โปรดอย่าเชื่อ...แต่จงทดลองพิสูจน์ และค้นหาความจริงด้วยตัวท่านเองครับ www.wimutti.net
เวลาผ่านไป ปีกว่าๆ
นับจากที่ได้มีกัลยาณมิตรมอบ CD แผ่นหนึ่ง
ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชฺโช
แห่งสวนสันติธรรม จ.ชลบุรี มาให้ผมมาฟัง
จำได้ว่า ผมเก็บ CD นั้นไว้นานเป็นเดือนๆเลยทีเดียว
กว่าจะยอมหยิบขึ้นมาฟัง
ด้วยทิษฐิมานะว่า เราหรือก็อ่านหนังสือธรรมะมาเยอะ
บวชเรียนก็เคยมาแล้ว
บวกกับระยะหลังที่ได้ไปหลงไหล
กับศาสตร์จากทางตะวันตก
จนมองข้ามของดีที่อยู่ใกล้ตัวไป
หลายๆ ปีที่ผ่านมา ก่อนที่ผมจะได้ฟัง CD หลวงพ่อ
ผมเกิดอาการเบื่อ “ธรรมะ”
ไม่อยากฟัง ไม่อยากอ่าน ไม่อยากรับรู้
และถึงขั้นปฏิเสธด้วยซ้ำไป
ด้วยมิจฉาทิษฐิบังตาที่ทำให้เกิดความคิดว่า
ธรรมะเป็นเรื่องของพระของเจ้า
ของคนในวัดในวา ของคนเฒ่าคนแก่
ซึ่งคนในโลกอย่างเราคงยังไม่ถึงเวลาของเราที่จะศึกษาและปฏิบัติธรรม
แต่พอวูบแรกที่ผมได้ลองหยิบ CD หลวงพ่อปราโมทย์
แผ่นนั้นขึ้นมาฟัง
ความประทับใจแรกของผมก็คือ
อารมณ์ขันที่เป็นธรรมชาติของท่าน
พอผมฟัง CD ไป ก็ต้องประหลาดใจที่
ในระหว่างการเทศนาของท่านนั้น
มีเสียงหัวเราะจากญาติโยมดังเป็นระยะๆ
แต่ก็ไม่ใช่อารมณ์ขำแบบ Talk Show ตลกๆ นะครับ
มุขตลกของท่านนั้นมาแบบเนียนๆ เป็นธรรมชาติ
ที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ และเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของคนฟัง
ผมพึ่งมาทราบภายหลังว่า เหตุที่หลวงพ่อท่านต้องเทศน์
ให้มีมุขตลกแทรกนั้น เพื่อเปลี่ยนอารมณ์คนฟัง
ท่านบอกว่าบางครั้งฟังธรรมอย่างเดียวแล้วจิตจะนิ่งเกินไป
ซึ่งการที่ท่านเทศน์หยอดมุขให้ขำขันนั้น
หลายๆ ครั้งท่านจะชี้ให้ญาติโยม ได้สังเกต “สภาวะ” ที่เกิดขึ้น
เพื่อให้เห็นว่า “จิต” นั้นเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
และบังคับบัญชาไม่ได้ เปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย
หลังจากนั้น ผมก็เริ่มติดเบ็ดของท่าน ผมชอบฟังธรรมะ
ที่แทรกปนไปกับมุขที่ท่านจะหยอดมาแบบนิ่มๆ เนียนๆ
และพอเริ่มติด เริ่มฟังไปนานๆ ฟังทุกวัน
ผมก็พอจะเห็นว่า เนื้อหาการสอนหลักๆ ของท่านนั้น
ท่านพูดอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องของการปฏิบัติ
ด้วยการมีสติ สัมปชัญญะ มีความรู้สึกตัว
ในชีวิตประจำวัน
ซึ่งจะมีคีย์เวิร์ดคำหนึ่ง ซึ่งท่านพูดบ่อยมากคือคำว่า “ตื่น”
ตอนฟังใหม่ๆ นั้นผมงงมากว่า คำว่า “ตื่น”
ที่ท่านพูดถึงนั้น หมายความว่าอะไรกันแน่
มันต่างกับที่เราลืมตาตื่นตอนเช้าอย่างไรกัน
ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ท่านพยายามทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ
พร่ำสอน พูดซ้ำ ไว้ใน CD ตั้งมากมาย
และหนังสืออีกหลายเล่ม ก็เพื่อที่จะให้ผู้ปฏิบัติ
หน้าใหม่ๆ นั้น รู้จักกับสภาวะแห่งการ “ตื่น”
เท่าที่ติดตามฟัง CD ท่านมา ปีกว่าๆ
ผมพอจะประมวลความคิดจากคำสอนของท่านได้ว่า
ในการจะ “ตื่น” หรือ มีสติ ความรู้สึกตัวขึ้นมา ได้นั้น
เราจำเป็นจะต้องรู้จักและจำ “สภาวะ” ของกายของใจ
ที่มีมากมายหลายประการให้ได้
เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ หงุดหงิด เศร้า หดหู่ ฯลฯ
ซึ่งท่านก็บอกเองว่า สิ่งที่ท่านพยายามสอนนั้น
ก็เพื่อให้ญาติโยม ผู้ฟังต่างๆ รู้จักกับ “สภาวะ”
ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของตนเอง
ซึ่งลักษณะการสอนแบบนี้
จะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดใน CD แผ่นต้นๆ ของหลวงพ่อ
(ท่านแนะนำให้เริ่มฟังตั้งแต่แผ่นที่ 7 เป็นต้นไป)
เนื่องจากในช่วงแรกๆ ที่ท่านสอนญาติโยมนั้น
ท่านพึ่งบวชใหม่ๆ และจำพรรษาอยู่ที่ สวนโพธิญาณ จ.กาญจนบุรี
ขณะนั้น ญาติโยมที่ไปหาในแต่ละวันนั้นดูเหมือนจะยังไม่มากนัก
ทำให้ท่านมีเวลาที่จะสอนจี้แบบรายบุคคล
เพื่อให้เห็นสภาวะของแต่ละคนที่เกิดขึ้นแบบสดๆ ในขณะปัจจุบัน
แต่สไตล์การเทศน์ของท่านจะเปลี่ยนไปในแผ่นหลังๆ
(ประมาณแผ่นที่ 20 กว่าๆ เป็นต้นไป ล่าสุดถึงแผ่นที่ 34)
คือในช่วงที่ท่านย้ายมาจำพรรษาที่สวนสันติธรรมแล้ว
ซึ่งญาติโยมที่มาหาในแต่ละวันนั้นจะมีปริมาณมาก
ทำให้ท่านไม่สามารถเทศน์สอนจี้รายบุคคล
เพื่อสอนให้ดูสภาวะได้อย่างทั่วถึง
ช่วงนี้ท่านจะเทศน์เป็นเรื่องยาวๆ ที่ต่อเนื่องกัน
แต่ท่านก็จะแบ่งเวลาช่วงหนึ่งไว้ให้ญาติโยม
ได้มีโอกาสซักถามข้อสงสัยในการปฏิบัติ
หรือที่รู้จักกันดีในหมู่ลูกศิษย์ว่า “ช่วงส่งการบ้าน”
เอกลักษณ์เฉพาะตัวของหลวงพ่อปราโมทย์อย่างหนึ่ง
ที่ปรากฏใน CD ทุกแผ่นของท่าน ที่เสมือนหนึ่งเป็นจุดขายของท่าน
และ ส่วนหนึ่งก็มองว่าท่านแสดงปาฏิหาริย์ ก็คือเรื่อง “การทักวาระจิต”
กล่าวคือ ในบางขณะที่กำลังเทศน์
ท่านจะมีการทักให้ญาติโยมได้ย้อนกลับมาดูสภาวะของตนเอง
โดยท่านจะใช้คำพูดทำนองว่า
“หลงไปแล้วรู้มั๊ย...เผลอไปคิดแล้วรู้มั๊ย...แอบหนีไปคิดสนุกมั๊ย” เป็นต้น
ซึ่งเรื่องนี้ ผู้ที่ไม่เข้าใจเจตนาและวัตถุประสงค์ของหลวงพ่อ
ก็อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้
และก็เคยมีคนเปิดประเด็นกล่าวโจมตีท่านมาแล้วว่า
การสอนแบบทักวาระจิตของท่านนั้น
ทำให้ชาวพุทธอ่อนแอ พึ่งพาตัวเองไม่ได้
หลงงมงายว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
จนไม่พึ่งพาตนเอง
ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะเป็นคำกล่าวโจมตีที่อยู่บนพื้นฐาน
ของความไม่เข้าใจในเจตนา และวิธีการของท่าน
ในกรณีการทักวาระจิตนี้ ท่านเคยเฉลยไว้ใน CD แผ่นหนึ่งทำนองว่า
การทักวาระจิตแบบนี้ ไม่ใช่ปาฏิหาริย์อะไรหรอก
เพราะธรรมชาติของจิตคนนั้นจะหลงคิดตลอดเวลาอยู่แล้ว
ทักไปแบบสุ่มๆ ก็มักจะถูกเสมอแหละ ใครๆ ก็ทำได้
ไม่ต้องอาศัยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แต่อย่างใดหรอก
เหมือนโยนหินลงไปในฝูงชน
ยังไงก็ต้องหล่นไปโดนหัวใครเข้าซักคนนึงแหละ
(ผมเองก็โดนก้อนหินที่โยนมาจากท่านอยู่บ่อย
แม้จะฟังจาก CD ก็ตาม)
และเท่าที่ผมลองสังเกตตัวเองดูในขณะที่ฟัง CD ท่านอยู่
ก็พบว่า แทบทุกครั้งที่ท่านทักวาระจิตญาติโยมใน CD นั้น
ตัวผมเองก็มักมีสภาพไม่ต่างกันจากคนใน CD
กล่าวคือ กำลังคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่พอดี
(หลงคิดเป็นอาจิณ)
และอานิสงส์จากการฟังหลวงพ่อท่านทักวาระจิต
ของญาติโยมใน CD ก็เป็นโอกาสที่ทำให้
ผมได้หันกลับมามองในจิตในใจตนเอง
ผลที่ได้ก็คือ ผมค่อยๆ ตื่นขึ้นมาได้เอง
เพราะเริ่มจำสภาวะ “หลงคิด” ที่ท่านทักบ่อยๆ ได้
ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ฟัง CD ท่านมาปีกว่าๆ
และก็ได้ลองสังเกตจิตใจตนเองตาม เท่าที่โอกาสจะเอื้ออำนวย
ปัจจุบันนี้ ผมก็มีความรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะ “ตื่น”
ขึ้นมาได้จริงๆ มันเหมือนมีความรู้สึกชั่วขณะขึ้นมาว่า
เราได้รู้สึกตัวขึ้นมา เราได้รู้ว่ากำลังเผลอคิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่นั่นเอง
จากการทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมาปีกว่าๆ
ผมเริ่มเห็นว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ผมตื่นขึ้นมาได้
ก็คือ เนื้อหาการเทศน์แบบสอนให้ดู “สภาวะ” ของท่านที่ปรากฏ
ใน CD แผ่นต่างๆ ประกอบเข้ากับ
การที่ตัวเองได้หัดสังเกตสภาวะที่เกิดขึ้นจริง
ตามที่หลวงพ่อท่านได้ทักให้ดู
มันเหมือนกับว่า หลังจากได้ฟังและเข้าใจถึง “เนื้อหา”
ที่หลวงพ่อท่านพูดถึง “วิธีการดูสภาวะ”
และได้ลองปฏิบัติ
ดูสภาวะให้เป็นแล้ว
จิตก็จะเริ่ม “ตื่น” ขึ้นมาได้เอง
ท่านบอกย้ำเสมอว่า ธรรมนั้นไม่ได้เข้าใจได้ด้วยการฟัง หรือการอ่าน
หากแต่ต้องเป็นการเข้าไปเห็นของจริง เห็นสภาวะของจริง
ที่เกิดอยู่ต่อหน้าต่อตา เกิดอยู่ในกายในใจนี้เท่านั้น
และสิ่งที่ท่านเทศน์สอนไว้มากมายนั้น
ก็ไม่ใช่ธรรมสำเร็จรูปที่ท่องจำแล้วจะแก้ทุกข์ได้
แต่ท่านได้สอนวิธีการ หรือชี้ทางเพื่อให้เราเข้าไปเห็น
ธรรมของจริงได้ด้วยตนเอง
ท่านได้ทำหน้าที่เฉกเช่นที่พระพุทธองค์ได้ทรงบอกไว้เสมอว่า
ครูบาอาจารย์นั้นเป็นเพียงผู้บอกทาง
ส่วนการเดินทางต่อไปนั้นไม่มีใครช่วยใครได้เป็นเรื่องเฉพาะตนที่ต้องทำเอาเอง
หากจะสรุปรวมว่า
หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโช ท่านสอนอะไรไว้ใน CD ของท่าน
ผมก็อยากจะสรุปเป็นข้อสรุปส่วนตัวว่า
ท่านสอนให้ผมรู้จักคำว่า “ตื่น”
ท่านสอนให้ผมรู้จักถึงความหมายที่แท้จริงแห่ง “พุทธะ”
เพียงแค่เราหัด “รู้สึกตัว” เราจะ “ตื่นขึ้น” แล้วเราก็จะ “เบิกบาน”
ท่านได้เป็นผู้ชี้ทางเดินใหม่ให้กับชีวิต
จากเดิมที่ผมได้เดินบนเส้นทางแห่งความหลับไหล
แต่ตอนนี้ผมได้ทางเดินใหม่ที่จะเดินไปพร้อมๆ กับความรู้สึกตัว กับความตื่น
ผมคิดว่าท่านได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ และซื่อตรงยิ่ง
ในฐานะพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
ในการเผยแพร่ธรรมะ
อันเป็นหนทางออกจากสังสารวัฏอันวนเวียนไม่รู้จบให้แก่สรรพสัตว์
และบัดนี้ผมก็เชื่อว่า ผมเห็นแสงสว่างรำไร
อยู่ ณ ปลายอุโมงค์อันมืดมิดในม่านหมอกแห่งอวิชชา
ผมรู้ดีว่า ถ้าผมยังมั่นคงต่อหนทางสายนี้
วันนึงผมคงได้เห็นแสงสว่างแห่งวิชชา
แม้ไม่รู้ว่าชาตินี้ ชาติหน้า หรือชาติไหนๆ จะเดินไปถึง
แต่มันก็หามีความหมายอันใดไม่
เพราะเหตุปัจจัย ของแต่ละคนนั้นทำมาไม่เหมือนกัน
เมื่อเหตุพร้อม เชื่อว่าผลก็จะเกิดอย่างแน่นอน
ผมรู้แต่เพียงว่า ขณะใด ที่ผมมีสติรู้สึกตัว
ผมก็จะตื่น และผมก็จะเบิกบาน
แม้ว่ามันจะเป็นเพียงชั่วขณะแว๊บเดียว แล้วก็เลือนหายไปก็ตาม
แต่สิ่งนี้ก็เหมือนเป็นหยดน้ำทิพย์ชโลมใจให้ฉ่ำเย็น
ในยามที่กำลังอาศัยในโลกที่กำลังร้อนรุ่ม
และก็เหมือนเป็นแสงสว่างน้อยๆ จากก้านไม้ขีดไฟ
ที่แม้จะสว่างวูบไหวขึ้นมาแล้วดับไปอย่างรวดเร็ว
แต่มันก็พอทำลายความมืดมิดในถ้ำลงได้บ้าง แม้จะไม่นานนัก
และนั่นก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ผมสามารถเดินคลำทางต่อไปได้
เชื่อว่าในที่สุด จากวิธีการจุดไม้ขีดไฟก้านเล็กๆ
ที่ผมได้เรียนรู้ผ่านคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์
ผมจะสามารถต่อเทียน จุดคบไฟให้สว่างไสว
เพื่อเป็นเครื่องนำทางออกจากถ้ำมืด อันหนาวเหน็บ
เดินทางไปหาความอบอุ่นแห่งดวงตะวันได้ในที่สุดครับ
ขอนบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในพระปัญญา และมหากรุณาแห่งพระองค์ท่าน
ขอนบน้อมแด่พระธรรมอันเป็นแสงสว่าง เป็นมรดกแห่งภูมิปัญญา
และเป็นตัวแทนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขอนบน้อมแด่พระสงฆ์สาวกแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
ผู้เดินตามรอยพระบาทแห่งองค์ศาสดา
ผู้อุทิศตนเพื่อสืบทอด และปกปักษ์รักษาพระพุทธศาสนา
ให้อยู่คู่ประเทศไทย คู่โลกใบนี้
นพรัตน์ รัตนพงศ์ผาสุข (ซวง)
15 ก.ย. 53
ป.ล.
1. ขอใช้เหตุการณ์ในครั้งนี้
เป็นการเรียกร้องเชิญชวนให้พี่น้องชาวพุทธทุกท่าน
ได้เข้ามาพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าผ่านถ้อยคำของหลวงพ่อปราโมทย์กันดูนะครับว่า
หากเรา “ตื่น” ขึ้นมาได้แล้ว
ความทุกข์ใจของเราที่เคยมีจะหล่นหายไปต่อหน้าต่อตาได้หรือไม่
อะไรที่เคยทุกข์นานๆ จะหดสั้นลงได้หรือไม่
ซึ่งน่าจะเป็นอะไรที่มีประโยชน์ต่อตัวเรา
มากกว่าจะไปหลงกับกระแสข่าวที่กำลังมีกลุ่มคน
และสื่อมวลชนพยายามกระพือสร้างกัน
ถึงข้อเท็จจริงจะเป็นแต่ประการใด
ก็คงไม่ได้ช่วยให้เราคลายทุกข์ได้เลย
และอาจจะทุกข์หนักเข้าไปอีก
หากความจริงปรากฏออกมาว่าทุกสิ่งไม่ได้เป็นจริงอย่างที่คาดคิดไว้
2. หากจะมีข้อความตอนหนึ่งตอนใด
ที่เกิดจากความเข้าใจของตัวผมเองที่ยังจำกัด
ที่อาจจะคลาดเคลื่อนไปจากหลักการคำสอนของพระพุทธเจ้า
หรือของหลวงพ่อปราโมทย์ก็ตาม
ผมขอน้อมรับความผิดพลาดทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว
และข้อคิดเห็นทั้งหมดนี้
ก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว
ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก้อนองค์กรใดๆ ทั้งๆ สิ้น
โปรดอย่าเชื่อ...แต่จงทดลองพิสูจน์ และค้นหาความจริงด้วยตัวท่านเองครับ
http://www.wimutti.net
มาร่วมยืนยันค่ะ
ดีใจที่คุณซวงตื่นแล้ว
ขอให้เจริญในธรรมต่อไปนะคะ
ขอบคุณครับอาจารย์หมอ
ขอให้อาจารย์เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยเช่นกันนะครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณคุณพี่ครูคิม นะครับที่มาช่วยยืนยัน
ผลจากการปฏิบัติตามคำสอนของท่าน
เชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟัง และได้ลองปฏิบัติจริง
ย่อมรู้ได้ด้วยตัวเองว่าการ "ตื่น" นั้น
มันต่างจากที่เคย "หลับไหล" มาตลอดชีวิตได้อย่างไร
สวัสดีปีใหม่ นะครับคุณซวง