ตอนอ่านเมื่อเช้า จะตอบคล้ายๆกับที่พี่โอ๋เขียนเลย อิ อิ ใจตรงกัน

พิธีแบบนี้ คล้ายกับหลายพิธีอื่นๆ คือเป็น "สัญญลักษณ์" ที่เรามาทำกันเพื่อระลึกถึงอะไรบางอย่าง "เป็นพิเศษ"

นั่นแปลว่าสิ่งนั้นๆต้องพิเศษก่อน ไม่ใช่พิเศษเพราะพิธีนี้ และถ้าสิ่งนั้นไม่ได้พิเศษมาก่อน การพยายามมาทำให้พิเศษในวาระนี้ ก็จะโหวงเหวง ไร้น้ำหนัก ไม่ได้แปลว่าไม่มีค่านะครับ แต่แปลว่ามันจะพิเศษอยู่ไม่กี่วัน

การรับปริญญาเป็นการสำเร็จการศึกษาขั้นอุดม นั่นคือเราเป็นบัณฑิต ซึ่งต้องผ่านการทุ่มเท และมองเห็นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสายอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะประกอบไปด้วยการทุ่มเทเวลาหลายปี อย่างสม่ำเสมอกับสิ่งๆหนึ่ง จึงแสดงว่าเราให้ความสำคัญ และมันไม่ง่ายนัก ทำให้ตอนที่เรามาเฉลิมฉลอง ยิ่งเป็นการแสดงถึงความมีค่าของมัน การเฉลิมฉลองที่สะท้อนถึงศักยภาพความเป็นมนุษย์ ความเป็นผู้คงแก่เรียน ความเป็นพหูสูตร อันอยู่ในมงคล 38 ประการ เพียบพร้อมด้วยกัลยาณมิตรที่เป็นพหูสูตรเช่นกัน รักในการเรียนเหมือนๆกัน

คุณสมบัติของบัณฑิตทั้งสามประการได้แก่ การมีความรู้ ทักษะ และเจตนคติอย่างลึกซึ้งในสาระความรู้ที่เราเลือก การมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและผู้อื่น และการถึงพร้อมถึงการแสดงออกอย่างงามทั้งกาย วาจา ใจ

ทำให้บทความพี่โอ๋ต้องทำให้คิดเหมือนกันว่า "จริงไหม?"

สภาพเมื่อเช้าที่ขยะจำนวนมหาศาลทิ้งไว้ตามพื้น ถนน สนาม ทุกหย่อมหญ้า การจอดรถ การขับรถ การข้ามถนน ถ้าสิ่งที่ออกมาเป็นพฤติกรรมเหล่านี้ก็สะท้อนถึงคุณภาพบัณฑิตที่ว่า จะยิ่งทำให้พิธีกรรมเหล่านี้มีความหมายมากขึ้น นอกเหนือจากการได้ถ่ายรูปสวยๆประจำปี เศรษฐกิจสะพัดในช่วงสามสี่วัน

ตอนวันอาทิตย์ผมมาถ่ายรูปรวมกับบัณฑิตแพทย์ ก็ภาคภูมิใจ ติดนิดเดียวตรงที่ต้องรอบัณฑิตบางท่าน ที่มัวแต่ถ่ายรูปกับเพื่อนๆจนมา stand ไม่ทัน (ทั้งๆที่อยู่แค่ตรงนั้น) เนื่องจากถ่ายกันทุกคณะ ทำให้ต้องรักษาเวลา ตรงเวลา ยิ่งเป็นบัณฑิตแพทย์ด้วย ภาพที่น้องๆบางท่านต้องวิ่งกระเซอะกระเซิงมาแทรกแถว ทำให้จิตตกไปหลายดีกรี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความศักดิฺสิทธิ์ของงานในวันนี้