเร็งนี่เองใช่ไหม? ถึงว่าทำไมรักษาไม่หายสักทีจนเสียในที่สุด แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเด็กคนเดียวกันหรือเปล่าเพราะคุณพยาบาลทำงานอยู่ขอนแก่น แต่ก็ไม่แน่เห็นแม่เขาบอกว่าพาไปรักษามาหลายที่ เกิดมาสมัยนี้ดีที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่าง เสียดายที่โรคร้ายก็พัฒนาร้ายยิ่งกว่าสมัยก่อนเหมือนกัน
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณน้องครูบันเทิงที่มาให้กำลังใจพี่กุ้งค่ะ เห็นเเล้วก็ได้เรียนรู้ชีวิตว่าไม่มีอะไรเเน่นอนในความเป็นชีวิต เราจึงไม่ควรประมาทนะคะ ถึงอย่างไรเมื่อเกิดกับใครเเล้วการที่จะทำใจยอมรับเเละก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้นั้นมันสุดเเสนจะยาก
กราบนมัสการพระอาจารย์ เด็กน้อยผู้น่าสงสารคนนี้ใช่คนไข้ที่หนูเเละทีมได้มีโอกาสเข้าไปดูแลเเต่ว่าเสี้ยวเวลานิดเดียวค่ะ เเต่เราก็พยายามประคับประคองอย่างเต็มที่ วันที่สองมาเยี่ยมน้องตอนเช้าทราบว่าเสียชีวิตตั้งเเต่ตี 1 เศร้ามากเจ้าค่ะ โทรถามข่าวเเละให้กำลังใจครอบครัวทราบว่านำศพน้องถึงบ้านที่สุรินทร์ ตอน 9 โมง
ขอบพระคุณค่ะป้าคิม คิดถึงนะคะ ขอบคุณกำลังใจที่ส่งมาไม่เคยขาด กำลังต้องการพอดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
บางครั้งต้องยอมรับนะคะว่าพวกเราเข้มแข็งสู้คนไข้ไม่ได้ เพราะความอ่อนโยนและมีเมตตานั่นเองค่ะ
ความสูญเสีย เป็นความเจ็บปวด แต่เวลาคงช่วยเยียวยาประคับประคองครอบครัว และทำให้ทุกอย่างกลับสู่ความสมดุลด้วยตัวของมันเองตามเหตุและปัจจัยแวดล้อม ขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัว มา ณ ที่นี้ค่ะ
คนไข้เขาเก่งจริงค่ะ เข้มเเข็ง เเต่ว่าก็ต้องประเมินในเชิงลึกอีกทีนะคะพี่คุณยาย ตอนนี้ขวัญกลับมารึยังคะ รถชน
ขอบคุณพี่เกดที่มาให้ข้อคิดเเละกำลังใจทั้งผู้ป่วยครอบครัวเเละกุ้งค่ะ
สวัสดีค่ะน้องกุ้งนาง พี่อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นอะไรที่ไม่อยากให้เกิด ครอบครัวเขาเข้มแข็งดีมากเราเองต่างหากที่รู้สึกเศร้า(มาก)ไปกับเขา..ทำได้อย่างเดียวในเวลานี้ก็คือ..ทำใจต่อสิ่งที่จะเผชิญในเวลาอันใกล้นี้...ขอส่งกำลังใจให้กับครอบครัวน้องมะนาวน้องเปรี้ยว..และส่งกำลังใจให้ทีมหมอและพยาบาลนะคะ
สวัสดีค่ะ...
สวัสดีค่ะพี่กาญ คงต้องให้กำลังใจกันต่อไปนะคะ เศร้าเหมือนกันค่ะ
สวัสดีค่ะพี่เเอ๊ด ขอบคุณที่ยังคิดถึงนะคะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะพี่เเอ๊ด
ขอบคุณค่ะ กุ้งคิดว่าเเต่ละวิชาชีพก็มีโอกาสได้ทำสิ่งดีดีค่ะ
อยากเป็นพยาบาลเหมือนพี่กุ้ง