รายงานการสำรวจสิ่งที่นักเรียนอยากจะเป็นในอนาคต
ความเป็นมาและปัญหา
จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษามาตรา ๒๔ การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และอำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้รวมทั้งใช้วิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้
ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอน และแหล่งวิทยาการต่าง ๆ และมาตรา ๓๐ ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา (องค์การค้าคุรุสภา : ๒๐–๓๐) เพราะฉะนั้นการวิจัยในชั้นเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญ ที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาการเรียนรู้ (พยุงศักดิ์ จันทรสุรินทร์ ๒๕๔๒ : ๖)
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ทำการสำรวจซึ่งทำหน้าที่ครูผู้สอนรายวิชาหลักภาษาเพื่อการสื่อสาร ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ จึงมีความสนใจในเรื่องการการศึกษานักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนอยากจะเป็นหรืออยากจะที่สุดในอนาคต ดังนั้นผู้ทำการสำรวจจึงได้ทำการสำรวจสิ่งที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ อยากจะเป็นหรืออยากจะทำในอนาคต ขึ้น เพื่อนำผลที่ได้จากการสำรวจไปเป็นส่วนประกอบในการตัดสินใจเลือกวิธีการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการและความถนัดของผู้เรียนมากที่สุด
วัตถุประสงค์
๑. เพื่อทราบถึงสิ่งที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ ที่เรียนวิชาแนะแนวและ อยากจะเป็นในอนาคต
๒. นำผลการสำรวจไปใช้ประกอบในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและความถนัดของผู้เรียน
๓. เพื่อนำผลการสำรวจเผยแพร่สู่เพื่อนครู เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรีนการสอนให้ตรงตามต้องการและความถนัดของผู้เรียน
-๒-
วิธีการสำรวจ
การสำรวจสิ่งที่ฉันอยากจะเป็นในอนาคต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ ที่เรียนแนะแนว ปีการศึกษา ๒๕๔๗ ผู้ทำการสำรวจได้ใช้แบบสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นเอง โดยจัดทำในลักษณะของใบงาน โดยให้นักเรียนวาดรูปพร้อมทั้งบรรยายถึงความสำเร็จของนักเรียน หรือสิ่งที่นักเรียนอยากจะเป็นในอนาคต แล้วนำแบบสำรวจทั้งหมดมาวิเคราะห์และสรุปผลตามขั้นตอน
กรอบแนวคิด
การสำรวจสิ่งที่นักเรียนอยากจะเป็นในอนาคต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ ที่เรียนแนะแนว ปีการศึกษา ๒๕๔๗ ผู้ทำการสำรวจได้ให้อิสระในการคิดกับนักเรียนอย่างเต็มที่ โดยไม่ได้กำหนดหรือจำกัดความต้องการของนักเรียนแต่อย่างใด นักเรียนสามารถเลือกสิ่งที่ตนเองชอบ ต้องการ และถนัด ได้ตามต้องการ
สถิติ
ค่าร้อยละ
สรุปผลการสำรวจ
จาการสำรวจสิ่งที่นักเรียนอยากจะเป็นในอนาคตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ พบว่า สิ่งที่
นักเรียนอยากจะเป็นโดยผู้ทำการสำรวจได้จัดเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย มีดังต่อไปนี้
๑. ความต้องการอยากเป็นครู จำนวน ๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๕๘
๒. ความต้องการอยากเป็นพยาบาล จำนวน ๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๑๓
๓. ความต้องการอยากเป็นทหาร จำนวน ๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๒.๙๔
๔. ความต้องการอยากเป็นแพทย์ จำนวน ๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๙.๖๘
๕. ความต้องการอยากเป็นโมกุล จำนวน ๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๙.๖๘
-๓-
๖. ความต้องการอยากจะเป็นตำรวจ จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๔๕
๗. ความต้องการอยากจะเป็นนักฟุตบอล จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๔๕
๘. ความต้องการอยากจะเป็น สารวัตรทหาร จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๔๕
๙. ความต้องการอยากจะเป็นทนายความ จำนวน ๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๓.๒๓
๑๐. ความต้องการอยากจะเป็นอุลตร้าแมน จำนวน ๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๓.๒๓
๑๑. ความต้องการอยากจะเป็นชาวนา จำนวน ๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๓.๒๓
อภิปรายผล ดังนี้
จากการสำรวจครั้งนี้พบว่า สิ่งที่นักเรียนอยากจะเป็นในอนาคตนั้น เป็นไปในด้านของการงานและอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพรับราชการ กล่าวคือนักเรียนมีความต้องการอยากจะ เป็นมากที่สุด จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด ๓๑ คน คือ ครู จำนวน ๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๕๘ รองลงมา มีนักเรียนที่อยากจะเป็นคือ อาชีพ พยาบาล จำนวน ๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๖.๑๓ รองลงมามีนักเรียนที่อยากจะเป็นคือ ทหาร จำนวน ๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๒.๙๔ ลำดับต่อมา คือ แพทย์ โมกุล จำนวนอย่างละ ๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๙.๖๘ ลำดับต่อมา ตำรวจ นักฟุตบอล สารวัตรทหาร จำนวน ๒ คน คิดเป็นร้อยละ ๖.๔๕ และอาชีพที่นักเรียนอยากจะเป็นในลำดับสุดท้ายคือ ทนาย อุลตร้าแมน ชาวนา จำนวนอย่างละ ๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๓.๒๓ ผู้ทำการสำรวจมีความคิดเห็นว่า อาชีพที่นักเรียนเลือกที่อยากจะเป็นนั้น เป็นอาชีพรับราชการเป็นส่วนใหญ่ อาจจะเป็นเพราะว่าอาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่แน่นอน สวัสดิการดี ส่วนอาชีพที่นักเรียนในระดับชั้นนี้เลือกมากที่สุดคือ ครู
ข้อเสนอแนะ
ในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ตนเองอยากจะเป็นหรืออยากจะทำในอนาคตนั้น อาจจะไม่แน่นอนที่สุดในตอนนี้ เพราะในอนาคตข้างหน้า ผู้เรียนอาจจะมีความต้องการทำในสิ่งที่ตนไม่ได้เลือกทำในตอนนี้ก็ได้ แต่อย่างน้อยการที่ผู้เรียนได้ตัดสินใจเลือกความถนัดของตนเองได้ในขณะนี้ ก็ถือได้ว่าผู้เรียนสามารถทราบถึงความต้องการ และความถนัดของตัวเองในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ครูผู้สอนก็อาจจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบในการจัดการเรียนการสอนได้อีกด้วย เพราะข้อมูลที่ได้สำรวจนี้ถื่อได้ว่าเป็นการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลได้ในอีกระดับหนึ่งด้วย
เย้.......ใครกันหนอต้องการเป้นชาวนาตั้ง 1 คน
ติดตามเจ้าคนนี้ให้ผมหน่อย ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่อย่างไร อันนี้มาฝากครู http://gotoknow.org/blog/ruamrosbotkawi/363844
อาจารย์ขา
บล็อกนี้ครูอิ๊ดเข้าเยี่ยมชมเรียบร้อยแล้วขอบคุณนะคะ เจ้าคนที่อย่างเป็นชาวนาน่ะ เขานึ่งข้าวเหนียวใหม่กับปิ้งปลาตัวเล็กๆห่อด้วยใบตองแห้งเอามาฝากครูอิ๊ดที่โรงเรียนนะคะ (ไม่ทราบอาจารย์จะรู้จักอาหารประเภทนี้หรือเปล่า) แซ่บหลายๆๆ