4 วันที่ผ่านมาสำหรับพวกเราชาวมอ.ถือเป็นช่วงที่ไม่ธรรมดาช่วงหนึ่งของปี พวกเราต้องวางแผนการเดินทางไปและกลับจากทำงานกันให้ดี เพราะมิฉะนั้นจะต้องใช้เวลามากกว่าปกติไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะที่มหาวิทยาลัยของเรามีพิธีพระราชทานปริญญาบัตรนั่นเอง
เราได้เห็นบัณฑิตและญาติสนิทมิตรสหายแต่งตัวสวยงาม ยิ้มแย้มแจ่มใส ถ่ายรูปกันในบรรยากาศของมหาวิทยาลัยที่ได้จัดแต่งไว้เพื่องานนี้โดยเฉพาะ มีมุมสวยๆ ซุ้มงามๆอยู่ตามทุกคณะให้กับบัณฑิตของตน
พวกเราที่พักอาศัยอยู่ที่แฟลตคณะแพทย์ก็ได้รับรู้บรรยากาศของงาน จากปริมาณรถที่มากมายขึ้นหลายเท่า แทบจะหาที่ขยับไม่ได้กันเอาเลย เช้านี้มีเหตุการณ์หม้อแปลงไฟฟ้าระเบิด ไฟดับ ทำให้ต้องออกไปเปลี่ยนบรรยากาศการรอคอยที่ระเบียง ได้สังเกตพฤติกรรมต่างๆของญาติและของบัณฑิตทั้งหลาย ที่เห็นทุกคนต่างก็เอาชุดใส่มาในรถแล้วมาจัดการแต่งองค์ทรงเครื่องกันข้างๆรถนั่นเอง ใช้กระจกรถทั้งของตัวเองและของรถอื่นๆที่จอดติดๆกันเป็นที่ส่องจัดแต่งชุดและหน้าตา ปีนี้ได้เห็นว่ามีบัณฑิตแพทย์หลายๆคนมาพร้อมกันในรถคันเดียว นึกชมว่าเข้าใจคิด เพราะสะดวกต่อการหาที่จอดรถและไม่เปลืองพื้นที่ส่วนรวมด้วย
โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนไม่ชอบอะไรที่เป็นพิธีการ ถ้าเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยง รวมทั้งการรับปริญญาด้วย ผ่านพิธีการนี้ด้วยตัวเองมาครั้งหนึ่งในชีวิตแล้วก็คิดว่าคงพอแล้ว เพราะรู้สึกเองว่าเป็นความสิ้นเปลืองหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่คิดแล้วไม่คุ้มค่ากับเวลา เคยคิดสงสัยว่าเราให้ความสำคัญกับหลายๆเรื่องมากไปหรือเปล่า แก่นแท้ของพิธีนี้คืออะไร รวมทั้งสงสัยว่า พิธีการรับปริญญาสร้างอะไรให้กับความเป็นตัวตนของคนที่ได้รับ ภารกิจตลอดวันอันยาวนานนี้คุ้มค่ากับทุกคนที่เกี่ยวข้องหรือไม่ คุ้มกับทรัพยากรที่ลงไปหรือเปล่า และจำนวนบัณฑิตก็คงมีแต่วันจะมากขึ้นๆ ถึงเวลาหรือยังที่เราต้องหาวิธีการใหม่เพื่องานใหญ่ขนาดนี้ เราจะสร้างคุณค่าให้งานนี้ด้วยวิธีที่ใช้ทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวงน้อยกว่านี้ได้หรือไม่ เป็นคำถามในใจที่อยากบันทึกไว้ค่ะ



ขอแสดงความคิดเห็นน่ะค่ะ การพระราชทานปริญญาบัตร
ส่วนดี ทำให้มหาวิทยาลัย มีการพัฒนาตกแต่งขนานใหญ่ปีละ 1 ครั้ง มีผู้คนมาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย เงินบริเวณมหาวิทยาลัยสะพัด ผู้ปกครองภาคภูมิใจที่ลูกได้รับพระราชปริญญาบัตรฯลฯ
ส่วนเสีย เห็นด้วยกับการสิ้นเปลืองเงินทอง ปัญหารถติด เกิดความวุ่นวาย บัณฑิตที่จบไปมีงานทำหรือไม่ ฯลฯ
ขอบคุณคุณมาลีพันธุ์ ภูมาเกิดทองมี นะคะที่มาช่วยเสริม เห็นจริงๆเลยค่ะว่าภูมิทัศน์ในมหาวิทยาลัยสวยงามขึ้นอย่างชัดเจน แต่สำหรับม.สงขลานครินทร์ของเราโดยปกติผู้บริหารก็ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่เสมอ ซึ่งถ้าทุกที่ทำได้สม่ำเสมอก็น่าจะดีนะคะไม่ต้องรอวาระพิเศษ ส่วนเรื่องผู้ปกครองภาคภูมิใจ ชื่นใจนั้นเป็นเรื่องของคุณค่าอย่างชัดเจนจริงๆค่ะสำหรับหลายๆท่าน อย่างเรื่องที่คุณ ชำนาญ เขื่อนแก้วเล่าให้ฟัง รู้สึกถึงความสุขที่แผ่กระจายออกมาได้ แม้เราเป็นคนนอกนะคะ บรรยากาศนี้เราก็เห็นอยู่ชัดๆเหมือนกันค่ะ เวลาเห็นคุณย่าคุณยายในหมู่บัณฑิต รู้สึกได้ถึงความชื่นอกชื่นใจในความสำเร็จของลูกหลานจากหน้าตาของท่านๆเหล่านี้
ว่าไปแล้วงานนี้ในบ้านเราก็เป็นเรื่องพิเศษกว่าเมืองนอกเมืองนานะคะ เพราะเรามีในหลวงและพระราชวงศ์ที่ทรงคุณค่าในใจเรา แต่จากปริมาณคนที่มากมายขึ้นทุกวันนี้ ถ้าไม่หาวิธีการอื่นๆมาปรับเปลี่ยนก็จะเป็นภาระที่หนักมากๆสำหรับพระองค์ท่านนะคะ
ตอนอ่านเมื่อเช้า จะตอบคล้ายๆกับที่พี่โอ๋เขียนเลย อิ อิ ใจตรงกัน
พิธีแบบนี้ คล้ายกับหลายพิธีอื่นๆ คือเป็น "สัญญลักษณ์" ที่เรามาทำกันเพื่อระลึกถึงอะไรบางอย่าง "เป็นพิเศษ"
นั่นแปลว่าสิ่งนั้นๆต้องพิเศษก่อน ไม่ใช่พิเศษเพราะพิธีนี้ และถ้าสิ่งนั้นไม่ได้พิเศษมาก่อน การพยายามมาทำให้พิเศษในวาระนี้ ก็จะโหวงเหวง ไร้น้ำหนัก ไม่ได้แปลว่าไม่มีค่านะครับ แต่แปลว่ามันจะพิเศษอยู่ไม่กี่วัน
การรับปริญญาเป็นการสำเร็จการศึกษาขั้นอุดม นั่นคือเราเป็นบัณฑิต ซึ่งต้องผ่านการทุ่มเท และมองเห็นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสายอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะประกอบไปด้วยการทุ่มเทเวลาหลายปี อย่างสม่ำเสมอกับสิ่งๆหนึ่ง จึงแสดงว่าเราให้ความสำคัญ และมันไม่ง่ายนัก ทำให้ตอนที่เรามาเฉลิมฉลอง ยิ่งเป็นการแสดงถึงความมีค่าของมัน การเฉลิมฉลองที่สะท้อนถึงศักยภาพความเป็นมนุษย์ ความเป็นผู้คงแก่เรียน ความเป็นพหูสูตร อันอยู่ในมงคล 38 ประการ เพียบพร้อมด้วยกัลยาณมิตรที่เป็นพหูสูตรเช่นกัน รักในการเรียนเหมือนๆกัน
คุณสมบัติของบัณฑิตทั้งสามประการได้แก่ การมีความรู้ ทักษะ และเจตนคติอย่างลึกซึ้งในสาระความรู้ที่เราเลือก การมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและผู้อื่น และการถึงพร้อมถึงการแสดงออกอย่างงามทั้งกาย วาจา ใจ
ทำให้บทความพี่โอ๋ต้องทำให้คิดเหมือนกันว่า "จริงไหม?"
สภาพเมื่อเช้าที่ขยะจำนวนมหาศาลทิ้งไว้ตามพื้น ถนน สนาม ทุกหย่อมหญ้า การจอดรถ การขับรถ การข้ามถนน ถ้าสิ่งที่ออกมาเป็นพฤติกรรมเหล่านี้ก็สะท้อนถึงคุณภาพบัณฑิตที่ว่า จะยิ่งทำให้พิธีกรรมเหล่านี้มีความหมายมากขึ้น นอกเหนือจากการได้ถ่ายรูปสวยๆประจำปี เศรษฐกิจสะพัดในช่วงสามสี่วัน
ตอนวันอาทิตย์ผมมาถ่ายรูปรวมกับบัณฑิตแพทย์ ก็ภาคภูมิใจ ติดนิดเดียวตรงที่ต้องรอบัณฑิตบางท่าน ที่มัวแต่ถ่ายรูปกับเพื่อนๆจนมา stand ไม่ทัน (ทั้งๆที่อยู่แค่ตรงนั้น) เนื่องจากถ่ายกันทุกคณะ ทำให้ต้องรักษาเวลา ตรงเวลา ยิ่งเป็นบัณฑิตแพทย์ด้วย ภาพที่น้องๆบางท่านต้องวิ่งกระเซอะกระเซิงมาแทรกแถว ทำให้จิตตกไปหลายดีกรี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความศักดิฺสิทธิ์ของงานในวันนี้