เงินเฟ้อ (inflation) คือ ภาวการณ์ที่ระดับราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเกิดภาวะเงินเฟ้อมีสาเหตุมาจาก ๒ ปัจจัยหลัก คือ
Demand Pull Inflation คือ เงินเฟ้อที่เกิดจากแรงดึงทางด้านอุปสงค์ เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจมีความต้องการปริมาณสินค้าแลบริการมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ๆ จึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน การดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐบาล การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน
Supply Inflation or Cost – Push Inflation คือ เงินเฟ้อที่เกิดจากด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าขึ้น สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น อาทิ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิด วิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน
กการเกิดภาวะเงินเฟ้อทางด้านอุปทาน(Supply Inflation or Cost – Push Inflation) แก้ปัญหา ได้ยากมากกว่า การเกิดภาวะเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์ (Demand Pull Inflation)
เมื่อเกิดเงินเฟ้อที่เกินเป้าหมาย (สำหรับประเทศไทยปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยได้ตั้งกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยละ ๐.๕ – ๓.๐ ต่อปี) ก็จะไล่เรียงไปหาเหตุว่าเกิดจากอะไร
๑. หากเกิดจากแรงดึงทางด้านอุปสงค์ (demand pull inflation) นั่นย่อมบ่งชี้ว่าปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากนโยบายของภาครัฐ การขยายปริมาณสินเชื่อของภาคเอกชน เป็นต้น ดังนั้น ธปท. ก็จะใช้เมนูนโยบายไปในทางการไปลดปริมาณเงินในระบบ เช่น ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขายหลักทรัพย์รัฐบาล เพิ่มอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย เป็นต้น
๒. หากเกิดจากด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น (cost push inflation) เป็นไปในลักษณะของการเงินเฟ้อด้านต้นทุน เช่น ราคาน้ำมันสูงขึ้น ราคาวัตถุดิบเพิ่มสูงขึ้น ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น เป็นต้น การใช้เมนูนโยบายทางการเงินแก้ปัญหาโดยตรงจะมีประสิทธิภาพด้อยกว่ากรณีการเกิดเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ ส่วนมากจะใช้เครื่องมือด้านอื่น ๆ ประกอบทั้งนโยบายการคลังด้านภาษีและนโยบายการเงินระหว่างประเทศด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยแล้วแต่กรณีและความเหมาะสมตามภาวการณ์ของเศรษฐกิจในขณะนั้น ๆ
สมมติว่า : หากเกิดจาก Supply Inflation or Cost – Push Inflation
มาตรการทางด้านดอกเบี้ย ไม่ใช่ ตัวยาที่รักษาโรคเงินเฟ้อทางด้านอุปทาน (Supply Inflation or Cost – Push Inflation) ได้โดยตรง เนื่องจาก มาตรการทางด้านดอกเบี้ยจะเป็นการส่งสัญญาณในการ เพิ่ม หรือ ลด ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะได้ผลดีในกรณีการเกิดภาวะเงินเฟ้อทางด้านอุปสงค์ (Demand Pull Inflation) และที่สำคัญนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่แล้ว ยังมีผลข้างเคียงต่อการขยายและหดตัวทางด้านเศรษฐกิจอีกด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหาเงินเฟ้อทางด้านอุปทานโดยใช้มาตรการทางด้านดอกเบี้ยจึงเปรียบเสมือนเป็นการบรรเทาอาการของโรค (เงินเฟ้อ) เท่านั้น
มาตรการทางด้านภาษี การใช้นโยบายทางด้านภาษีในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อ ถือได้ว่าเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญอันหนึ่งของแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply – side economics) โดยแนวคิดนี้เห็นว่า หากมีการลดอัตราภาษีลงก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อภาคการผลิตรวมถึงสร้างแรงจูงใจในการทำงานด้วย ก็จะทำให้อุปทาน (ปริมาณ) ของสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น ในที่สุดก็จะกดดันให้ระดับราคาของสินค้าลดลง (เป็นไปตามกฎอุปสงค์ – อุปทาน) ดังนั้น นโยบายทางด้านภาษีจึงสามารถช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้ด้วย แต่ยังมีประเด็นถกเถียงกันพอสมควรในทางแนวคิดเกี่ยวกับการลดภาษีว่าควรจะลดการใช้จ่ายของภาครัฐควบคู่ไปด้วยหรือไม่ กลุ่มแรก เห็นว่า การลดภาษีแม้ว่าจะไม่มีการลดการใช้จ่ายของภาครัฐก็จะไม่ก่อให้เกิดแนวโน้มของเงินเฟ้อตามมาตราบใดที่รัฐบาลสามารถควบคุมการขยายตัวของอุปทานของเงินได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ กลุ่มที่สอง เห็นว่า การลดภาษีที่จะไม่ก่อให้เกิดแนวโน้มของภาวะเงินเฟ้อตามมานั้นภาครัฐต้องมีการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลควบคู่ไปด้วย ท้ายที่สุดนโยบายลดภาษีจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อได้นั้น นโยบายทางด้านอัตราภาษีดังกล่าวจะต้องมีผลทำให้อัตราส่วนของการลงทุนหรือสร้างแรงจูงใจในการทำงานเพิ่มขึ้น
ในภาวะที่หากประเทศเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปทาน (ต้นทุนการผลิต) ทั้งจากสาเหตุของราคาน้ำมันและค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น การแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ท้าทายรัฐบาลและ ธนาคารกลาง ยิ่งนัก นอกจาก เมนูนโยบายทางด้านดอกเบี้ย (ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่มักจะพูดถึงตัวยาชนิดนี้มากที่สุดเมื่อเกิดโรคเงินเฟ้อ) แล้วยังมีอีกหนึ่งทางเลือกก็คือ มาตรการทางด้านภาษีซึ่งเป็นแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ด้านอุปทาน (Supply – side economics) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริหารจัดการเมนูนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศเมือเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อทางด้านอุปทานซึ่งหากปล่อยให้ยืดเยื้อก็สุ่มเสียงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค Stagflation*** ได้
เพิ่มเติม
*** Stagflation ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติและไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเศรษฐศาสตร์ของสำนักเคนส์เซี่ยน เกี่ยวเนื่องจาก เศรษฐทรรศน์แบบเคนส์มีความเชื่อว่า กลไกตลาดจะมีปัญหาการขาดเสถียรภาพในตัวเองเสมอ เนื่องในยามที่เศรษฐกิจขยายตัว (เป็นไปในลักษณะของอัตราการว่างงานต่ำลง) อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว (เป็นไปในลักษณะของอัตราการว่างงานสูงขึ้น) อัตราเงินเฟ้อก็จะต่ำ ดังนั้น เป้าหมายการว่างงานในระดับต่ำและอัตราเงินเฟ้อต่ำจึงมีความขัดแย้งกันเสมอ ไม่สามารถมาบรรจบพบกันได้ นัยคือ
- หากมีเงินเฟ้อสูงขึ้นนั่นย่อมจะสะท้อนออกมาในลักษณะของการว่างงานลดลง และ
- หากมีเงินเฟ้อลดลงนั่นย่อมจะสะท้อนออกมาในลักษณะของการว่างงานเพิ่มขึ้น
หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ หากมีเป้าหมายที่ต้องการให้การว่างงานลดลงก็จะต้องเผชิญกับภาวะของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และหากมีเป้าหมายที่ต้องการให้เงินเฟ้อลดลงก็ต้องเผชิญกับการว่างงานที่เพิ่มขึ้น นั่นเอง
ผู้ที่มีหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการทางด้านเศรษฐกิจจึงต้องเลือกเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง
(ระหว่างเงินเฟ้อกับการว่างงาน) แต่ในภาวะ Stagflation
กลับสูญเสียทั้งสองเป้าหมายไปพร้อมๆ กัน
Stagflation มาจากคำว่า Stagnation (ภาวะเศรษฐกิจซบเซา) + Inflation (ภาวะเงินเฟ้อ) เป็นไปในลักษณะของภาวะที่เกิดจากปัจจัยทางด้านอุปทาน (Supply shock) ส่งผลทำให้ผลผลิตลดลงอย่างรวดเร็ว อุปทานมวลรวม (Aggregate Supply) ลดลง ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ระดับราคาเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนออกมาทางอาการของอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ในอดีต Stagflation เกิดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกายุคทศวรรษ ๑๙๗๐ อัตราเงินเฟ้อสูงถึงร้อยละ ๑๒ ในขณะที่อัตราการว่างงานก็ถีบตัวสูงขึ้นเกือบร้อยละ ๙ ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหาดังกล่าวมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงเพิ่มขึ้นไปกว่าร้อยละ ๔๐๐ จากราคาเดิม สำหรับในประเทศไทยเคยเกิดภาวะ Stagflation เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ในเวลานั้น อัตราเงินเฟ้อสูงเกินกว่าระดับร้อยละ ๑๐ เกี่ยว เนื่องมาจากราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้นกว่าร้อยละ ๔๐ ทำให้เกิดอัตราการว่างงานที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี