ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009

           ตามที่มีการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 และได้ขยายไปสู่ชุมชนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก  ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศยกระดับความรุนแรงของการระบาดเป็นระดับที่ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด  จนถึงปัจจุบัน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2553 องค์การอนามัยโลกได้ออกประกาศว่า ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะหลังการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่แล้ว  แต่อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 จะยังคงมีการแพร่กระจายอย่างทั่วไปเช่นเดียวกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดู กาลในช่วงหลายปีข้างหน้า   และเชื้อไวรัสดังกล่าวอาจทำให้เกิดรูปแบบการระบาดของโรคในช่วงหลังการระบาด ใหญ่แตกต่างไปจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เช่น มีการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็ก นอกจากนี้ ทำให้ประชากรจำนวนไม่มากกลุ่มหนึ่งติดเชื้อ เกิดอาการปอดบวมจากการติดเชื้อไวรัสในระยะแรก ซึ่งมักไม่พบในไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และยากต่อการรักษา  จึงแนะนำให้ทุกประเทศคงการ


            เฝ้าระวังโรคอย่างเข้มแข็งต่อไป มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ให้กับประชาชน ในด้านการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว เพื่อการใช้ยาต้านไวรัสในการรักษาอย่างรวดเร็วและการรักษาที่เหมาะสมในกลุ่ม ผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1) 2009 คือ กลุ่มเด็ก สตรีมีครรภ์ และกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังทางระบบหายใจและระบบอื่นๆ เช่น โรคหอบหืด โรคเบาหวาน เป็นต้น 

            สำหรับประเทศไทย  หลังจากผ่านการระบาดใหญ่มา 2 ระลอกแล้ว ก็ยังคงมีการระบาดของโรคอยู่เป็นระยะด้วย  ในเดือนสิงหาคมนี้ พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนหลายเหตุการณ์ในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนหมู่มาก เช่น โรงเรียน สถานประกอบการ โรงแรม สถานที่ทำงาน ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด รวมทั้งผลการเฝ้าระวังเชื้อไข้หวัดใหญ่เฉพาะพื้นที่   มีสัดส่วนการตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (H1N1)2009 (ซึ่งต่อนี้ไป  จะเรียกชื่อว่า  ไข้หวัดใหญ่  (H1N1) 2009   เนื่องจากจะกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลแล้ว) ในกลุ่มผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในเพิ่มขึ้น เช่นกัน ประกอบกับขณะนี้ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูกาลระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่  ซึ่งได้แก่ฤดูฝนและฤดูหนาว  ทำให้คาดการณ์ว่า  อาจจะเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ขึ้นในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มที่มีผู้คนอยู่กันอย่างหนาแน่น  เช่น โรงเรียน เรือนจำ โรงงาน สถานที่ทำงาน ค่ายทหาร

            เพื่อเป็นการลดการป่วย การเสียชีวิตและผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมให้ได้ดีที่สุด กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานทุกภาคส่วน  ได้เตรียมความพร้อมในมาตรการป้องกันควบคุมโรคและการดูแลผู้ป่วย รวมทั้งการสำรองยาต้านไวรัส  และการจัดหาและให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่กลุ่มเสี่ยง ต่างๆ  ในโอกาสนี้ กระทรวงสาธารณสุขขอให้คำแนะนำเพื่อการป้องกันโรคและลดการระบาด ดังนี้

คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป
            1. หากเป็นประชาชนกลุ่มเสี่ยงซึ่งหากป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่แล้วจะมีอาการ รุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง  หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี  เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี  ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ และผู้มีโรคอ้วน  ควรไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ หรือหากเมื่อมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดแล้ว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
            2. ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จาม ด้วยกระดาษทิชชู หรือแขนเสื้อของตนเอง สวมหน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไข้หวัด  เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ 
            3. ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจลทำความสะอาดมือ เช็ดทำความสะอาดพื้นผิว และสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อยๆ 
            4. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่เสี่ยงต่อการติดโรค เช่น สถานที่ที่มีผู้คนแออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวกเป็นเวลานาน หากจำเป็นเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวต้องป้องกันตนเองอย่างดี  โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงควรสวมหน้ากากอนามัย 
            5. งดกิจกรรมการเดินทาง หยุดเรียน หยุดงาน เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด จนกว่าจะหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน  และในช่วงเวลาดังกล่าวหลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิด  หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น

สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vcharkarn.com/varticle/41469